" /> unmodern blog: August 2007 Archives

« July 2007 | Main | September 2007 »

August 31, 2007

ของวิเศษโดเรม่อน

โอเควันนี้มีเวลาแล้ว หลังจากติดวัติมาเกือบอาทิตย์ยังไม่ได้คิดเลยว่าจะเลือกของวิเศษโดเรม่อนอะไรดี

ตกลงเอาชุดนี้แหล่ะครับ

1. แคปซูลแคมป์ปิคนิค
เป็นความชอบส่วนตัว เป็นสาเหตุที่ทำให้เลือกอาชีพที่ผ่านๆมาด้วย ชอบมากมากตรงที่มันมีพื้นที่ใช้สอยภายในแบบ Retro-futurism ด้วย ฮาดี อยากได้ไปปักที่สนามหญ้าหลังบ้าน

2. ประตูไปที่ไหนก็ได้
อย่างแรกเลยจะได้ไม่ต้องเสียค่าเช่าบ้านที่นี่ อยู่ที่บ้านกับญาติพี่น้องนี่แหล่ะครับ แล้วตกดึกที่นั่นก็เปิดประตูมาทำงานที่นี่ตอนเช้าพอดีเลย ประหยัดดี ทั้งเวลา และค่าเดินทาง

3. วุ้นแปลภาษา
อยากเข้าใจภาษาอื่นบ้าง

พอเอาสามอย่างมาใช้พร้อมๆกัน อยากไปเที่ยวหลายๆที่ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าเครื่องบิน ที่พัก และการสื่อสาร เท่านั้นเลยครับ : )

เป็นคำถามที่ยากมากมาก เพราะไม่รู้จะใช้ตรรกะและกติกาแบบไหนคิดดี

August 30, 2007

เรียนรู้

สิ่งที่เรียนรู้จากวันนี้

1. หลังจากเล่นเกมจนสร้างทีมสุดแกร่งขึ้นมาได้ ก็เรียนรู้ว่า พลังพิเศษ มักมาพร้อมความประมาท
2. หลังจากเปิดเครื่องเล่น mp3 ทิ้งไว้ทั้งคืนก็พบว่ามีเพลงอีกมากในนั้นที่ยังไม่ได้ฟัง แถมไม่รู้ว่ามันเพราะขนาดนั้น โลกนี้กว้างใหญ่จริงๆ พับผ่าสิ
3. หลังจากทำงานที่นี่มาสักพักก็พบว่า ไม่เคยเห็นคนขยันคนไหนไม่มีงานทำ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่เคยเห็นคนปลิ้นปล้อนคนไหนไม่ได้ดิบได้ดี


August 29, 2007

นอนดึก

Picture 2.png

หลังๆมานอนไม่พอสักวันเลย ปรกติจะเข้านอนก่อนเจ้าหมอนี้ตลอด แต่ช่วงนี้เห็นมันหลับก่อนประจำ

August 27, 2007

Scoope

สองปีก่อนเคยมีเพื่อนมาให้ช่วยทำ rendering ให้ เพราะเขามีไอเดียเรื่องเฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากเศษวัสดุที่คนเอามาทิ้งตามข้างถนนในนิวยอร์ค เลยอยากทำบันทึกไอเดียเก็บเอาไว้

01.jpg


พอดีวันก่อนเขาส่งรูปใหม่มาให้ดูว่าเอาคอนเซปนั้นไปดัดแปลง และสร้างจริงไปแล้วที่กรุงเทพ แต่ไม่ได้ใช้เศษไม้แล้ว ใช้อลูมิเนียมผสมแทนเพื่อใช้ในสวนหรือบริเวณนอกอาคาร ปรากฎคนสั่งจองกันเยอะเลย ถึงมันจะไม่ไช่เฟอร์นิเจอร์เพื่อคนเก็บจากขยะไปประกอบกันเองเหมือนตอนแรก แต่ก็รู้สึกยินดีไปด้วยที่ form ที่เรียบง่ายของมันก็ทำให้คนชอบได้ในวงกว้างเหมือนกัน


Scoope-Bench.jpg

ที่มา
Ingfah


August 25, 2007

Sat 6:46

1.
ปลายปีนี้คิดอยู่เหมือนกันว่าจะกลับเมืองไทยดีไหม เพราะหยุดได้แค่สิบวัน ที่บ้านบอกว่าถ้าจะกลับไปแค่สองอาทิตย์ไม่ต้องหรอก เสียค่าเครื่องบินเปล่าๆ

บางครั้งผมก็สงสัยตัวเองเหมือนกัน ว่าตกลงผมทำอะไรอยู่เนี่ย ทำไมคนอื่นได้ทำงานใกล้ครอบครัวใกล้คนที่เขารัก ทำไมเราต้องถ่อมาเหนื่อยที่นี้ด้วยหนอ แต่พอคุยกับเพื่อนเรื่องจะกลับไปทำงานเมืองไทย ก็มีแต่คนบอกว่าอย่าเลย จะกลับไปทำอะไร มันไม่มีอุตสาหกรรมทางด้านนี้รองรับเลย ยกเว้นแต่ว่าจะเอาวิชาความรู้ไปทำงานในอุตสาหกรรมโฆษณา (บ้านเมืองที่แทบไม่มีนวัตกรรมทางโปรดักเลย แต่กลับมีอุตสาหกรรมโฆษณาที่ใหญ่มากมาก มันเป็นการบอกถึงทิศทางบางอย่างของประเทศได้เหมือนกันน่ะเนี่ย) แต่ก็ไม่อยากคิดให้มันแย่ขนาดนั้น มันอาจทางอื่นก็ได้ แค่ยังไม่เจอตอนนี้เพราะไม่ได้อยู่ตรงนั้นเท่านั้นเอง

ตอนนี้กำลังคิดว่าหลังจากทำงานที่นี่ไปสักพักนึงจนเริ่มอยู่ตัว อาจจะเริ่มแบ่งเวลาไปทำงานส่วนตัวที่ค้างคาไว้มาสามสี่ปีแล้วอีกครั้ง เคยคิดว่าจะทำ proposal เสนองานศิลปะเพื่อนำไปแสดงหลายปีแล้ว ไม่มีโอกาสสักที กลับบ้านที่กรุงเทพทีไรก็นอนทั้งวันกินทั้งคืน โอ้เพิ่งนึกขึ้นได้ ยังมีเพลงที่ยังไม่ได้เริ่มทำอีกสองสามเพลง อยากทำให้เสร็จก่อนสิ้นปีอีก ไม่รู้เวลามันหายไปไหนหมดเหมือนกัน

2.
หลังๆมาเหมือนงานแนว interactive installation มันจะมีออกมาเยอะมากมาก แต่สิ่งนึงที่เหมือนกันคือ ไม่มีความหมาย ทำให้คิดนึกย้อนไปถึงสมัย photoshop เป็นของทันสมัย จะมีคนเอา plug-in มาเล่นจนเลอะเทอะไปหมด แล้วสุดท้ายพอทุกคนเข้าใจแล้วว่า แบบนั้นมันไม่มีความหมายใดใดเลย งานพวกนั้นก็หายสาบสูญไปหมด ผมว่าตอนนี้งานพวก interactive installation เกือบครึ่งที่เห็น มาจากกระบวนการคิดแบบ technology-driven ทั้งนั้นเลย คือเห็นว่ามีเทคโนโลยี่อะไรใหม่ ใครทำอะไรอยู่ ก็อยากได้อยากมีอย่างเขาบ้าง แล้วสุดท้ายมันไม่มีเนื้อหา มันมีแต่กิมมิก ซึ่งก็เป็นกิมมิกที่เกิดจากเทคโนโลยี่ ไม่ได้เกิดจากตัวผู้สร้างงานเอง แล้วแบบนี้มันจะไปได้สักกี่น้ำก็สงสัยเหมือนกัน กลัวเหมือนกันว่ามันจะกลายเป็นของเสร่อภายในไม่ช้า แล้วอีกไม่่นานมันก็จะกลายเป็นได้แค่เครื่องมือส่งเสริมการขายของนักการตลาดซ้ำรอยประวัติศาสตร์เดิมๆ (คือเป็นเครื่องมือส่งเสริมการตลาด ไม่ไช่เรื่องน่าอาย แต่เป็นได้แค่เครื่องมือส่งเสริมการตลาด นี่สิเป็นเรื่องน่าเศร้า)

August 22, 2007

ลองผิดลองถูก

51ETvAJrqWL._SS500_[1].jpg

พอดีเมื่อเดือนก่อนได้หนังสือเล่มนึงมา ชอบมากมาก Sketching User Experience ของคุณ Bill Buxton เจ้าพ่อแห่งวงการ Human Computer Interaction (และทุกๆวงการที่เกี่ยวกับ เทคโนโลยี่ มนุษย์ และ การออกแบบ)

หนังสือเล่มนี้เกี่ยวกับกระบวนการออกแบบ User Experience ในโปรดักต่างๆ ผู้เขียนเล่าออกมาได้ทั้งในเชิงลึกและกว้างได้อย่างไม่น่าเชื่อ สมแล้วที่เป็นมือกระบี่อันดับหนึ่งแห่งบู๊ลิ้ม

ภาพรวมก็คือการอธิบายขั้นตอนของการออกแบบประสบการณ์ (ซึ่งต่างจากการออกแบบวัตถุ) จากกรณีศึกษาต่างๆว่าทีมต่างๆเขาทำกันมายังไงบ้าง ข้อดีข้อเสีย พร้อมการออกความเห็นในแง่มุมของเขา ซึ่งเหมือนเขาจะให้ความสำคัญกับการลองผิดลองถูกและเรียนรู้กับกระบวนการทดสอบนั้นไปด้วยกันให้เร็วที่สุดเพื่อพัฒนาโปรดักให้ดีขึ้นมากมาก (ซึ่งต่างจากระบบของญี่ปุ่นนิดนึงเท่าที่ทราบคือ เหมือนระบบของทีมจากญี่ปุ่นคือคิดอะไรได้ ปล่อยออกตลาดเลย แล้วใช้ตลาดจริงเป็นการทดสอบ ถ้าผลตอบรับดีก็พัฒนาต่อเลย)

คิดว่านี่เป็นหนังสือที่นักออกแบบควรจะต้องอ่านและทำความเข้าใจหน้าที่ของตัวเองว่ากำลังอยู่ตรงไหนของแผ่นที่โลก (ไม่ไช่ศูนย์กลางของจักรวาลไหน) และผู้ประกอบการก็น่าจะอ่านเพื่อทำความเข้าใจว่าความสัมพันธ์ และความสำคัญ ของการออกแบบที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจนั้น มันแนบแน่นกันแค่ไหน

แกยกตัวอย่างตอนที่ Steve Jobs กลับเข้าไป Apple อีกครั้งคนเดียว แล้วใช้ทีมออกแบบของเดิมทั้งหมด(ไม่ได้ซื้อตัวนักเตะเพิ่มเลย)เพื่อผลักดันให้ทีม Industrial Design เป็นกุญแจในการแก้ปัญหาทางการเงินของ Apple เมื่อปี 1997 ตอนนั้นทุกคนก็ไม่เข้าใจว่าปัญหามีเป็นล้าน ทำไมไปมุ่งแก้ไขที่ทีมออกแบบ แต่ทุกคนก็เชื่อมือคุณ Jobs แล้วก็ปล่อยให้เขาเป็นเผด็จการจนมาถึงทุกวันนี้ คำตอบก็กระจ่างแล้ว (ผมเพิ่งรู้ว่า Jonathan Ive แกอยู่ Apple มาตั้งแต่ปี 1992 โน้นแล้ว แต่เพิ่งมีโอกาสได้ใช้วิชาความรู้เต็มๆก็ตอน Jobs เข้ามารื้อระบบ นี่มันเป็นปรากฎการณ์แบบ The Beatles กับ George Martin ชัดๆ)


นอกเรื่อง:
จากประสบการณ์ที่ไม่มากนักทั้งตรงและอ้อม ผมรู้สึกว่าระบบที่บ้านเราจะออกไปทางยกย่องแนวความคิดที่ว่า "ทำยังไง" มากกว่า "จะทำอะไร" ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วผมว่าถ้าระบบอุตสาหกรรมไม่ให้ความสำคัญกับการ จะทำอะไร แล้วพึ่งแต่ ทำยังไง มันก็จะไม่ไปไหน ต้องรอให้เห็นคนอื่นทำเสร็จก่อนแล้วค่อยเดิน(วิ่ง)ตามเขาไปตลอดกาล (นี่อาจเป็นเหตุผลนึงที่เราไม่ค่อยเห็นงานที่มีความคิดสร้างสรรค์ในสังคมเรา เพราะคนมักจะทึ่งกับอะไรที่ทำยากๆ มากกว่าความคิดที่มันง่ายๆ ทั้งที่สิ่งที่มันง่ายๆ มันต้องผ่านขั้นตอนที่ยากมากมากกว่าจะไปถึงขั้นนั้นได้ เราก็เลยเห็นนักกายกรรมนอกสนามอยู่ทั่วทุกวงการ เพราะทำแล้วคนทึ่งกว่า)

แต่ผมเองก็ไม่คิดว่ามันจะมีระบบใดระบบนึงที่มันโอเคในบริบทนึง จะสามารถเอาไปแปะแล้วใช้งานได้ดีเลยในอีกบริบทหนึ่งอยู่ดี ก็เลยยังสงสัยส่วนตัวเหมือนกันว่า แล้วระบบที่มันเหมาะสมกับอุตสาหกรรมสมัยใหม่แบบไทยๆของเรามันน่าจะเป็นอย่างไร

August 21, 2007

นิ้วชี้ กับ Trackpad

วันนี้นอนป่วยอยู่ที่บ้าน ไปทำงานไม่ไหว ความจริงโดนไล่กลับมานอนตั้งแต่เมื่อวานบ่ายแล้ว เขากลัวติดหวัดกัน
พอดีตอนกลางวันเช็คพัสดุ เขาบอกว่าของมาถึงแล้ว

Picture 001.jpg

หลังจากตัดสินใจมาเป็นปีว่าจะอัพเกรด Laptopเครื่องเดิม หรือซื้อ PC เครื่องใหม่ดี ไปไปมามาก็เลยตัดสินใจซื้อตัวนี้นั่นแหล่ะ ด้วยเหตุว่ามันเหมือนจะคุ้มสุดแล้วในงานที่ผมทำอยู่ ก็เหมือนได้ทั้ง Mac ทั้ง PC แถมก็ไม่เกะกะห้องทำงานด้วย (หา PC Laptop ที่ไม่เกะกะสายตายากมากมาก) แล้วเจ้าเครื่องเก่าสุดที่รักก็เก่ามากมากจนใช้อะไรแทบไม่ไหวแล้ว

ยอมรับว่าความรู้สึกตอนแกะกล่องมันดีมาก ออกแบบมาค่อนข้างเอาใจคนซื้อ (กล่องสวยจริงๆ) แต่พอลองเปิดใช้ดูจริงๆมันก็โอเค ถึงเครื่องนี้เป็น Macเครื่องแรกที่ผมซื้อเอง แต่อาจเพราะปรกติผมใช้ Mac ที่ทำงานทุกวันอยู่แล้ว แล้วพอมาซื้อเองมันเลยรู้สึกเหมือนไม่ได้มีอะไรใหม่นักในแง่ความรู้สึก

Picture 014.jpg

ที่สำคัญ รู้สึกเซ็งนิดหน่อยที่ค้นพบว่า Trackpad ของ MacBook Pro ไม่สามารถจับการเคลื่อนไหวของนิ้วชี้มือขวาของผมได้ เวลาใช้นิ้วอื่นมันก็โอเค แต่พอมาใช้นิ้วชี้มือขวา ผมควบคุมอะไรในจอแทบไม่ค่อยได้เลย เหมือนผิวสัมผัสบริเวณปลายนิ้วชี้ผมมันจะแห้งและลื่นมากมาก คือเคยมีปัญหากับเครื่องคนอื่นมา แต่ไม่คิดว่าจะมีกับเครื่องตัวเองด้วย

ส่วนข้อดีนอกนั้นก็ มันก็คือ MacBook Pro นั่นแหล่ะครับ ทำงานได้สะดวกตามที่ควรจะเป็น ไม่ร้อนด้วย เอาไว้ใช้ไปสักอาทิตย์ถ้ามีข้อดีเพิ่มเติมจะมาเขียนอีก

August 18, 2007

ศึกชิงเจ้ายุทธภพ

นานมาแล้วสมัยค้างทำงานที่คณะ มีเพื่อนคนนึงเพิ่งตื่นขึ้นมา ก็เดินมาเล่าความฝันเขาให้ฟังว่า มีคัมภีร์สุดยอดวิชาปรากฎขึ้นมาบนแผ่นดิน โดนฉีกเป็นสองส่วน มีคนสองคนได้มันไป คือ นาย A ได้ส่วนแรก นาย B ได้ส่วนหลัง

เวลาผ่านไป นาย B สำเร็จพลังยุทธ์ขั้นสุดท้ายรู้เคล็ดลับแบบ advance ทุกรูปแบบ จนเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งของแผ่นดิน
ส่วนนาย A ก็สำเร็จพลังลมปราณและปรัชญาของคัมภีร์เล่มนี้จากการได้อ่าน Introduction ในครึ่งแรก

จนเมื่อนาย B ถึงวันต้องมาเจอกันกับนาย A เพื่อต้องการพิสูจน์ว่าใครเป็นหนึ่งในยุทธจักร สู้กันยังไงก็ไม่แพ้ไม่ชนะ ก็เลยตกลงกันว่าจะแลกคัมภีร์กันคนละส่วน เพื่อให้ต่างฝ่ายได้มีเวลากลับไปเพิ่มเติ่มเนื้อหาวิชาให้ครบ แล้วค่อยมาเจอกันใหม่ปีหน้าอีกที

เวลาผ่านไปต่างฝ่ายก็ได้ไปเรียนรู้เคล็ดวิชาที่เหลือในเล่มจนสมบูรณ์แบบ เมื่อถึงวันนัดประลอง คราวนี้ผลปรากฎว่า นาย A ชนะนาย B ได้อย่างรวดเร็วมากมาก สุดท้ายนาย A ก็เลยได้ครองเป็นเจ้ายุทธภพไป (เท้าเอวแล้วหัวเราะขึ้นฟ้าว่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า)

ผมก็เลยถามเพื่อนว่า ทำไมนาย A ชนะว่ะ

เขาก็ตอบว่า ตรรกะในฝันเขานั้นอธิบายว่า เนื่องจากนาย A ได้เริ่มฝึกจากหน้าแรกไปถึงกลางเล่ม จีงมีพื้นฐานของศาสตร์นี้แน่นกว่านาย B ซึ่งไปฝึกเอาตรงกลางเล่มไปถึงขั้น advance

ในการประลองครั้งแรกอาจจะกินกันไม่ลง เพราะเหมือนความรู้มันงูๆปลาๆทั้งคู่ อาจจะเอาความรู้ไปหลอกเอาชนะคนไม่รู้เรื่องรู้ราวได้ แต่พอมาเจอกันเอง มันก็ยังไม่ได้ความทั้งคู่อยู่ดี เลยวัดอะไรกันไม่ได้ แต่พอต่างฝ่ายต่างกลับไปฝึกส่วนที่ขาดหายไป คนที่เริ่มและใช้เวลากับพื้นฐานมากกว่า ก็เลยสามารถเข้าใจขั้นพลิกแพลงได้เร็วและพัฒนาต่อไปได้ไกลกว่าคนที่เริ่มจากขั้นAdvance โดยที่ไม่มีพื้นฐานแล้วย้อนกลับไปฝึกวิชาจากหน้าแรกอีกที ผลก็คือหนึ่งปีให้หลัง นาย A ก็เลยสามารถคิดค้นกระบวนท่าต่อเนื่องออกไปจากในคัมภีร์นั้นได้อีกมหาศาล จึงเอาชนะนาย B ได้ไม่ยากนัก

August 15, 2007

.

มีโอกาสได้ไปอ่านบทความเรื่อง หมาเยี่ยวรดภูเขาทอง จากเวบของคุณวินทร์มา รู้สึกค่อนข้างประทับใจในวิธีการเปรียบเทียบของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช มาก เห็นภาพและเห็นความรู้สึกมาก

จำได้ว่านานมาแล้วเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งของคุณ Edward De Bono (จำไม่ได้ว่า Simplicity หรือ New Thinking for The New Millennium) แกยกตัวอย่างเรื่อง เด็กที่เอาก้อนหินไปวางบนรางรถไฟเพื่อทำให้รถไฟตกราง แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเด็กคนนั้นฉลาดกว่าวิศวกรที่สร้างระบบรถไฟ หรือ แปลว่าระบบรถไฟไม่ควรจะมีอยู่ดี และรถไฟมันก็จะพัฒนาไปเรื่อยๆจนดีขึ้นสักวันนึงอยู่ดี ที่สำคัญเขาก็รู้แหล่ะว่าถ้ามีก้อนหินมาวางบนราง มันอาจจะมีปัญหา แต่มันก็มีมาตรฐานอื่นๆที่ต้องคำนึงถึงมากกว่า และก็ต้องค่อยๆพัฒนากันไป (เหมือนกับงานสร้างสรรค์งานนวัตกรรมต่างๆ ในประเทศที่เจริญพอสมควร เขาก็รู้แหล่ะว่าของทุกอย่างมันก็ยังไม่สมบูรณ์ ก็ค่อยๆทำกันไปพัฒนากันไป มันก็จะดีขึ้นเองสักวัน ไม่ไช่เอาแค่ตอดเล็กตอดน้อยด่ากันแบบไม่ให้คนอื่นได้ทำอะไร)

หลังๆมาไม่รู้ทำไม เริ่มรู้สึกว่าอาการแบบนี้เป็นที่นิยมมากมากในสื่อต่างๆ(ของไทย) และในสังคมที่เห็นคนประเภทเห็นคนอื่นทำอะไรไม่ได้ ต้องไปทุ่มเทกำลังกายกำลังสมองเพื่อไปหยุดคนอื่น เหมือนกลัวคนอื่นจะทำอะไรสำเร็จ แล้วก็เหมือนเป็นเรื่องธรรมดาในสังคมด้วย ที่จะมีคนแบบนี้โผล่ออกมาเรื่อยๆ (ยิ่งทางด้านการวิจารณ์ศิลปะวัฒนธรรมด้านต่างๆ)

คือผมเคยคิดว่าการมองว่าคนพวกนั้นเหมือนเด็กมีปมด้อยที่จ้องจะเอาก้อนหินไปวางให้รถไฟตกรางก็เป็นการเปรียบเทียบที่ดีแล้วน่ะ แต่ตอนนี้ผมว่าเปรียบเทียบคนแบบนี้ว่า หมาเยี่ยวรดภูเขาทอง มันไทยๆและเห็นภาพกว่าเยอะเลย กับคนขี้แพ้พวกนั้น

จำได้ว่าตอนเรียนอยู่มีเพื่อน(ร่วมห้อง) คนนึง เป็นชาวอะไรไม่รู้ แต่ดูมั่นใจในชีวิตตัวเองมาก เหมือนแกภูมิใจมากมากที่จะหาข้อเสียของงาน masterpiece ต่างๆได้ เจออะไรด่าไปหมด ตำหนิไปหมด ไม่ว่าจะเป็นงานไหน แกด่าได้หมด จนเวลาผ่านไปครึ่งเทอม อาจารย์แกก็เลยถามว่า "โอเค หมดเวลาพูดข้อเสียแล้ว ขอทางออกหน่อยได้ไหม" คุณคนนั้นก็อึ้งๆไป อาจารย์แกก็ถามต่อว่า "ง่ายจะตายที่เราจะเห็นข้อเสีย หรือด่าคนอื่นตอนที่เขาทำเสร็จแล้ว ว่ามันไม่ดียังไง แต่ไหนไหนก็อุตส่าห์ร่ำเรียนมาขนาดนี้ ขอทางออกหน่อยได้ไหม" เพื่อนร่วมห้องคนนั้นก็อึ้งๆไปอีก อาจารย์ก็เลยบอกว่า "อืมม หาทางออกให้คนอื่นให้ได้ เท่กว่ากันเยอะเลย"

August 13, 2007

Geometry of Design

หลังๆมาชีวิตเปลี่ยนไปมาก เหมือนเวลามันหายไปกับงานหมดเลย แถมงานที่ทำก็ไม่สามารถเปิดเผยกับโลกภายนอกได้ จนคนอื่นพาลคิดว่าผมทำงานให้หน่วยสืบราชการลับของรัฐบาลไปแล้ว จนป่านนี้ยังสงสัยอยู่เลยว่า แล้วถ้าอีกหน่อยผมเกิดอยากไปสมัครงานที่อื่นจริงๆจะเอาอะไรไปให้เขาดูดีหนอ หรือบอกคนสัมภาษณ์ว่า "เฮ้ ผมมีประสบการณ์ แต่ไม่มีงานอะไรให้ดูน่ะ เป็นความลับสุดยอด ห้ามเปิดเผย -_-"

ยิ่งงานโปรเจกส่วนตัวที่ค้างมาเป็นปีก็ยิ่งไม่มีเวลาได้ทำเลย ได้แต่อ่านหนังสือวันละครึ่งชั่วโมงก็หรูแล้ว
พอดีวันก่อนได้เล่มใหม่มา Geometry of Design: Studies in Proportion and Composition รวบรวมโดยคุณ Kimberly Elam ตอนแรกไม่ได้หวังอะไรมากนัก คือรู้สึกว่าอยากทบทวนความรู้สมัยเรียนสมัยก่อนโน้นอย่างเป็นเรื่องเป็นราวเสียที แล้วก็อยากทำความเข้าใจเรื่อง Geometry ของ Form มากขึ้นด้วย เพราะที่ผ่านมาผมไปสนแต่เรื่องของ Space กับ User Experience เท่านั้นเลย แต่ส่วนเรื่องที่มันเห็นๆจับต้องได้ มีผลกระทบโจ๋งครึ่มกว่าอย่าง Geometry ของ Form นั้น ผมยังอ่อนหัดมากมาก เลยคิดว่าจะหาเล่มนี้มานั่งเรียนพื้นฐานในช่วงเวลานี้คงยังไม่สายเกินไป

แต่พอมาเปิดๆดูแล้ว โอ้ เยี่ยมมากมากเลย นี่มันขุมทรัพย์ชัดๆ


511IqxkoDrL._SS400_[1].jpg


หนังสือเล่มนี้ว่าด้วยเรื่องของ Geometry เท่านั้นเลยครับ คือคุณคนเขียนก็เอางานออกแบบ Modern Classic ต่างๆมาวาง แล้วก็ตี grid ตีเส้นให้ดูเลยว่า form ที่เห็นอยู่เนี่ย มันมา composition พื้นฐานจากไหน เท่านั้นแหล่ะครับ เหมือนช่วยผมออกจากโลกใบเล็กๆใบนี้ไปได้อีกนิดนึง

คือผมเองก็เคยสงสัยเหมือนกันเช่นว่า Form ของ Tulip Armchair ของ Eero Saarinen นี้มันมาจากไหน แต่ไม่เคยทำอะไรเพื่อตอบความสงสัยนั้นสักที แต่พอคุณพี่เขาเอาเก้าอี้ตัวนี้ออกมาถอดรหัสของ Geometry ให้ดู ก็พบว่า โอ้โห เล่นอย่างงี้เลยเนอะลูกพี่ (เริ่มมีความหวังนิดๆว่า จะเอางานชิ้นอื่นของ Saarinen มานั่งดูอีกทีว่า ลุงเขาใช้ไวยากรณ์แบบไหนกันแน่ ทำไมรูปทรงมันถึงออกมาสุดยอดได้ขนาดนั้น

พอมาคิดดูอีกที ผมว่าผมเองอาจจมักจะเลือกชอบและเชื่ออะไรในสิ่งที่ตัวเองชอบและเชื่ออยู่แล้วก็ได้ ผมเชื่อในเรื่องที่มาที่ไปของภาษาการออกแบบ พอมาเจอหนังสือเล่มนี้ ผมก็เลยชอบ ถ้าผมไปเจอหนังสือพวก โผล่มาเก่งเลย เป็นGreat Designerเลย ทำอะไรก็ไม่รู้ มันมาได้ไงก็ไม่รู้ หวือหวาเฟี้ยวฟ้าวไปหมด แล้วเลี่ยงไปอธิบายปรัชญานามธรรมอีกเรื่องโน้นเลย แบบนั้นผมก็คงขว้างทิ้งถังขยะรีไซด์เคิลแล้วก็ไม่เอามาจำอยู่ดี

ไม่รู้เล่มนี้มีขายที่เมืองไทยไหม นักเรียนปีหนึ่งควรได้อ่านสักนิดก็ยังดี ก่อนจะเรียนวิชาคอมพิวเตอร์

August 09, 2007

เดิน เดิน เดิน

เมื่อวานมีนัดประชุมที่ทำงานตอน 8:30 am เลยต้องรีบตื่น นอนน้อยมากมากกะว่ายังไงก็ไปสายไม่ได้
พอตกดึกนอนไม่ได้เลยเพราะมีพายุเข้า เสียดังมากมากทั้งเสียงฝนเสียงลมเสียงฟ้าร้อง

พอตื่นเช้าผมก็รีบออกจากบ้านกะว่า ยังไงก็คงไปทันแหล่ะ พอไปถึงสถานี เขาเอาเทปมาปิดเอาไว้ลงไปไม่ได้ เลยวิ่งไปมาอยู่ครึ่งชั่วโมงไปสถานีอื่นๆรถไฟสายอื่นๆดู ก็ปิดหมด (แล้วมันก็ไม่ยอมบอกแต่แรกน่ะ ปล่อยให้คนยืนรอล้นถนนไปหมด)

สุดท้ายปรากฎว่าระบบรถไฟโดนน้ำท่วมเข้าไป เลยตัดสินใจเดินไปทำงาน เหนื่อยๆสุดๆ ไปสายชั่วโมงครึ่ง

walked.jpg