« linda linda linda | Main | เดิน เดิน เดิน »

มายาคติของนวัตกรรม

The Myth of Innovation ของคุณ Scott Berkun เป็นเรื่องเกี่ยวกับเบื้องหลังที่มา(ที่น่ารังเกียจ และน่ารัก) ของนวัตกรรมต่างๆ พร้อมกับความเชื่อในรูปแบบต่างๆที่คนมักติดกับกับความเชื่อเหล่านั้นจนมองข้ามและไม่ยอมมองภาพรวมและรูปแบบที่คล้ายๆกันบางอย่างของความสำเร็จที่เกิดขึ้น

จะว่าไปผมว่าหนังสือเล่มนี้มันก็ไม่สมบูรณ์ด้วยตัวมันเองเท่าไหร่นัก แต่เหมือนเป็นจิกซอว์ที่เอามาประติดประต่อหนังสือวิจัยเรื่องการออกแบบนวัตกรรมที่ถูกเขียนออกมาก่อนหน้ามากกว่า เหมือนออกแนวสรุปจากที่ชาวบ้านเขียนเอาไว้ออกมาให้อ่านง่ายๆเป็นบทๆไป

ถ้ามีโอกาสผมอยากซื้อเอาไปแจกน้องๆหลานๆที่บ้านให้ได้อ่านจริงๆเลยครับ เอาไว้เป็นภูมิคุ้มกันสำหรับวิชาประวัติศาสตร์แบบไทยๆ (ใครเป็นคนแรกที่คิดค้น x ในปี y)

ผมว่าผลข้างเคียงจากระบบการศึกษาแบบไทยๆเรา นอกจากเรื่องการแก่งแย่งอำนาจกันทางวิชาชีพแล้ว อีกเหตุผลนึงที่สังคมไทยเราทำงานกันเป็นทีมไม่เป็น อาจเพราะเรื่องโดนสะกดจิตให้อยู่ในกรอบความเชื่อที่ว่า สิ่งสำคัญที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้มาจากการทำงานของอัจฉริยะคนเดียวผู้โดดเดี่ยว แล้วอยู่ดีดีก็เกิดพุทธิปัญญาตูมขึ้นมาเลย (ถ้าเป็นในหนังก็ต้องเป็นพวกทำตัวตรงข้ามกับสังคม และคุยกับคนอื่นไม่รู้เรื่องด้วย)

จากมุมมองส่วนตัว ตั้งแต่ย้ายมาอยู่ที่นิวยอร์คผมพบว่า ทุกคนทำงานหนักและฝึกฝนตัวเองอยู่ตลอดเวลา* ไม่ว่าคนเหล่านั้นจะเป็นอัจฉริยะอยู่แล้วหรือไม่ จนไม่รู้แล้วว่าคำว่าพรสวรรค์คืออะไร เพราะมองไปทางไหนก็เห็นแต่คนขยัน คนทำงาน เรียนรู้ และแลกเปลี่ยนความคิดกันอยู่ตลอด ส่วนใครจะโดดขึ้นไปอีกขั้น อันนั้นก็กลายเป็นเรื่องจังหวะเวลาที่ถูกที่ถูกเวลา และการโปรโมทตัวเองไป** ซึ่งกรณีนี้มันตรงกับหลายๆกรณีศึกษาจากหนังสือเล่มนี้มาก หลายๆคนที่มีชื่อเสียงในตำราประวัติศาสตร์ก็ลอกขโมยผลงานคนอื่นไปโปรโมทก่อน หรือไม่ก็ไม่ให้เครดิตเพื่อนร่วมงานเลยสักนิด (คิดถึงเวบชื่อดังแห่งนึงตอนนี้ที่โดนฟ้องเรื่องไปเอาไอเดียเพื่อนมาทำเองแล้วโปรโมทว่าเป็นของตัวเองเฉย)

แต่สิ่งนึงที่คนเราสมัยปัจจุบันต่างกับสมัยก่อนคือ ด้วยเทคโนโลยี่และโอกาสทางระบบธุรกิจปัจจุบัน หลายๆเรื่องเราทุกคนสามารถสร้างนวัตกรรมใหม่ๆขึ้นมาได้ที่บ้านด้วยซ้ำ ไม่เหมือนสมัยก่อนที่จะคิดจะสร้างอะไรที ต้องไปหาพระที่ศาสนจักรเพื่อกราบกรานขอเงินมาวิจัย(อะไรก็ตามที่ไม่ขัดกับอำนาจของเจ้าของเงิน)

แต่ถ้าเป็นเรื่องใหญ่ๆที่ต้องใช้ทุนมากหน่อย ก็เห็นว่ายังเหมือนยุคมืดอยู่ หลายๆคนต้องขายวิญญาณไปกราบกรานนายทุนเพื่อสร้างสรรรค์สิ่งต่างๆออกมา โดยที่ไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของเจ้าของเงิน (ซึ่งถ้าเป็นายทุนที่หากินกับความไม่รู้ของชาวบ้านก็แย่หน่อย เพราะสิ่งที่สร้างสรรค์ออกมาใหม่นั้นต้องตอกย้ำความไม่รู้ของชาวบ้านต่อไป เพื่อไม่ให้ลุกออกไปจากอำนาจของเจ้าของทุน)

อยากให้มีคนแปลหนังสือเล่มนี้ไปเป็นบทเรียนนักเรียนประถมที่เมืองไทยจังเลยครับ

Note
*ถึงแม้จะมีอีกหลายๆคนที่เก่งและฝึกฝนแต่เรื่องการโปรโมทตัวเองให้คนอื่นเชื่อว่าเขาเป็นในสิ่งที่เขาไม่ได้เป็น แต่ก็ต้องยอมรับว่าคนพวกนั้นเก่งจริงๆในเรื่องโปรโมทตัวเอง คือถ้าลองมีพรสวรรค์ในเรื่องแบบนั้นจริงๆแล้วฝึกฝนด้วย ก็สมควรแล้วที่ได้ดีโดยที่ตัวเองไม่ต้องเป็นอย่างที่อยากจะให้คนอื่นคิดก็ได้

** นึกถึงคนที่เมื่อเร็วๆนี้ออกมาอ้างว่าเป็นคนคิดค้นระบบ multi touch โดยได้แรงบันดาลใจมาจากไอน้ำที่เกาะแก้ว จำได้ว่าตอนนั้นอ่านแล้วไม่รู้จะร้องไห้หรือหัวเราะดี มันฉกเอาความดีความชอบของนักวิจัยทั้งโลกที่คิดค้นและแชร์ความรู้กันมากว่ายี่สิบปีมาเป็นของมันด้วยมายาเรื่องได้ไอเดียจากไอน้ำจากแก้วเฉยเลย วิธีเดียวกับแอปเปิลของนิวตันชัดๆ เออแล้วมีเดียก็ชอบด้วยอะไรแบบนี้เพราะมันย่อยง่ายดี

TrackBack

TrackBack URL for this entry:
http://www.unmodern.com/places/mt-tb.cgi/23

Post a comment