« ของวิเศษโดเรม่อน | Main | เสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมา »

ซ่อมยากกว่าสร้าง

วันนี้อ่านเจอบทความนึง Who Need Hackers? ว่าด้วยเรื่องของปัญหาที่สนามบิน Los Angeles International Airport (LAX) เมื่อเดือนก่อน ที่เจ้าหน้าที่ต้องเสียเวลาไปเก้าชั่วโมงเพื่อหาว่าปัญหามันอยู่ตรงไหนระบบมันเนทเวริคมันถึงช้า จนผู้โดยสารต้องรอตกค้างที่นั่นกันเนียนเลย สุดท้ายพบว่าปัญหาเกินจากโมเดมในคอมพิวเตอร์เดสทอปตัวนึงมีปัญหา หลังจากเปลี่ยนเป็นตัวใหม่ ทุกอย่างก็กลับสู่ปรกติอีกครั้ง

ตอนที่อ่านข่าวนี้ครั้งแรกเดือนที่แล้วอย่างแรกที่คิดคือ คนวางระบบนี่ไม่ปรกติแล้ว ทำไมออกแบบระบบมาได้แย่ขนาดนั้น มีปัญหานิดเดียวใช้เวลาเข้าไปเก้าชั่วโมงกว่าจะหาเจอ แถมเป็นปัญหาติ๊งต๊องด้วย หรือมันเป็นเรื่องของการสร้างแบบต่อยอดไปเรื่อยๆที่ไม่ได้มาจากการวางโครงสร้างที่เหมาะสมแต่แรก (เหมือนผังเมืองกรุงเทพ) ปัญหามันเลยละเอียดกว่าจะทำความเข้าใจให้ง่ายได้

ปรากฎว่าเมื่อหลังจากได้อ่านบทความเรื่องนี้ ก็รู้สึกเหมือนมีการตอกย้ำว่า มันไม่ไช่เรื่องธรรมดาแล้วจริงๆน่ะ ที่ตอนนี้โลกของเราปัญหาที่ซับซ้อนที่สุดอย่างนึงของระบบคือตัวระบบที่ซับซ้อนนั่นเอง(ปัญหาของเจ้า คือตัวเจ้าเองนั่นแหล่ะ) คือขนาดคนวางระบบเองก็ไม่รู้ว่าปัญหามันมาจากไหนเพราะมันมีปัจจัยอะไรต่อมิอะไรอิรุงตุงนังวุ่นไปหมด

มันสะท้อนใจว่าการแก้ปัญหาหลายๆครั้งมักจะพบว่าสุดท้ายปัญหาที่เรากำลังจะแก้นั้นไม่ไช่ปัญหา แต่เป็นอย่างอื่นที่เราไม่รู้ว่าคืออะไรด้วยซ้ำ ซึ่งผมรู้สึกว่ามันสามารถอ้างอิงไปใช้ได้กับเรื่องปรกติธรรมดาในชีวิตจริงทั้งทางตรงและทางอ้อม

สมัยเรียนตอนโน้นเคยเสียเวลาเป็นอาทิตย์เพื่อหาว่า bug ของโปรแกรมที่ผมทำลงใน microcontroller นั่นมันเกิดตรงไหน แล้วก็ไล่ไปถึงวงจรไฟฟ้าว่าตกลงมันต่ออะไรผิดหรือเปล่า แล้วก็ไล่ไปถึงเนทเวิร์คว่าเราทำอะไรผิดพลาดกับการติดตั้งตรงไหน ทำไมมันเดี๋ยวใช้ได้เดี๋ยวใช้ไม่ได้ สุดท้ายวันก่อนส่งเลยเดินเข้าไปถามอาจารย์ว่าไม่ไหวแล้วทำยังไงก็แก้ปัญหาไม่ได้ ตอนทำที่บ้านทำได้ พอมาโรงเรียนทำไมมันไม่ได้บ้างได้บ้างก็ไม่รู้ อาจารย์ตอบว่า 'ลองเช็คที่ปลั๊กไฟหรือยัง?' เท่านั้นแหล่ะครับ พอผมเปลี่ยนปลั๊กใหม่ โปรเจกก็ทำงานได้ปรกติ ไปไปมามาสาเหตุคือ power adapter ที่ผมใช้มันไม่ดี พอไปเสียบกับปลักของโรงเรียนที่มีสามตาต่อมั่วไปหมด แรงดันไฟมันเลยไม่สม่ำเสมอ ทำให้วงจรมันเลยไม่เสถียร (มิน่า ตอนทำที่บ้าน ไม่มีปัญหาอะไร เพราะผมนั่งทำอยู่คนเดียว ต่อเข้ากับปลักโดยตรง)

สุดท้ายเจ้าต้นเหตุของปัญหาคือ power adapter + ปลักไฟที่โรงเรียน + จำนวนคนที่เสียบปลักในห้องนั้น ไม่ไช่อย่างใดอย่างนึง และไม่เกี่ยวกับโปรแกรมมิ่ง หรือวงจรไฟฟ้า หรือระบบเนทเวิร์ค ใดใดเลย (จ๋อยเลย)

ในขณะเดียวกัน ผมก็รู้สึกว่าโลกเรามีแต่คนอยากสร้างอะไรใหม่ๆ อยากนำเสนออะไรใหม่ออกมาสู่สาธารณะ แต่ด้วยความสัจย์จริง ผมเห็นน้อยคนมากมากที่คำนึงถึงการดูแลรักษาและการออกแบบอะไรใหม่ๆที่ผู้ใช้งานสามารถดูแลรักษาเองได้ง่ายๆด้วย

เคยมีนักวิทยาศาสตร์ที่วิจัยเรื่องที่อยู่อาศัยในอนาคต (ในแบบของเขา) มาบรรยายที่โรงเรียนนานแล้ว มีระบบอะไรต่อมิอะไรเพื่อช่วยเหลือมนุษย์เต็มไปหมด แม้แต่การเปิดปิดหรี่ไฟในห้องด้วย biometric sensor เพื่อทราบว่าใครอยู่ในห้องกันแน่ (ไม่ไช่แค่ว่ากี่คน) มีเพื่อนผมคนนึง(เป็นนักกีต้าร์มาก่อน)ทำหน้างงงง แล้วถามว่า 'เกิดไฟเสียขึ้นมานี่ แล้วผมจะรู้ได้ยังไงว่ามันเสียตรงไหน sensor หรือ cable หรือ computer หรือ แค่หลอดขาด แล้วจะซ่อมกันยังไงดีครับ ทีสำคัญ แพงไหมครับ ค่าซ่อมไฟ'

คุณนักวิจัยท่านนั้นก็ตอบว่า 'นั่นเป็นปัญหาที่เรายังไม่ต้องเอามาคิดตอนนี้ เพราะเมื่อถึงเวลานั้น เราก็จะมีวิธีที่จะสามารถทำให้ระบบมันเรียบง่ายได้เอง หรือก็อาจจะเกิดวิชาชีพช่างซ่อมใหม่ๆขึ้นมาเอง'

ซึ่งโดยส่วนตัวผมเห็นด้วยส่วนนึงกับคำตอบนี้ ถ้าเราปล่อยให้บริบทปัจจุบันมาดักทางไว้หมด ก็อาจจะไม่สามารถคิดอะไรใหม่ได้ แต่นี่มันเรื่องที่อยู่อาศัยน่ะลูกพี่!!! แม้แต่นักวิจัย ยังทำตัวเหมือนพวกสุดยอดสถาปนิกนักออกแบบหลายท่าน ที่ออกแบบอะไรเท่ๆ ออกจากปรัชญาส่วนลึกมาเต็มเลย แต่ไม่รู้ว่าเจ้าของบ้านจะดูแลรักษายังไงต่อไป (รู้แต่ตัวเองได้ลงแมกกาซีนแน่)

มองไปรอบๆตัว บางครั้งก็กังวลเหมือนกันว่า ไอ้ที่สร้างๆกันนี้ ถ้าวันนึงมันมีปัญหาขึ้นมา แน่ใจแล้วเหรอว่าจะเอามันอยู่ ถ้าผู้สร้างในยุคสมัยเรา ใช้เทคโนโลยี่ที่สูงขึ้นในสมัยเรา ผสมกับการตลาดที่แยบยลขึ้นในสมัยเรา ด้วยจริยธรรมและสำนึกแบบทุนนิยมในมาตรฐานของสมัยเรา ในสมัยหน้าโลกมันจะเป็นยังไงหนอ (เอาแค่วันก่อนฝนตกหนักคืนเดียว คนที่นี่ยังต้องเดินไปทำงานเลย เพราะระบบรถไฟไม่ทำงาน)

*อันที่จริงก็มีหลายๆทีมออกมาพยายามสร้างมาตรฐานของการสร้างนวัตกรรมทางเทคโนโลยี่น่ะครับ ว่ามันน่าจะมี pattern แบบไหนบ้าง แล้วคนอื่นก็เลือกมาใช้กันไป (ง่ายๆเช่น ระบบเครื่องใช้ไฟฟ้าในอนาคตควรจะต้องมี manual mode สำหรับเวลาจำเป็น : ) แต่ก็ไม่รู้ว่าจะได้ใช้จริงในทางโลกหรือไหม เพราะหลายๆเรื่องมันก็ไปขวางทางทำมาหากินพวกการตลาดเขาเหมือนกัน

Post a comment