« ฉลาดซื้อ | Main | หวังว่าคงจะดี »

กล่อง/เงิน

IMG_6400.JPG

โดยทางการแล้วผมไม่เคยอยู่ในโลกวิชาการมาก่อนเลย เคยก็แค่แบบผ่านๆเฉียดๆหลงส่งเปเปอร์เข้าไปในงานสัมนาสาขาวิชาชีพต่างๆไปตามเรื่อง แต่สิ่งนึงที่น่าสนใจก็คือด้วยธรรมชาติของสังคมเขาแล้ว(มัก)ไม่มีใครฉวยเครดิตมาไว้ที่ตนเพียงคนเดียว ไม่ว่าจะเป็นการคิดค้นอะไรจำเป็นต้องมีแหล่งอ้างอิงว่าเอาความรู้มาจากไหนอะไรต่อมิอะไรจากไหน ไม่ไช่อยู่ดีดีแอปเปิลหล่นใส่หัวก็ึค้นพบอะไรใหม่ได้ แม้แต่งานวิชาการทางศิลปะก็ต้องมีที่มาที่ไปที่ทำให้คนที่เสียเวลาเข้าไปนั่งฟังนั่งอ่านได้ความรู้ และได้รู้ว่าจะไปหาความรู้ต่อเองได้ที่ไหน (แถมต้องพูดให้ง่ายด้วย ไม่งั้นอาจโดนตำหนิกลับมาในจดหมายปฎิเสธได้)

จำได้ว่าหลายปีมาแล้ว การวิจัยและพัฒนาแนวความคิดเรื่อง tangible user interface เป็นเรื่องที่สนุกมากมากสำหรับทั้งคนคิด คนทำ และคนเล่น หนี่งในส่วนย่อยของเทคนิคที่ใช้ในงานแบบนี้บ่อบๆก็คือเรื่องพวก computer vision ที่เอากล้องวีดีโอมาใช้กับโปรเจกเตอร์เพื่อฉายไปร่วมกับวัตถุต่างๆ ไปถึงการเอา computer vision ไปใช้กับการเคลื่อนไหวของมนุษย์เพื่อควบคุมอะไรต่อมิอะไรบนแผ่นวัตถุใส (เหมือนในหนังนั่นแหล่ะครับ)​ และปรกติก็ไม่มีใครคุยเรื่องเครดิตทางเทคนิคกันมากนัก เพราะก็รู้ๆกันว่ามันเป็นการช่วยๆกันพัฒนามาหลายสิบปีแล้ว เครดิตมันเลยเหมือนเป็นกลุ่มใหญ่ๆมากกว่า ว่าที่ไหนทำอะไรบ้าง แก้ปัญหาจุดต่างๆยังไง มันมีความเป็นไปได้ว่าจะเอาไปทำอะไรได้อีก ฯลฯ จนอยู่มาวันนึงก็มีคุณนักวิจัยคนนึงนำงานวิจัยในแลบที่เขาทำงานอยู่ออกพัฒนาเป็นของตัวเองและโปรโมทจนกลายเป็นงาน mainstream แล้วก็สร้างเครดิตให้ตัวเองคล้ายว่าเป็นผู้คิดค้นเทคโนโลยี่นี้เพราะได้แรงบันดาลใจจากไอน้ำที่เกาะอยู่ข้างแก้ว (ซึ่งจะว่าไปแล้วได้ยินเพื่อนที่เคยทำงานกับเขาบอกว่า แกเป็นโปรแกรมเมอร์ที่เก่งสุดๆไปเลย แต่ไม่คิดว่าจะเก่งเรื่องมาเกตติ้งด้วยนี่สิ อาจเหมือนตอนที่เอดิสันตอนทำหลอดไฟ เพียงแต่ตอนนั้นสื่อมันยังไม่ซับซ้อนเหมือนทุกวันนี้) เลยทำให้หลายๆบริษัทที่เคยปล่อยให้ทีมพัฒนากันไปแบบถ้อยทีถ้อยอาศัยหันเอาเทคโนโลยี่นี้ออกมาหากินกันก่อนกำหนด จนกลายเป็นเรื่องธุรกิจไปหมดเลย (แล้วก็เห็นว่าเท่าที่ทำกันออกมาตอนนี้ มันไม่เมกเซนซ์เลย แต่ก็จำเป็นต้องปล่อยออกมาก่อน แล้วค่อยไปแถต่อกันทีหลัง)

ที่น่าสนใจอีกส่วนนึงก็คือ บทความและหนังสือที่เขียนโดยผู้เชี่ยวชาญด้านนี้จริงๆที่ออกมาในระยะหลังๆ แทบไม่มีใครพูดถึึงชื่อคุณคนนั้นเลย จะมีก็เพียงจัดกลุ่มรวมเข้าไปกับงานประเภทนี้ในเรื่องของเทคโนโลยี่หรือด้านinteraction design โดยรวมมากกว่า ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมว่าน่าสนใจดี เหมือนเขาก็ไม่ได้ปฎิเสธแต่ก็ไม่ได้ยอมรับอะไร

ส่วนโปรเจกอันนี้ ผมเคยทำเป็นการบ้านส่งโรงเรียนเมื่อสามปีก่อนโน้น ใช้ computer vision มาทำเป็น user interface สำหรับการทำงานออกแบบสามมิติแบบ physical interface (แน่นอน เทคโนโลยี่นี้มันไม่ไช่ของใหม่เลย แต่การเอาcomputer vision มาทำงานร่วมกับ openGL เพื่อแสดงข้อมูลสามมิติแบบ realtime ใน user interface design นี่ถือว่าค่อนข้างเก๋ไก๋ในสมัยนั้นพอสมควรน่ะครับ -_-")

โดยส่วนตัวผมว่าการทำให้จอมันมีอะไรเกิดขึ้นตามจำนวนกลุ่มของจุดที่กล้องจับภาพได้ไม่ค่อยลำบากเท่าไหร่ (ก็จับ _x _y ให้ได้ก็ว่ากันไป) แต่ทำยังไงให้ระบบมันแยกออกว่ากลุ่มไหนคือวัตถุไหนนี่สิ วุ่นวายมาก ตอนทำโปรเจกนี้พยายามจะใช้ pattern recognition แต่ไม่สำเร็จ เลยใช้แค่วิธี size recognition แทน เพื่อแยกว่ากล่องไหนแทนค่าโมเดลไหน เอียงองศาต่างกันเท่าไหร่ แต่ที่ยากที่สุดคือเอาไปให้คนอื่นใช้ยังไงให้มันเมกเซนซ์นี่แหล่ะ ใช้เวลานานสุดแล้ว (เขาถึงได้มีอาชีพนักออกแบบขึ้นมาบนโลกไง)

Post a comment