" /> unmodern blog: July 2007 Archives

« June 2007 | Main | August 2007 »

July 30, 2007

มายาคติของนวัตกรรม

The Myth of Innovation ของคุณ Scott Berkun เป็นเรื่องเกี่ยวกับเบื้องหลังที่มา(ที่น่ารังเกียจ และน่ารัก) ของนวัตกรรมต่างๆ พร้อมกับความเชื่อในรูปแบบต่างๆที่คนมักติดกับกับความเชื่อเหล่านั้นจนมองข้ามและไม่ยอมมองภาพรวมและรูปแบบที่คล้ายๆกันบางอย่างของความสำเร็จที่เกิดขึ้น

จะว่าไปผมว่าหนังสือเล่มนี้มันก็ไม่สมบูรณ์ด้วยตัวมันเองเท่าไหร่นัก แต่เหมือนเป็นจิกซอว์ที่เอามาประติดประต่อหนังสือวิจัยเรื่องการออกแบบนวัตกรรมที่ถูกเขียนออกมาก่อนหน้ามากกว่า เหมือนออกแนวสรุปจากที่ชาวบ้านเขียนเอาไว้ออกมาให้อ่านง่ายๆเป็นบทๆไป

ถ้ามีโอกาสผมอยากซื้อเอาไปแจกน้องๆหลานๆที่บ้านให้ได้อ่านจริงๆเลยครับ เอาไว้เป็นภูมิคุ้มกันสำหรับวิชาประวัติศาสตร์แบบไทยๆ (ใครเป็นคนแรกที่คิดค้น x ในปี y)

ผมว่าผลข้างเคียงจากระบบการศึกษาแบบไทยๆเรา นอกจากเรื่องการแก่งแย่งอำนาจกันทางวิชาชีพแล้ว อีกเหตุผลนึงที่สังคมไทยเราทำงานกันเป็นทีมไม่เป็น อาจเพราะเรื่องโดนสะกดจิตให้อยู่ในกรอบความเชื่อที่ว่า สิ่งสำคัญที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้มาจากการทำงานของอัจฉริยะคนเดียวผู้โดดเดี่ยว แล้วอยู่ดีดีก็เกิดพุทธิปัญญาตูมขึ้นมาเลย (ถ้าเป็นในหนังก็ต้องเป็นพวกทำตัวตรงข้ามกับสังคม และคุยกับคนอื่นไม่รู้เรื่องด้วย)

จากมุมมองส่วนตัว ตั้งแต่ย้ายมาอยู่ที่นิวยอร์คผมพบว่า ทุกคนทำงานหนักและฝึกฝนตัวเองอยู่ตลอดเวลา* ไม่ว่าคนเหล่านั้นจะเป็นอัจฉริยะอยู่แล้วหรือไม่ จนไม่รู้แล้วว่าคำว่าพรสวรรค์คืออะไร เพราะมองไปทางไหนก็เห็นแต่คนขยัน คนทำงาน เรียนรู้ และแลกเปลี่ยนความคิดกันอยู่ตลอด ส่วนใครจะโดดขึ้นไปอีกขั้น อันนั้นก็กลายเป็นเรื่องจังหวะเวลาที่ถูกที่ถูกเวลา และการโปรโมทตัวเองไป** ซึ่งกรณีนี้มันตรงกับหลายๆกรณีศึกษาจากหนังสือเล่มนี้มาก หลายๆคนที่มีชื่อเสียงในตำราประวัติศาสตร์ก็ลอกขโมยผลงานคนอื่นไปโปรโมทก่อน หรือไม่ก็ไม่ให้เครดิตเพื่อนร่วมงานเลยสักนิด (คิดถึงเวบชื่อดังแห่งนึงตอนนี้ที่โดนฟ้องเรื่องไปเอาไอเดียเพื่อนมาทำเองแล้วโปรโมทว่าเป็นของตัวเองเฉย)

แต่สิ่งนึงที่คนเราสมัยปัจจุบันต่างกับสมัยก่อนคือ ด้วยเทคโนโลยี่และโอกาสทางระบบธุรกิจปัจจุบัน หลายๆเรื่องเราทุกคนสามารถสร้างนวัตกรรมใหม่ๆขึ้นมาได้ที่บ้านด้วยซ้ำ ไม่เหมือนสมัยก่อนที่จะคิดจะสร้างอะไรที ต้องไปหาพระที่ศาสนจักรเพื่อกราบกรานขอเงินมาวิจัย(อะไรก็ตามที่ไม่ขัดกับอำนาจของเจ้าของเงิน)

แต่ถ้าเป็นเรื่องใหญ่ๆที่ต้องใช้ทุนมากหน่อย ก็เห็นว่ายังเหมือนยุคมืดอยู่ หลายๆคนต้องขายวิญญาณไปกราบกรานนายทุนเพื่อสร้างสรรรค์สิ่งต่างๆออกมา โดยที่ไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของเจ้าของเงิน (ซึ่งถ้าเป็นายทุนที่หากินกับความไม่รู้ของชาวบ้านก็แย่หน่อย เพราะสิ่งที่สร้างสรรค์ออกมาใหม่นั้นต้องตอกย้ำความไม่รู้ของชาวบ้านต่อไป เพื่อไม่ให้ลุกออกไปจากอำนาจของเจ้าของทุน)

อยากให้มีคนแปลหนังสือเล่มนี้ไปเป็นบทเรียนนักเรียนประถมที่เมืองไทยจังเลยครับ

Note
*ถึงแม้จะมีอีกหลายๆคนที่เก่งและฝึกฝนแต่เรื่องการโปรโมทตัวเองให้คนอื่นเชื่อว่าเขาเป็นในสิ่งที่เขาไม่ได้เป็น แต่ก็ต้องยอมรับว่าคนพวกนั้นเก่งจริงๆในเรื่องโปรโมทตัวเอง คือถ้าลองมีพรสวรรค์ในเรื่องแบบนั้นจริงๆแล้วฝึกฝนด้วย ก็สมควรแล้วที่ได้ดีโดยที่ตัวเองไม่ต้องเป็นอย่างที่อยากจะให้คนอื่นคิดก็ได้

** นึกถึงคนที่เมื่อเร็วๆนี้ออกมาอ้างว่าเป็นคนคิดค้นระบบ multi touch โดยได้แรงบันดาลใจมาจากไอน้ำที่เกาะแก้ว จำได้ว่าตอนนั้นอ่านแล้วไม่รู้จะร้องไห้หรือหัวเราะดี มันฉกเอาความดีความชอบของนักวิจัยทั้งโลกที่คิดค้นและแชร์ความรู้กันมากว่ายี่สิบปีมาเป็นของมันด้วยมายาเรื่องได้ไอเดียจากไอน้ำจากแก้วเฉยเลย วิธีเดียวกับแอปเปิลของนิวตันชัดๆ เออแล้วมีเดียก็ชอบด้วยอะไรแบบนี้เพราะมันย่อยง่ายดี

July 29, 2007

linda linda linda

เมื่อคืนได้ดู DVD เรื่อง Linda Linda Linda
โอ้ ชอบที่สุดตั้งแต่นั่งดู DVD ที่บ้านมาในรอบปีนี้แล้วมั้ง มันเย็นๆเรื่อยๆมากมาก ชอบมาก ไม่มีเป้าหมาย ไม่มีกิมมิก ไม่มีอะไรมากมายเลย แต่มันดึงเอาความรู้สึกเหงา และบรรยากาศในโลกของเด็กนักเรียน กับความตั้งใจบางอย่างของตัวละครออกมาให้ดูได้ค่อนข้างเนียนมากมาก คนเขียนบทเก่งจริงๆ

เหมือนช่วงชีวิตเราหลายๆครั้งมันก็แบบนี้แหล่ะ ไม่ได้ดราม่าหรือแหวกแนวอะไรมากมาย แล้วสุดท้ายทุกอย่างมันก็จะเป็นความทรงจำที่ดีไปเอง

ผมรู้สึกว่าตัวละครที่เป็นนักร้อง เขาแสดงความเหงาออกมาได้ยังไงไม่รู้ ไม่ได้ทำอะไรเลย เหมือนบริบทของเรื่องมันค่อนข้างดีด้วยที่นำเราให้รู้สึกไปแบบนั้นได้โดยที่ตัวละครไม่ต้องพูดไม่ต้องเบ่งอารมณ์อะไรออกมาเลย

เพลงประกอบของ James Iha ก็โอเค ก็ทำหน้าที่ไปตามเรื่อง ไม่ต้องเป็น James Iha ก็ได้มั้ง แต่อย่างว่ามันไม่ไช่เรื่องที่จะต้องมาแย่งกันเด่นอะไรมาก ต่างฝ่ายต่างรองรับกันไปตามหน้าที่ สุดท้ายประกอบกันออกมาเป็นหนังเรื่องนี้ได้ก็เยี่ยมที่สุดแล้ว

นับถือคนออกตังให้สร้างจริงๆ นับถือตลาดเขาด้วย ที่ทำให้พ่อค้ากล้าลงทุนกับหนังบทแบบนี้ได้
ผมว่าเรื่องนี้เป็นหนังที่เจ๋งและลึกกว่าหนัง (หรือผู้กำกับ) หลายๆเรื่องที่พยายามทำตัวอินดี้ เข้าใจยาก หรือต้องมีแต่พวกนักดูหนังถึงจะดูได้ มากนัก

นึกถึงเวลาต้องทำงานออกแบบของในตลาด ถ้าจำนวน end user ไม่ได้ต้องการมันมากพอ พ่อค้าก็จะไม่ทำสิ่งนั้นออกมาขาย นักออกแบบก็ไม่มีทางได้ออกแบบอะไรที่ตัวเองเชื่อว่ามันน่าจะดีและอยากให้มันมีในสังคม

แต่ไม่มีอะไรแย่ไปกว่า ของที่ไม่ได้ความ ขายไม่ออก แต่คนทำออกมาพูดว่าตัวเองคิดลึกและอินเตอร์เกินไป คนอื่นไม่เข้าใจ สุดท้ายกลายเป็นช่างตัดเสื้อกับพระราชาไป ไม่มีใครกล้าบอกว่าไม่เข้าใจเพราะกลัวเรซูเม่ผู้กำกับ สังคมไหนมีคนแบบนั้นเยอะๆ ยากที่จะได้เห็นคนทำงานดีดีออกมา

ตลาดของญี่ปุ่นนี่เจ๋งจริงๆ (เรื่องมันยาว วันหลังเขียนเรื่องนี้ในหัวของของการงานดีกว่า)

July 07, 2007

ขยัน

41hYrICNbGL._SS400_.jpg


ได้ลองไปเปิดๆหนังสือรวมงานของคุณ Naoto Fukasawa อาทิตย์ก่อนโน้น แล้วชอบมากมาก เหมือนแกมีกระบี่อยู่ที่ใจไปแล้ว ไร้กระบวนท่า ทำอะไรก็ได้ ที่สำคัญออริจินอล มากมาก (คือทำอะไรเรียบๆ มันก็ทำได้ทุกคนมั้ง แต่ทำออกมาแล้ว มันมีกึ๋น+ออริจินอล ด้วย นี่มันอีกเรื่อง)

เมื่อวันก่อนตอนทานอาหารเที่ยง ผมเลยถามอาจารย์ที่ทำงานว่าคุณ Naoto แกไปไงมาไงถึงมาเป็นมาสเตอร์ทางด้านการออกแบบในทางของแกได้ขนาดนี้ เพราะเห็นแกเขียนและพูดเหมือนมันง่ายจัง อยู่ดีดีก็ทำได้

อาจารย์ผมเขาก็เลยบอกว่า Naoto แกทำงานหนักและบ้าเลือดมากมาเป็นสิบๆปี มันไม่ได้ออกมาง่ายๆเหมือนที่เขาพูดหรอก อาจารย์อีกคนเคยทำงานกับคุณ Naoto สมัยอยู่ IDEO สิบกว่าปีก่อนก็บอกว่า แกทำงานหนักและอึดที่สุดในบริษัท (ถึงขั้นว่าเจ้าของบริษัทเดินมาขอให้กลับบ้านเพื่อไปดูแลภรรยาที่กำลังท้องอยู่ได้แล้ว) แล้วกว่าจะเก่งได้ เขาก็ผ่านความละเอียดและเบสิกต่างๆมาเยอะมากมาก จนไปถึงจุดก่อนเขาจะไปถึงขั้นปรมจารย์สุดๆ ตอนที่เกิดการตั้งคำถามกับตัวเองขึ้นมาว่า ตกลงเขาทำอะไรอยู่ ดีไซน์ที่ดีคืออะไร เลยออกมาเป็น คอนเซป Without Thought แบบที่เขาพัฒนาแนวทางขึ้นมาอีกที

จะว่าไปจนป่านนี้ผมยังไม่เห็นใครที่เก่งแล้วไม่ทำงานหนักเลย (เกิดมายังไม่เคยเห็นคนมีชื่อเสียงที่เก่งจริงๆคนไหนนั่งๆนอนๆแล้วโผล่มาเก่งเลย เหมือนตัวละครโกวเล้งสักคน)

July 04, 2007

Beautiful Evidence

be_cover[1].jpg

เมื่อวานผมบังเอิญเดินไปเจอหนังสือ Beautiful Evidence เล่มนี้ของคุณ Edward Tufte ที่ร้านหนังสือแถวที่ทำงาน ผมเห็นเขาโฆษณามานานแล้วแต่ก็ไม่ได้สนใจอะไร แต่พอเปิดๆดูแล้วก็รู้สึกว่า ลุงแกเป็นสุดยอดในเรื่อง information visualization ในแบบของแกจริงๆ

เนื้อหาในเล่มก็เหมือนงานเดิมๆของแก ในเรื่องการนำเสนอข้อมูลออกมา ให้คนเข้าใจได้อย่างมีประสิทธิผล (และงดงาม) บางส่วนของเล่มก็ออกแนวขยับขยายหัวข้อใหม่มาจากข้อมูลและกรณีศึกษาเดิมจากเล่มก่อนๆ แต่ก็น่าจะสนใจอยู่ดี แต่อย่างว่าคอนเซปมันก็เหมือนที่ผ่านมา ก็เลยไม่ค่อยรู้สึกแปลกใหม่อะไรมากนัก ไม่เหมือนกับตอนที่อ่าน Envisioning Information ครั้งแรกหลายปีก่อน (ตอนนั้นรู้สึกเหมือนตอนอ่าน มานี มานะ เล่มหนึ่ง ครั้งแรกตื่นเต้นมาก)

จะว่าไป ก็มีหลายคนที่ผมรู้สึกว่าเขามีแรงบันดาลใจกับวิธีทำงานของผม หนังสือของคุณ Tufte ก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วยมั้ง แต่เหมือนมันไม่ได้แค่เป็นแรงบันดาลใจ มันออกไปทางเปลี่ยนพื้นฐานวิธีการคิดในการออกแบบของผมไปเยอะมากมากเลยมากว่า (เหมือนตอนอ่าน มานี มานะ ครั้งแรก แล้วมองตัวหนังสือเป็นภาษาได้อ่ะครับ) ไม่รู้ดีหรือไม่ดี แต่ชอบ

July 02, 2007

เผด็จการ

วันนี้ไปถึงที่ทำงาน อาจารย์แกก็เรียกเข้าไปดู iPhone เขาบอกว่าได้มาโดยไม่ต้องเข้าคิวเลย (แต่ต้องจ่ายเงินน่ะ) เดินไปที่ร้าน ก็บอกเขา เฮียขอ iPhone อันนึง เขาก็หยิบมาให้ เท่านั้นเองไม่เห็นต้องเสียเวลาเลย เพราะ Apple เขาเก๋าเรื่องการกะจำนวนลูกค้าที่จะปล่อยของวันแรกอยู่แล้ว

หลังจากลองๆใช้ดู อืมม เก่งจริงๆ จังหวะทัชชิ่งต่างๆ การเชื่อมต่อ การจัดเรียงข้อมูล สุดยอดจริงๆ และดูแล้วสามารถขยับขยายอะไรต่อมิอะไรได้อีกเยอะมากมาก เหมือนเขาออกแบบ interface เป็นโมดูล่ามาเพื่อพัฒนาต่ออีกได้อีกไกลเลย

ถึงตัวผมจะใช้ระบบของ Cingular/ AT&T อยู่แล้ว แต่คิดว่าก็คงไม่ไปซื้อแน่ๆอยู่ดี iPhone ไม่รู้จะเอาไปทำไม เพราะแค่ทดลองเล่นของที่ทำงานก็เกินพอแล้ว (สามนาทีก็เบื่อแล้ว) แต่ยังไงก็ตาม นับถือมากมากครับ นอกจาก Wii จาก Nintendo แล้ว รอบสองสามปีที่ผ่านมา ก็มี iPhone นี่แหล่ะที่ประทับใจมากมากในเรื่องของความสมดุลของ Technology + Design + Business

(นิทานเรื่องนี้สอนว่า ถ้าสามารถใช้เทคโนโลยี่ได้ฉลาด ร่วมกับการออกแบบได้ยอดเยี่ยม จะหิวกระหายเงินอย่างไรก็ไม่น่าเกลียด)

ตอนกลางวันที่ทำงานเขาก็บอกว่า มีแต่ Apple เท่านั้นแหล่ะ ที่จะสามารถทำอะไรแบบ iPhone ออกมาได้ ไม่ไช่ว่าคนอื่นคิดไม่ได้ หรือทำไม่ได้ แต่การที่จะสามารถสร้างองค์กรที่ลักษณะที่จะขับเคลื่อนให้คนข้างในคิดอะไรแบบนี้ออกมาและทำจนเสร็จได้ มันต้องมีระบบที่เป็นเผด็จการที่มีความคิดสร้างสรรค์มาก แถมทุนต้องหนาด้วย

หายากมากมาก ในชั่วโมงนี้ ที่จะหาองค์กรแบบนั้น

(หลังจากนั้นก็เปลี่ยนเรื่องไปคุยเรื่องระบบทีมออกแบบที่ไมโครซอฟท์ แล้วจากที่คุยเรื่องงานอยู่ดีดี เลยกลายเป็นเรื่องขำปนเศร้าไปเลย)