" /> unmodern blog: October 2007 Archives

« September 2007 | Main | November 2007 »

October 29, 2007

+ -

"When the only tool you have is a hammer, every problem begins to resemble a nail."

Abraham Maslow

October 28, 2007

Good design is ...

good.jpg

Good design is innovative.
Good design makes a product useful.
Good design is aesthetic.
Good design helps us to understand a product.
Good design is unobtrusive.
Good design is honest.
Good design is durable.
Good design is consequent to the last detail.
Good design is concerned with the environment.
Good design is as little design as possible.
Back to purity, back to simplicity.


วันนี้ไปร้านหนังสือเผลอไปอ่าน wallpaper เล่มที่คุณ Dieter Rams เป็น Guest Editor แล้วก็เจอรวมงานที่คุณ Rams และ wallpaper เลือกมาโชว์ให้ดู (ตัวอย่างจากเวบของ wallpaper ที่เขาเลือกมาให้ดู)

ในหนังสือก็มีการเอา 10 commandments of good design ที่ลุงแกเขียนเอาไว้สมัย 80s มาอธิบายพร้อมงานตัวอย่างด้วย

สิ่งนึงที่ทำให้คิดขึ้นมาในใจตอนนั้นก็คือ design philosophy มันเป็นคนละเรื่องกับ style จริงๆ ถ้านักออกแบบไปสะกดจิตตัวเองด้วย style แทนที่จะทำความเข้าใจตัวเองแล้วสร้าง design philosophy ที่เหมาะสมขึ้นมา ประเทศชาติลำบากแน่ คงต้องหมดทรัพยากรไปกับการสร้างขยะอายุสั้นออกมาขายไปตราบนานเท่านาน อย่างเก่งก็หนีไปสร้างแบรนด์เพื่อเพิ่มมูลค่าให้ขยะไปวันๆ

(โดยส่วนตัว ผมชอบข้อสิบมากมาก ทั้งกติกา และ งานตัวอย่างเลย)

มีบทสนทนาระหว่าง Dieter Rams กับ Naoto Fukasawa อีกนิดนึง
wallpaper เล่มนี้สุดยอดมากๆ

Beep

วันนี้พยายามนั่งสังเคราะห์เสียง Beep ทั้งวัน ทำยังไงก็ไม่ถูกใจเสียที ตอนเด็กๆเพื่อนคนนึงเคยสอนว่า วิธีดูว่าใครทำกับข้าวเก่งให้ดูที่แกงจืด เพราะเป็นแกงที่ใช้เครื่องน้อยที่สุด ถ้าทำออกมาอร่อยได้คือทำกับข้าวเป็น การทำเสียง Beep นี่มันยากกว่าที่คิดจริงๆ ทำให้มันได้เสียง Beep นี่ไม่ยาก ผสมกันไม่ถึงนาทีก็ได้แล้ว แต่ทำยังไงให้มันไพเราะ ฟังแล้วมีความสุข ไม่ว่าจะเป็นจังหวะเร็วหรือช้า ฟังนานนานก็ไม่รำคาญ แล้วก็ตอบสนองประโยชน์ใช้สอยได้ ที่สำคัญต้องไม่มีใครสังเกตได้ด้วย ยากสุดๆจริงๆ


ส่วนBeep อันนี้ทำเก็บไว้ก่อน เดี๋ยวคงต้องทำใหม่อีกหลายเวอร์ชั่น

ถ้าใครมีเสียง Beep ในดวงใจจากที่ไหนก็ตาม รบกวนแนะนำมาด้วยแล้วกัน เราจะตามไปฟัง

My Computer หมายเลขหนึ่ง

เพลงนี้ทำไว้นานแล้วตอนเรียนวิชาเกี่ยวกับ algorithmic composition จำได้ว่ามาทำเอาคืนก่อนส่งนั่นแหล่ะ คิดอะไรไม่ออกแล้ว

กติกาของเพลงนี้มันคือตัวโน็ตมันจะวนกันไปสิบหกพยางค์(หรือไงเนี่ย ลืมแล้ว) โดยมันจะมีเมโลดี้หลักที่ตั้งเอาไว้ตามท่อนต่างๆเอาไว้แต่แรกแล้ว จากนั้นก็จะแรนดอมชุดของโน้ตตอนขึ้นต้นให้มันไม่ตรงกับที่ตั้งไว้ แล้วก็เล่นวนไปเลย ซึ่งในการวนทุกครั้ง โน็ตแต่ละตัวก็จะค่อยๆวิ่งกลับไปหาเสียงที่ตั้งเอาไว้ที่ละหนึ่งเสียงจนมันตรงกันโดยสมบูรณ์ทุกตัว แล้วเพลงก็จะเปลี่ยนไปเป็นเมโลดี้ที่ตั้งเอาไว้เพื่อท่อนต่อไป แล้วโน๊ดทั้งหมดก็จะถูกแรนดอมใหม่แล้วก็วิ่งกลับไปใหม่ทำไปเรื่อยๆแบบนี้จนเบื่อ ซึ่งเวอร์ชั้นดั้งเดิมจะมีสี่เพลงแยกจากกัน แยกไปเล่นลำโพงสี่คู่พร้อมๆกัน เพื่อเสียงออกมาจะมีมิติอีกอย่างนึง ส่วนเวอร์ชั่นนี้เป็นแบบ'เอาว่ะ'สำหรับฟังด้วยเครื่องเสียงบ้าน ก็เลยอัดมันลงมาเป็นแบบสเตอริโอธรรมดาไปแหล่ะ (มานึกดูแล้ว ทำไมสมัยก่อนผมมีเวลาทำอะไรวุ่นวายได้ขนาดนั้นหนอ)

my_computer_no1

รับฟังกันได้ตามอัตภาพ ไม่ต้องทนฟังจนจบก็ได้ เพราะมันน่าเบื่อมาก

October 23, 2007

โอ้ เพิ่งเข้าใจ

วันนี้เพิ่งเรียนรู้ว่า การเอาเมาส์เลื่อนเข้าไปในโต๊ะให้ลึกขึ้น ช่วยลดอาการปวดเอวได้มากมาก เนื่องจากเราจะมีพี้นที่วางแขนขวามากขึ้นมาจนเกืิอบถึงข้อศอก

ก่อนนอน

ผมคิดเรื่องนี้มานานแล้ว ไม่เคยคิดเป็นคำพูดคำเขียนสักที ผมว่าความภูมิใจในวัฒนธรรมตัวเอง เพื่อนร่วมชาติ และ บรรพบุรุษ คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ญี่ปุ่นและเยอรมันลุกขึ้นมาได้เร็วมากมากหลังจากที่แพ้สงคราม และทำให้เกาหลีพัฒนาประเทศได้เร็วขนาดนี้

ส่วนเรื่องมายาคติของการลอกฝรั่งก่อนเดี๋ยวเราก็เจริญและออกแบบได้เอง ผมว่ามันเป็นแค่ปัจจัยที่มาวางบนสมการในย่อหน้าแรกเท่านั้นเอง

ถ้าเอาปัจจัยเรื่องการพยายามลอกคนอื่นนี้ไปวางบนสมการของสังคมที่ไม่มีความภาคภูมิใจในตัวเอง ไม่รักเพื่อนร่วมชาติตัวเอง ไม่ภูมิใจในรากเหง้าตัวเอง ต่อให้ลอกไปอีกแค่ไหนทุ่มเงินไปอีกแค่ไหน มันเป็นได้อย่างมากก็แค่ ...... (เติมชื่อที่นึกออกอันดับแรกในใจเอาเองแล้วกัน ผมไม่กล้าเขียน)

October 22, 2007

TCDC ภาค 1

ตราบใดที่คิดว่าการนำเข้าผลงานการออกแบบจากต่างประเทศเข้ามากำหนดมาตรฐานงานออกแบบของนักออกแบบไทยให้วิ่งตาม มาตรฐานการออกแบบเมืองไทยไม่น่าจะมีวันสากลได้แน่แท้ ไม่มีวัน อย่างมากก็แค่ตามเทรนด์เขาทันกันไปปีต่อปี ลงหนังสือhipๆท้องถิ่นกันไปตามเรื่อง

สิ่งที่ทำให้งานออกแบบชิ้นใดชิ้นนึงออกมาโอเค ไม่ไช่ตัว final form ของมัน แต่เป็นที่มาและกระบวนการคิดและภาษาที่นักออกแบบเลือกที่จะใช้สื่อออกมา แล้วภาษานั้นมันจะมาจากไหน ก็จากสังคมที่นักออกแบบคนนั้นเติบโตมาและอาศัยอยู่กับมันนั้นแหล่ะ

การเอางานออกแบบคนอื่นมาสร้างเทรนด์ แล้วพูดให้ดูยาก ดูขลัง (จนเจ้าของงานเองอาจจะงงด้วยซ้ำ ถ้ามาฟังคนอื่นพูดถึงงานเขา) มันไม่ต่างอะไรจากการที่คุณครูเอาหนังสืออะไรก็ไม่รู้มาให้เด็กคัดลายมือตาม แล้วมาให้คะแนนกันที่ใครลายมือสวย เขียนสะอาดสะอ้าน (เพราะครูเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตกลงมาตรฐานของงานที่ดีมันคืออะไร)

ตราบใดที่คนบางกลุ่มคิดว่าการไม่เหมือนฝรั่งแปลว่าไม่ฉลาด หรือใครไม่เห็นด้วยแปลว่าใจแคบ มานั่งชี้นำทิศทางการออกแบบของสังคม มันจะเป็นแบบนี้วนไปวนมาตลอดไป

การออกแบบมันเหมือนขี่จักรยาน มันไม่ไช่ว่าเรียนกันได้ด้วยการพูด มันต้องหาจักรยานมาขี่จริงๆ จักรยานที่เหมาะกับคนไทย ถนนที่เหมาะกับคนไทย สร้างทางขึ้นมาให้คนได้ขี่อย่างปลอดภัย แต่ถ้าประเทศชาติมันไม่มีถนนให้คนขี่จักรยาน ไม่มีจักรยานราคาปรกติให้คนธรรมดาได้ใช้ มันก็ไม่มีประโยชน์ที่จะทุ่มเงินสร้างห้องสมุดจักรยาน ให้คนเข้ามาลูบคลำเบาะ ล้อ ดูลายเซ็นคนดัง ฟังเรื่องยากยาก โดยมีคนไม่กี่คนในประเทศได้โอกาสขี่จักรยานจริงๆต่อไป

เงินก้อนเดียวกัน ถ้าสร้างถนนให้คนได้ออกมาขี่จักรยานมากขึ้น ทำจักรยานให้ราคาถูกลง ผลิตได้ดีและง่ายขึ้น คนจะเข้าใจจักรยานมากกว่า อ่านในหนังสือ หรือฟังประสบการณ์ผ่านคนโน้นที่ฟังคนนี้จากคนนั้นมาอีกทีเยอะเลย แล้ววันนั้นจักรยานแบบไทยๆ มันจะสากลขึ้นมาเอง (มันอาจเรียกว่าอย่างอื่นก็ได้เมื่อถึงวันนั้น)

October 18, 2007

The Lifes of Others

วันนี้ได้ดูเรื่อง The Lifes of Others

เป็นหนังที่ชอบที่สุดเรื่องหนึ่งในชีวิตไปแล้ว บทสุดยอด คอนเซปสุดยอด แสดงสุดยอด เพลงประกอบสุดยอด โปรดักชั่นสุดยอด ดูจบร้องไห้ไม่หยุดเลย

คงได้ดูเรื่องนี้ไปอีกหลายสิบรอบตลอดไป

October 15, 2007

เอาอีกแล้ว

"The goal of the "Kyoto Treaty" of Design is to reduce environmental impact caused by design, and to instantiate a new design philosophy that abandons the notion of planned obsolescence that has characterized consumer culture for the past 25 years. "

หลังๆมาเหมือนประสาทส่วนความเชื่อและศรัทธามันไม่ทำงานมานานมากมากแล้ว ยิ่งอยู่ในสังคมที่ 'การพูดว่าจะทำดี' คือมูลค่าอย่างนึงที่ใครต่อใครแย่งกันมาครองไว้คนเดียวแบบทุกวันนี้ (ยิ่งพอไปเห็นชื่อผู้สนับสนุนเข้าไปอีก ไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี...)

แต่ก็ขอให้เขามีความตั้งใจจริงๆเถอะ ใครจะได้ประโยชน์อะไรก็ว่ากันไป แต่ถ้าได้ประโยชน์จากการฉวยโอกาสแย่งกันโปรโมทเรื่องที่มันดีงามก็ยังดี

October 04, 2007

หวังว่าคงจะดี

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าบริษัทยักษ์ใหญ่ทั่วโลกพร้อมใจกันเพิ่มทีมงานประจำขึ้นมาในส่วนของการตลาดที่รับหน้าที่เป็นตัวประสานงานกับทีม production ที่เป็น outsource ที่เชี่ยวชาญด้านต่างๆ จากมุมไหนก็ได้ของโลกเพื่อหาทางเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริงได้ตรงมากขึ้น ผ่านเทคโนโลยี่ปัจจุบันโดยไม่ต้องผ่านเอเจนซี่ประจำจังหวัดอีกต่อไป

ในเมื่อเขาสามารถจ้างใครดีที่สุดในเรื่องไหนก็ได้ในโลกโดยตรง เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่ไหนก็ได้ในโลกโดยตรง ทำไมต้องโยนงานไปให้พ่อค้าคนกลางโยนงานไปให้ใครก็ไม่รู้ทำให้ในราคาที่แพงกว่าเพื่อทำโฆษณาออกมาเพื่อคนกลุ่มน้อยกว่าในบริบททางกายภาพเท่านั้น

แถมการได้ลงปกหน้าหนังสือ Time หรือถูกเขียนชมจาก New York Times และคนเป็นล้านๆคนทั่วโลกส่งlinkแจกจ่ายเพี่อเข้าไปชมโปรดักใหม่ใน Youtube นั้นราคาถูกและเท่กว่าซื้อโฆษณาในหนังสือแมกกาซีนเยอะเลย

นี่คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นให้เห็นในอุตสาหกรรมโลกปัจจุบัน น่าสนใจมากว่าเร็วๆนี้มันจะเป็นยังไงต่อไป

หวังว่าวันที่คนให้ความสำคัญกับ Product มากกว่า Promotion จะมาถึงในเร็วๆวันนี้

October 01, 2007

กล่อง/เงิน

IMG_6400.JPG

โดยทางการแล้วผมไม่เคยอยู่ในโลกวิชาการมาก่อนเลย เคยก็แค่แบบผ่านๆเฉียดๆหลงส่งเปเปอร์เข้าไปในงานสัมนาสาขาวิชาชีพต่างๆไปตามเรื่อง แต่สิ่งนึงที่น่าสนใจก็คือด้วยธรรมชาติของสังคมเขาแล้ว(มัก)ไม่มีใครฉวยเครดิตมาไว้ที่ตนเพียงคนเดียว ไม่ว่าจะเป็นการคิดค้นอะไรจำเป็นต้องมีแหล่งอ้างอิงว่าเอาความรู้มาจากไหนอะไรต่อมิอะไรจากไหน ไม่ไช่อยู่ดีดีแอปเปิลหล่นใส่หัวก็ึค้นพบอะไรใหม่ได้ แม้แต่งานวิชาการทางศิลปะก็ต้องมีที่มาที่ไปที่ทำให้คนที่เสียเวลาเข้าไปนั่งฟังนั่งอ่านได้ความรู้ และได้รู้ว่าจะไปหาความรู้ต่อเองได้ที่ไหน (แถมต้องพูดให้ง่ายด้วย ไม่งั้นอาจโดนตำหนิกลับมาในจดหมายปฎิเสธได้)

จำได้ว่าหลายปีมาแล้ว การวิจัยและพัฒนาแนวความคิดเรื่อง tangible user interface เป็นเรื่องที่สนุกมากมากสำหรับทั้งคนคิด คนทำ และคนเล่น หนี่งในส่วนย่อยของเทคนิคที่ใช้ในงานแบบนี้บ่อบๆก็คือเรื่องพวก computer vision ที่เอากล้องวีดีโอมาใช้กับโปรเจกเตอร์เพื่อฉายไปร่วมกับวัตถุต่างๆ ไปถึงการเอา computer vision ไปใช้กับการเคลื่อนไหวของมนุษย์เพื่อควบคุมอะไรต่อมิอะไรบนแผ่นวัตถุใส (เหมือนในหนังนั่นแหล่ะครับ)​ และปรกติก็ไม่มีใครคุยเรื่องเครดิตทางเทคนิคกันมากนัก เพราะก็รู้ๆกันว่ามันเป็นการช่วยๆกันพัฒนามาหลายสิบปีแล้ว เครดิตมันเลยเหมือนเป็นกลุ่มใหญ่ๆมากกว่า ว่าที่ไหนทำอะไรบ้าง แก้ปัญหาจุดต่างๆยังไง มันมีความเป็นไปได้ว่าจะเอาไปทำอะไรได้อีก ฯลฯ จนอยู่มาวันนึงก็มีคุณนักวิจัยคนนึงนำงานวิจัยในแลบที่เขาทำงานอยู่ออกพัฒนาเป็นของตัวเองและโปรโมทจนกลายเป็นงาน mainstream แล้วก็สร้างเครดิตให้ตัวเองคล้ายว่าเป็นผู้คิดค้นเทคโนโลยี่นี้เพราะได้แรงบันดาลใจจากไอน้ำที่เกาะอยู่ข้างแก้ว (ซึ่งจะว่าไปแล้วได้ยินเพื่อนที่เคยทำงานกับเขาบอกว่า แกเป็นโปรแกรมเมอร์ที่เก่งสุดๆไปเลย แต่ไม่คิดว่าจะเก่งเรื่องมาเกตติ้งด้วยนี่สิ อาจเหมือนตอนที่เอดิสันตอนทำหลอดไฟ เพียงแต่ตอนนั้นสื่อมันยังไม่ซับซ้อนเหมือนทุกวันนี้) เลยทำให้หลายๆบริษัทที่เคยปล่อยให้ทีมพัฒนากันไปแบบถ้อยทีถ้อยอาศัยหันเอาเทคโนโลยี่นี้ออกมาหากินกันก่อนกำหนด จนกลายเป็นเรื่องธุรกิจไปหมดเลย (แล้วก็เห็นว่าเท่าที่ทำกันออกมาตอนนี้ มันไม่เมกเซนซ์เลย แต่ก็จำเป็นต้องปล่อยออกมาก่อน แล้วค่อยไปแถต่อกันทีหลัง)

ที่น่าสนใจอีกส่วนนึงก็คือ บทความและหนังสือที่เขียนโดยผู้เชี่ยวชาญด้านนี้จริงๆที่ออกมาในระยะหลังๆ แทบไม่มีใครพูดถึึงชื่อคุณคนนั้นเลย จะมีก็เพียงจัดกลุ่มรวมเข้าไปกับงานประเภทนี้ในเรื่องของเทคโนโลยี่หรือด้านinteraction design โดยรวมมากกว่า ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมว่าน่าสนใจดี เหมือนเขาก็ไม่ได้ปฎิเสธแต่ก็ไม่ได้ยอมรับอะไร

ส่วนโปรเจกอันนี้ ผมเคยทำเป็นการบ้านส่งโรงเรียนเมื่อสามปีก่อนโน้น ใช้ computer vision มาทำเป็น user interface สำหรับการทำงานออกแบบสามมิติแบบ physical interface (แน่นอน เทคโนโลยี่นี้มันไม่ไช่ของใหม่เลย แต่การเอาcomputer vision มาทำงานร่วมกับ openGL เพื่อแสดงข้อมูลสามมิติแบบ realtime ใน user interface design นี่ถือว่าค่อนข้างเก๋ไก๋ในสมัยนั้นพอสมควรน่ะครับ -_-")

โดยส่วนตัวผมว่าการทำให้จอมันมีอะไรเกิดขึ้นตามจำนวนกลุ่มของจุดที่กล้องจับภาพได้ไม่ค่อยลำบากเท่าไหร่ (ก็จับ _x _y ให้ได้ก็ว่ากันไป) แต่ทำยังไงให้ระบบมันแยกออกว่ากลุ่มไหนคือวัตถุไหนนี่สิ วุ่นวายมาก ตอนทำโปรเจกนี้พยายามจะใช้ pattern recognition แต่ไม่สำเร็จ เลยใช้แค่วิธี size recognition แทน เพื่อแยกว่ากล่องไหนแทนค่าโมเดลไหน เอียงองศาต่างกันเท่าไหร่ แต่ที่ยากที่สุดคือเอาไปให้คนอื่นใช้ยังไงให้มันเมกเซนซ์นี่แหล่ะ ใช้เวลานานสุดแล้ว (เขาถึงได้มีอาชีพนักออกแบบขึ้นมาบนโลกไง)