" /> unmodern blog: September 2007 Archives

« August 2007 | Main | October 2007 »

September 26, 2007

ฉลาดซื้อ

จำได้ว่านานมาแล้วเคยเจอนิตยสารเล่มนึงวางอยู่ในห้องรับแขกที่บ้าน เป็นนิตยสารที่มีอาร์ตเวิร์คสมัครเล่นและจริงใจสุดๆอย่างเห็นได้ชัด : ) พอลองเปิดอ่านเล่นๆดูพบว่าประทับใจมากมาก รู้สึกเล่มนั้นเป็นเล่มแรกที่ออกมั้งครับ เป็นหนังสือเกี่ยวกับการบริโภคในสังคมไทยที่เนื้อหาแน่นมากมาก แถมสุดขั้วมากมากโดยการที่ทีมงานไม่รับเงินโฆษณาทั้งสิ้น (ก็น่าจะเป็นแบบนั้น เพราะเนื้อหาเล่นแฝงการต่อต้านวัฒนธรรมโฆษณาชวนเชื่อแบบเต็มๆ) นับเป็นหนึ่งในนิตยสารของไทยที่ผมชอบที่สุดเท่าที่เคยมีมาเลยก็ว่าได้

ผ่านไปสิบกว่าปี ไม่น่าเชื่อว่ายังไม่เจ๊งครับท่านผู้ชม! ฉลาดซื้อ เป็นหนังสือนอกกระแส(ของจริง)ที่สุดขั้วที่สุดเล่มนึง(ในความเห็นของผม) มีเป้าหมายคือการคุ้มครองผู้บริโภคจากอันตรายที่มาจากสินค้ารอบๆตัวที่อีกฝ่ายใช้กลวิธีโฆษณาชวนเชื่อ เพื่อเล่าเรื่อง(แค่ครึ่งเดียว)เป็นเครื่องมือ ด้านหนังสือเล่มนี้จึงใช้การวิจัยเป็นเครื่องมือเพื่อเป็นคำอธิบายในการให้ข้อมูลถึงลอจิกอีกครึ่งนึงว่าของที่เขาขายกันมันทำมายังไง เอามาทดลองกันเห็นๆเลยว่ามันได้ผลเหมือนคำสะกดจิตในโฆษณาไหม เพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้ข้อมูลก่อนตัดสินใจเลือกซื้อของมากขึ้น

ถ้ามีโอกาสสักครั้งในชีวิต ผมก็อยากสมัครไปทำงานให้หนังสือเล่มนี้มากมาก เจ้าพระคุณ ขอให้นิตยสารฉบับนี้อยู่คู่บ้านคู่เมืองไปอีกนานแสนนานเถอะครับ

เรียนรู้ 2

วันนี้ไปฟังบรรยายของคุณ David Trubridgeที่ Design Within Reach มา ตอนแรกไม่ได้คิดอะไรมาก ถือว่าไปพักผ่อน แต่พอได้ยินเรื่องราวที่เขาเล่าให้ฟังแล้วรู้สึกคุ้มค่ามากมาก เหมือนได้เรียนรู้ความคิดจากคนเก่งๆโดยไม่ได้ตั้งใจเฉยเลย แถมได้ดื่มไวน์ฟรีด้วย

มีเรื่องเยอะมากมากที่น่าสนใจและประทับใจเกี่ยวกับงานของแบบและชีวิตของน้าคนนี้
สิ่งที่พอจะจำได้คือ

เขาทดลองงานมากเยอะมากมากตลอดชีวิต จนวันนึงเหมือนทุกอย่างมันมาเจอกันพอดี ประสบการณ์การเดินทาง, งานทดลองออกแบบของเขา, ความต้องการของตลาด, กระแสโลก, เทคโนโลยี่, และความคิดที่ตกตะกอนของเขา ก็เลยออกมาเป็นงานแบบที่เห็นทุกวันนี้

เขาเคยพยายามจะทำงานคอมเมอร์เชียลของเขาให้มันดู มิลานๆ แต่บริษัทเฟอร์นิเจอที่มิลานบอกว่า อ้าว ทำแบบที่เขาเป็นก็ดีอยู่แล้ว มันแปลกและน่าสนใจเพราะมีตัวเขาอยู่ในนั้น จะไปทำแบบมิลานทำไม (สะท้อนใจมากมาก นึกถึงเวลาเห็นงานออกแบบจากสยามประเทศพยายามลักไก่อินเตอร์แบบคิดว่าเพื่อนร่วมชาติไม่มีอินเตอร์เนทที่บ้าน)

เขาเคยเดินทางเยอะมากมากถึงมากมาก (ขายบ้านขายทุกอย่าง เดินเรือในมหาสมุทรกับลูกๆ เพื่อค้นหาแรงบันดาลใจในการออกแบบ) และเอาข้อมูลเหล่านั้นมาเป็นพื้นฐานการออกแบบ ไม่ว่าเทคนิคจะเปลี่ยนไปยังไง เขาก็ใช้ปรัชญาการออกแบบที่ออกมาจากชีวิตเขาเหมือนเดิมอยู่ดี (จนคุณลูกชายเขาตอนนี้เป็นเจ้าของสถิติดำน้ำโลกไปแล้ว เพราะเติบโตมาในเรือ สุดขั้วทั้งครอบครัวเลย)

น้าเขาใจดีและถ่อมตัวมากมาก เหมือนน่าไปจะอยู่แก๊งค์นักออกแบบฮาๆได้ (แต่ส่วนมากเห็นคนเก่งจริงไปแล้วก็แบบนี้ทั้งนั้นมั้ง)

ผมชอบมากมากเป็นการส่่วนตัวที่เขาทำงานแบบมีที่มาที่ไปแบบของเขาจริงๆ คืองานแต่ละชิ้นมันมีเหตุผลและรากของมันที่พัฒนามาจากชีิวิตเขาจริงๆ เหมือนเขาทำงานศิลปะเล่าเรื่องของเขา แล้วขายเป็นอุตสาหกรรมได้ด้วย ดีจัง

September 24, 2007

ชีวิต

ตอนกลางวันเกือบโดนรถบรรทุกชนกลางถนนวันนี้ รองเท้าแตะมันลื่นเลยหลุดกลางถนนระหว่างวิ่งข้าม รถพ่วงคันเบ้อเริ่มวิ่งเลี้ยวโคงมาพอดีกับจังหวะที่ก้มลงหยิบรองเท้า พอเงยหน้าขึ้นมาตกใจเผลอวิ่งผิดทางกลับไปทางกลางถนนอีกแวบนึง เพราะมันเกิดขึ้นเร็วมากมาก แล้วก็รีบวิ่งกลับมาที่ทางคนเดินได้ทันก่อนรองเท้าจะหลุดอีกรอบ -_-"

ทั้งหมดเกิดขึ้นไม่ถึงห้าวินาที รู้สึกว่าชีวิตมันมาง่ายไปง่ายจัง ทำให้รู้สึกกลัวการข้ามถนนไปเลย

ผมมาทำบ้าอะไรอยู่ที่นี่เนี่ย
อยากกลับบ้านที่เมืองไทยวันนี้เลยด้วยซ้ำ

(โอ้นึกขึ้นมาได้ กลับเมืองไทยอาจจะน่ากลัวและป่าเถื่อนกว่านี้อีกก็ได้ ว่าแล้วก็ก้มหน้าทำงานต่อดีกว่า)

September 21, 2007

ความรับผิดชอบ

1.
ลองไปทดสอบ iPod Touch ที่ร้านมา มันก็ไม่ได้อะไรมาก และเหมือนสีของจอจะสู้ iPhone ไม่ได้จริงๆด้วย แต่กลับไปชอบการออกแบบของ Nano แทน ดูดีกว่าในภาพเยอะมากมาก

สิ่งนึงที่ไม่เข้าใจคือ ไม่รู้ Apple อบรมพนักงานยังไง ทำไมเหมือนส่วนมากเขาภูมิใจเกินเลยกับของที่เขาขายกันจัง พูดอะไรดูยากและพยายามจะgeek ไปหมด ตลกดีเหมือนกัน หรือเขาวิจัยมาแล้ว ว่ากลุ่มเป้าหมายที่แท้จริงต้องการบรรยากาศแบบนั้น

2.
วันนี้มีข่าวเด็ก MIT โดนจับที่สนามบินข้อหาพกวัตถุต้องสงสัยเข้าไป ก็เล่นเอาวงจร LED สั่วๆแปะไว้ในเสื้อ และทำตัวให้เขาสงสัยเพื่อเรียกร้องความสนใจ แล้วมาแก้ตัวว่าเป็นแค่งานศิลปะ

ที่ตลกกว่าคือ มีคนด่าตำรวจสนามบินว่าทำงานไม่ได้เรื่องแยกไม่ออกระหว่างงานศิลปะสมัยใหม่กับระเบิด

ผมกลับมองว่าของแบบนี้มันต้องดูที่บริบทด้วย ทำตัวน่าสงสัย เอาวงจรLED เสียบกับถ่านเปิดไฟไว้แปะไว้ที่เสื้อ แล้วพอเขาถามก็ตอบแบบให้มันดูยาก แบบนี้มันอยากเด่นชัดๆ ถ้ามองจากข่าวจะเห็นว่า ไอ้วงจรที่เขาทำมันเห่ยมากมาก แค่รีบๆเอาถ่านมาแปะกับ breadboard ให้LEDมันไฟติดก็พอ เหมือนรีบๆทำมาลวกๆเพื่อใช้งานนี้โดยเฉพาะ แบบนี้มันพยายามเท่แบบไม่รับผิดชอบสังคมทั้งสิ้น เป็นตำรวจที่ไหน ก็ต้องกักตัวไว้ก่อนอยู่ดี (เหมือนพวกไม่มั่นใจในตัวเองที่ต้องคอยวางกับดักให้คนอื่นดูโง่ แล้วตัวเองดูเด่นยังไงไม่รู้)

แย่มาก ถ้าพวกพยายามจะgeek ทั้งหลาย เกิดไปบ้าเลียนแบบขึ้นมาเพื่อแสดงความcreative แบบสมัยใหม่แบบนี้มากมากเข้า ไม่ต้องเดินทางไปไหนพอดี

วันก่อนแถวที่ทำงานก็ปิดถนนปิดสถานีรถไฟหาระเบิดมารอบนึงแล้ว น่าเบื่อมาก

3.
มีเพื่อนคนนึงสมัยเรียนเคยลืมการบ้านไว้ในสถานีรถไฟ ปรากฎพอกลับไปเอา ตำรวจกำลังพยายามกู้อยู่ เขาก็เข้าไปขอโทษและให้ความร่วมมืออย่างดี ไม่ได้ทำเป็นพูดให้มันดูยากใดใดทั้งสิ้น ชีวิตมีอะไรสนุกให้ทำมากกว่ามามีความสุขเล็กๆน้อยๆกับการทำตัวเกือบgeek พูดจาไม่รู้เรื่องป่วนคนอื่นอีกเยอะ


September 18, 2007

ผมชอบฤดูร้อน

elvis.jpg


cookies.jpg


badger.jpg


place.jpg


September 15, 2007

เสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมา

1
วันก่อนเพิ่งมีโอกาสได้ดูเรื่อง The Taste of Tea มา สนุกดีชอบคุณปู่มาก ทรงผมเหมือนพวกตัวการ์ตูนเท่ๆตอนเด็กๆเลย (พวกซูเนโอ ทำนองนั้น) เรื่องนี้มีหลายๆอย่างที่ทำให้คิดถึงเรื่อง Little Miss Sunshine (ไม่ได้บอกว่ามันเหมือนกัน แต่หมายถึง มันเหมือนการเล่าเรื่องที่มีพื้นฐานคล้ายๆกัน แต่แตกออกไปตามลักษณะพื้นฐานวัฒนธรรมตามท้องถิ่นที่ต่างกัน)

เคยคิดว่าผมชอบ soundtrack ของ Little Miss Sunshine แล้วน่ะ แต่พอมาเจอเพลง Hot Water กับ The Mountain Song ของ The Taste of Tea เข้าไป บ้าไปเลย Avant-Garde มาก

น้องคนเล็กของเรื่อง น่ารักทั้งสองเรื่องเลย

2
วันก่อนเช่นกันเดินๆที่แกลอรี่แถวที่ทำงานเก่า อยู่ๆก็เจอคุณ โยโกะ โอโนะ เฉยเลย คุณป้าแกยังดูกระฉับกระเฉงมากมาก ตัวจริงเขาเท่มากมากเลย

พอเล่าให้เพื่อนที่ทำงานฟัง เขาบอกว่าทำไมไม่เดินเข้าไปถามว่า 'รู้สึกยังไงบ้าง กับการที่เป็นต้นเหตุที่ทำให้ The Beatles แตกวง จนทำให้ชาวโลกอดฟังเพลงดีดีตลอดไป' เป็นคำถามที่ผมก็อยากรู้เหมือนกัน แต่ใครจะบ้าไปถามฟ่ะเห็นป้าแกยังแข็งแรงดี ก็ยินดีด้วยแล้ว

September 12, 2007

ซ่อมยากกว่าสร้าง

วันนี้อ่านเจอบทความนึง Who Need Hackers? ว่าด้วยเรื่องของปัญหาที่สนามบิน Los Angeles International Airport (LAX) เมื่อเดือนก่อน ที่เจ้าหน้าที่ต้องเสียเวลาไปเก้าชั่วโมงเพื่อหาว่าปัญหามันอยู่ตรงไหนระบบมันเนทเวริคมันถึงช้า จนผู้โดยสารต้องรอตกค้างที่นั่นกันเนียนเลย สุดท้ายพบว่าปัญหาเกินจากโมเดมในคอมพิวเตอร์เดสทอปตัวนึงมีปัญหา หลังจากเปลี่ยนเป็นตัวใหม่ ทุกอย่างก็กลับสู่ปรกติอีกครั้ง

ตอนที่อ่านข่าวนี้ครั้งแรกเดือนที่แล้วอย่างแรกที่คิดคือ คนวางระบบนี่ไม่ปรกติแล้ว ทำไมออกแบบระบบมาได้แย่ขนาดนั้น มีปัญหานิดเดียวใช้เวลาเข้าไปเก้าชั่วโมงกว่าจะหาเจอ แถมเป็นปัญหาติ๊งต๊องด้วย หรือมันเป็นเรื่องของการสร้างแบบต่อยอดไปเรื่อยๆที่ไม่ได้มาจากการวางโครงสร้างที่เหมาะสมแต่แรก (เหมือนผังเมืองกรุงเทพ) ปัญหามันเลยละเอียดกว่าจะทำความเข้าใจให้ง่ายได้

ปรากฎว่าเมื่อหลังจากได้อ่านบทความเรื่องนี้ ก็รู้สึกเหมือนมีการตอกย้ำว่า มันไม่ไช่เรื่องธรรมดาแล้วจริงๆน่ะ ที่ตอนนี้โลกของเราปัญหาที่ซับซ้อนที่สุดอย่างนึงของระบบคือตัวระบบที่ซับซ้อนนั่นเอง(ปัญหาของเจ้า คือตัวเจ้าเองนั่นแหล่ะ) คือขนาดคนวางระบบเองก็ไม่รู้ว่าปัญหามันมาจากไหนเพราะมันมีปัจจัยอะไรต่อมิอะไรอิรุงตุงนังวุ่นไปหมด

มันสะท้อนใจว่าการแก้ปัญหาหลายๆครั้งมักจะพบว่าสุดท้ายปัญหาที่เรากำลังจะแก้นั้นไม่ไช่ปัญหา แต่เป็นอย่างอื่นที่เราไม่รู้ว่าคืออะไรด้วยซ้ำ ซึ่งผมรู้สึกว่ามันสามารถอ้างอิงไปใช้ได้กับเรื่องปรกติธรรมดาในชีวิตจริงทั้งทางตรงและทางอ้อม

สมัยเรียนตอนโน้นเคยเสียเวลาเป็นอาทิตย์เพื่อหาว่า bug ของโปรแกรมที่ผมทำลงใน microcontroller นั่นมันเกิดตรงไหน แล้วก็ไล่ไปถึงวงจรไฟฟ้าว่าตกลงมันต่ออะไรผิดหรือเปล่า แล้วก็ไล่ไปถึงเนทเวิร์คว่าเราทำอะไรผิดพลาดกับการติดตั้งตรงไหน ทำไมมันเดี๋ยวใช้ได้เดี๋ยวใช้ไม่ได้ สุดท้ายวันก่อนส่งเลยเดินเข้าไปถามอาจารย์ว่าไม่ไหวแล้วทำยังไงก็แก้ปัญหาไม่ได้ ตอนทำที่บ้านทำได้ พอมาโรงเรียนทำไมมันไม่ได้บ้างได้บ้างก็ไม่รู้ อาจารย์ตอบว่า 'ลองเช็คที่ปลั๊กไฟหรือยัง?' เท่านั้นแหล่ะครับ พอผมเปลี่ยนปลั๊กใหม่ โปรเจกก็ทำงานได้ปรกติ ไปไปมามาสาเหตุคือ power adapter ที่ผมใช้มันไม่ดี พอไปเสียบกับปลักของโรงเรียนที่มีสามตาต่อมั่วไปหมด แรงดันไฟมันเลยไม่สม่ำเสมอ ทำให้วงจรมันเลยไม่เสถียร (มิน่า ตอนทำที่บ้าน ไม่มีปัญหาอะไร เพราะผมนั่งทำอยู่คนเดียว ต่อเข้ากับปลักโดยตรง)

สุดท้ายเจ้าต้นเหตุของปัญหาคือ power adapter + ปลักไฟที่โรงเรียน + จำนวนคนที่เสียบปลักในห้องนั้น ไม่ไช่อย่างใดอย่างนึง และไม่เกี่ยวกับโปรแกรมมิ่ง หรือวงจรไฟฟ้า หรือระบบเนทเวิร์ค ใดใดเลย (จ๋อยเลย)

ในขณะเดียวกัน ผมก็รู้สึกว่าโลกเรามีแต่คนอยากสร้างอะไรใหม่ๆ อยากนำเสนออะไรใหม่ออกมาสู่สาธารณะ แต่ด้วยความสัจย์จริง ผมเห็นน้อยคนมากมากที่คำนึงถึงการดูแลรักษาและการออกแบบอะไรใหม่ๆที่ผู้ใช้งานสามารถดูแลรักษาเองได้ง่ายๆด้วย

เคยมีนักวิทยาศาสตร์ที่วิจัยเรื่องที่อยู่อาศัยในอนาคต (ในแบบของเขา) มาบรรยายที่โรงเรียนนานแล้ว มีระบบอะไรต่อมิอะไรเพื่อช่วยเหลือมนุษย์เต็มไปหมด แม้แต่การเปิดปิดหรี่ไฟในห้องด้วย biometric sensor เพื่อทราบว่าใครอยู่ในห้องกันแน่ (ไม่ไช่แค่ว่ากี่คน) มีเพื่อนผมคนนึง(เป็นนักกีต้าร์มาก่อน)ทำหน้างงงง แล้วถามว่า 'เกิดไฟเสียขึ้นมานี่ แล้วผมจะรู้ได้ยังไงว่ามันเสียตรงไหน sensor หรือ cable หรือ computer หรือ แค่หลอดขาด แล้วจะซ่อมกันยังไงดีครับ ทีสำคัญ แพงไหมครับ ค่าซ่อมไฟ'

คุณนักวิจัยท่านนั้นก็ตอบว่า 'นั่นเป็นปัญหาที่เรายังไม่ต้องเอามาคิดตอนนี้ เพราะเมื่อถึงเวลานั้น เราก็จะมีวิธีที่จะสามารถทำให้ระบบมันเรียบง่ายได้เอง หรือก็อาจจะเกิดวิชาชีพช่างซ่อมใหม่ๆขึ้นมาเอง'

ซึ่งโดยส่วนตัวผมเห็นด้วยส่วนนึงกับคำตอบนี้ ถ้าเราปล่อยให้บริบทปัจจุบันมาดักทางไว้หมด ก็อาจจะไม่สามารถคิดอะไรใหม่ได้ แต่นี่มันเรื่องที่อยู่อาศัยน่ะลูกพี่!!! แม้แต่นักวิจัย ยังทำตัวเหมือนพวกสุดยอดสถาปนิกนักออกแบบหลายท่าน ที่ออกแบบอะไรเท่ๆ ออกจากปรัชญาส่วนลึกมาเต็มเลย แต่ไม่รู้ว่าเจ้าของบ้านจะดูแลรักษายังไงต่อไป (รู้แต่ตัวเองได้ลงแมกกาซีนแน่)

มองไปรอบๆตัว บางครั้งก็กังวลเหมือนกันว่า ไอ้ที่สร้างๆกันนี้ ถ้าวันนึงมันมีปัญหาขึ้นมา แน่ใจแล้วเหรอว่าจะเอามันอยู่ ถ้าผู้สร้างในยุคสมัยเรา ใช้เทคโนโลยี่ที่สูงขึ้นในสมัยเรา ผสมกับการตลาดที่แยบยลขึ้นในสมัยเรา ด้วยจริยธรรมและสำนึกแบบทุนนิยมในมาตรฐานของสมัยเรา ในสมัยหน้าโลกมันจะเป็นยังไงหนอ (เอาแค่วันก่อนฝนตกหนักคืนเดียว คนที่นี่ยังต้องเดินไปทำงานเลย เพราะระบบรถไฟไม่ทำงาน)

*อันที่จริงก็มีหลายๆทีมออกมาพยายามสร้างมาตรฐานของการสร้างนวัตกรรมทางเทคโนโลยี่น่ะครับ ว่ามันน่าจะมี pattern แบบไหนบ้าง แล้วคนอื่นก็เลือกมาใช้กันไป (ง่ายๆเช่น ระบบเครื่องใช้ไฟฟ้าในอนาคตควรจะต้องมี manual mode สำหรับเวลาจำเป็น : ) แต่ก็ไม่รู้ว่าจะได้ใช้จริงในทางโลกหรือไหม เพราะหลายๆเรื่องมันก็ไปขวางทางทำมาหากินพวกการตลาดเขาเหมือนกัน