" /> unmodern blog: November 2007 Archives

« October 2007 | Main | December 2007 »

November 24, 2007

happy holidays

ช่วงหยุดยาวสี่วันนี้ ผมคงมีเวลามากเกินไป สุดท้ายไปไปมามาเลยยังไม่ได้ทำอะไรสักอย่าง มัวแต่คิดว่าจะทำอะไรดี ทุเรสตัวเองจริงๆ ปีนี้เกือบจะผ่านไป มาลองประเมินผลตัวเอง

เล่นกีต้าร์ห่วยเหมือนสิบปีก่อนเดะ (ห่วยลงมากมากด้วย)
งานของตัวเองก็ไม่ได้เริ่ม
หนังสือที่ยังไม่ได้อ่านเหลือเต็มตู้
เพดานบ้านก็ยังไม่ได้ซ่อม
จะออกไปวิ่งก็ไม่ไหว หนาวเกินไป

เลยตั้งใจว่าจะเอาบรรยากาศช่วงที่ขยันๆกลับมาอีกครั้ง ผมว่าเพลงนี่แหล่ะง่ายสุดแล้วที่จะเป็นเครื่องดึงเอาเวลาเก่าๆกลับมา

ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน ตั้งแต่ทำงานประจำที่ปัจจุบันมา เหมือนแรงบันดาลใจส่วนตัวมันหายไปเยอะมากมากถึงมากที่สุด ความรู้สึกสมัยก่อนตอนก่อนตัดสินใจมานิวยอร์คกลับมาอีกครั้ง มันเหมือนนิทานเรื่องหมาที่คาบก้อนเนื้อในปากกำลังเดินบนสะพานข้ามแม่น้ำ เหมือนที่เป็นอยู่มันก็ดีอยู่แล้วจะเอาอะไรอีก ส่วนอีกใจนึงก็รู้สึกว่า เฮ้ยมันทำได้ดีกว่านี้น่าจะลองลุยกันสักตั้ง ไม่รู้จะเป็นยังไงต่อไปเหมือนกัน

November 23, 2007

Lactobacillus

ระหว่างที่กำลังเคี้ยวลูกอมอยู่ ก็คิดถึงตอนเด็กๆขึ้นมาได้ว่า ความสุขที่ได้จากการดื่มยาคูลท์ (Yakult, Yakuruto) นั้น ส่วนสำคัญมากมากมาจากหลอดดูดนี่แหล่ะ ผมเคยทดลองเอายาคูลท์ไปดื่มด้วยวิธีต่างๆ(ในปริมาณที่เท่ากัน) แต่ไม่มีิวิธีไหนที่สามารถทำให้ได้รับความอร่อยได้เหมือนใช้หลอดที่เขาแถมมาให้เลย

สุดยอดของ user expereince design ในวัยเด็กอีกอย่างนึงของผมที่ลืมไปนานแล้ว

พอดีวันนี้ไปอ่านเจอบทความเกี่ยวกับเมี่ยงคำ ใน Ambidextrous Magazine มา ประมาณว่าปราการที่กั้น user เข้าไปสู่ที่หมาย บางครั้งก็เป็นความงามและประสบการณ์ที่ดีอย่างนึง จะว่าไปเพื่อนผมคนหนึ่งที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอาหาร ก็เคยอธิบายถึงความสุขที่ได้จากการแกะเม็ด pistachio ก่อนจะได้เคี้ยวในแต่ละเม็ดเหมือนกัน

เริ่มสงสัยเหมือนกันว่า ศาสตร์เรื่อง usability ที่พวกกูรูทั้งหลาย(ที่โผล่ขึ้นมาเต็มไปหมดทุกเดือนเลย)พยายามบอกๆกัน มันจริงแค่สำหรับคนอเมริกันหรือเปล่า หมายถึงขออนุญาตเหมารวมว่าถ้ากลุ่มเป้าหมายในตลาดเป็นพวกอเมริกันแบบอเมริกัน (ไม่รู้จะอธิบายยังไงที่จะไม่มีปัญหา) เวลาเขาทำวิจัยออกมา คนส่วนมากก็ต้องการอะไรง่ายๆ สำเร็จรูป แบบถ้าย่อยให้ได้เลยได้ยิ่งดี งานออกแบบก็เลยออกมาจากผลการวิจัยที่ฝ่ายการตลาดไปทำมา มันก็เลยเป็นแบบทุกวันนี้ ซึ่งถ้าไปวิจัยในประเทศหรือสังคมที่เขามีวัฒนธรรมการเสพความสุขที่แตกต่างออกไป (ไม่ไช่เอาปริมาณเข้าว่า) ผลออกมาก็น่าจะแตกต่าง และงานออกแบบที่ออกมาก็น่าจะน่าสนใจไปอีกแบบ

หลายครั้งที่ทำงานแล้วรู้สึกว่าทำไมมันยากจังฟ่ะ ที่ต้องทำเรื่องง่ายๆให้มันง่ายลงไปอีกเพียงเพราะต้องรองรับคนบางกลุ่ม(ที่ไม่ค่อยใช้ความคิดของตัวเองมากนัก เลยมักจ่ายเงินซื้อของง่าย) แต่ต้องเสียความสง่างามและคุณค่าทางงานออกแบบไปเยอะมาก ซึ่งกรณีนี้คุณค่าทางการออกแบบนี้นักการตลาดหรือคนที่ใช้เงินเป็นมาตรฐานคุณค่าเขาก็จะมองว่า "โถ ไร้เดียงสาจัง"

ถ้ายาคูลท์ถูกนักการตลาด(ประเภทนึง)ที่อเมริกาทำวิจัย เป็นไปได้ว่าเขาอาจเลือกวิธีที่จะเพิ่มปริมาณขายเป็นขวดใหญ่ๆเอา ให้ชาวบ้านซื้อไปตุนที่บ้านเต็มตู้เย็น และก็เพิ่มราคาขึ้นไปอีก แล้วค่อยก็ไปจ้างนักออกแบบให้ทำขวดที่มองเห็นชัดๆเวลาวางในชั้นวาง แกะง่ายๆ แถมเวลาเทแล้วควรจะออกมาเยอะๆ จะได้หมดเร็วๆ เคี้ยวง่ายๆ แบบ iPod

November 22, 2007

๓๓๕

วันก่อนมีเพื่อนที่เป็นนักออกแบบคนนึงถามว่า โปรดักที่มีอิทธิพลกับชีวิตของผมที่สุดสิบอย่างคืออะไรบ้าง จำได้ว่าตอบไปโดยไม่ต้องคิดเลยว่านึกออกแค่อย่างเดียวเท่านั้น คือ ES 335 รุ่นปี 1959

ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน ตั้งแต่เด็กมาก็ไม่เคยเห็นว่ามีวัตถุอะไรมันจะสำคัญหรือเป็นแรงบันดาลใจอะไรได้มากไปกว่าอุปกรณ์ใช้งาน แถมยิ่งเมื่อไปเข้าคลาสสะกดจิตเรื่องงานออกแบบยุคโมเดิร์นสมัยเรียนเข้าไปอีก อารมณ์และความงามเป็นเพียงสิ่งนอกกายเท่านั้น

แต่มีอยู่อย่างนึงจริงๆที่มันรอดจากการโดนสะกดจิตมาได้ และผมรู้สึกว่ามันมีเสน่ห์ และสามารถพิสูจน์ได้จริงๆว่าความงามนั้นก็เป็นฟังชั่นอย่างนึงเหมือนกัน นั่นก็คือเครื่องดนตรีนี่แหล่ะ และโดยส่วนตัว ES 335 เป็นเครื่องดนตรีที่ผมคิดว่าสวยที่สุดและลงตัวที่สุดทั้งด้านวิทยาศาสตร์ ศิลปะ งานช่าง และ ธุรกิจ ชิ้นนึงเลย เอาแค่นั่งมองเฉยๆก็มีความสุขแล้ว

(อันที่จริงๆมีอีกชิ้นนึงคือ Eames Lounge Chair แต่พอไปลองนั่งจริงๆไม่รู้สึกสบายเหมือนหน้าตาเลย และดูราคาที่สูงขึ้นๆทุกปี ก็รู้สึกว่ามันไม่ได้อะไรขนาดนั้น)

November 11, 2007

The Sacrifice

Sacrifice.jpg


วันก่อนเพิ่งได้มีโอกาสดูหนังเรื่อง The Sacrifice ของคุณ Tarkovsky

เป็นหนังที่เล่นกับความเป็นคนได้บ้าดีแท้ ถ้ายังไม่ได้ดู แล้วมีเวลาว่างเหลือ น่าจะลองหามาดูครับ เป็นประสบการณ์ที่ดีมากมาก ทุกอย่างสวยงาม และ ดึงดูดเราเข้าไปอยู่ในลอจิกของตัวละครในเรื่องได้เนียนจริงๆ

เคยคิดว่าตอนเด็กๆก่อนที่แม่จะพาไปดู Starwars (A New Hope) ถ้าผมได้มีโอกาสดู Rashomon ของ Akira Kurosawa ก่อน ตอนนั้นผมคงเลือกทีี่จะโตขึ้นมาอยากทำหนังหรืออยากเป็นนักเขียน แทนทีจะอยากเป็นอย่างที่ทำอยู่ทุกวันนี้

แต่หลังจากที่ดูเรื่อง The Sacrifice จบแล้ว และก็อึ้งไปสักพักแล้ว ก็รู้สึกว่าถ้าตอนเด็กๆผมได้มีโอกาสดูหนังของ Tarkovsky เรื่องนี้เข้าไป ผมคงไม่อยากทำอะไรอีกเลย ไม่ว่าจะทำหนัง หรือ สร้างยานรบ เผลอๆดูจบอาจจะอยากไปเป็นนักบวชไปเลยก็ได้

November 02, 2007

ยากกว่าการเป็นนักออกแบบที่ดี คือการสื่อสารที่ดี

Picture 1.png

ช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมาทางแทกซี่ของนิวยอร์คเริ่มนำเอาสติกเกอร์โลโก้ตัวใหม่มาแปะออกถนนมากขึ้น และคาดว่าจะเปลี่ยนมาใช้รุ่นนี้กันทุกคันในไม่ช้านี้

ผลตอบรับจากพลเมืองที่นี่คือ ทุกคนเกลียดมันครับ (อย่างน้อยผมยังไม่เคยเห็นใครชอบมันเลยสักคน)

จนแม้แต่หนังสือพิมพ์นิวยอร์คไทม์ ถึงกับลงบทความประชดประชันกันเต็มๆพร้อมกับให้นักออกแบบจากบริษัทอื่นๆมาวิจารณ์กันเต็มที่ พร้อมกับมีประกวดออกแบบโลโก้ใหม่ตามใจฉัน โดยให้ผู้อ่านทางบ้านส่งผลงานเข้าไปกันเอง เหมือนเป็นการบอกว่า โลโก้แบบนี้เด็กที่ไหนก็ทำได้

ถึงแม้ว่าผมเองก็ไม่ชอบโลโก้ใหม่ของแทกซี่นิวยอร์คเลย แต่ผมว่ามันไม่แฟร์เลยที่จะไปด่าเขาโดยที่ไม่ทำความเข้าใจขั้นตอนการทำงานทั้งหมด

โลโก้ที่ว่านี้ออกแบบมาสำหรับงานฉลองครบรอบ 100 ปีของระบบแทกซี่ในนิวยอร์คเมื่อเดือนเมษายนก่อนโน้น ผมเองถึงจะไม่ได้เป็นเพื่อนกันกับเขา แต่ก็รู้จักคนออกแบบโลโก้นี่เป็นการส่วนตัว และก็ได้ทำงานร่วมกันในโปรเจกแทกซีนี้มาก่อน (แต่ผมทำส่วนอื่น เลยโชคดีไป) จำได้ว่า คุณคนที่ออกแบบโลโก้นี้เขาก็ไม่ได้อยากให้มันออกมาเป็นแบบนี้ แต่นี่เป็นเรื่องความผิดพลาดของทีมเจรจาและการสื่อสารระหว่างนักออกแบบกับลูกค้ามากกว่า

กล่าวคือ ในตอนแรกนั้นนักออกแบบเสนอสิ่งที่ตัวเองคิดว่าดีที่สุดไป ซึ่งก็เป็นแบบที่เรียบง่ายมากมากคือมีแค่คำว่า nyc TAXI บางๆเลย แต่ด้วยระบบอะไรบางอย่างนักออกแบบจึงไม่ได้เป็นคนไปคุยงานเอง ส่วนทางลูกค้า(หน่วยงานราชการ) เมื่อได้เห็นโลโก้แบบแรกเข้าไปก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงออกมาเรียบง่ายจัง ก็เลยสั่งกลับมาว่าขอให้มันหวือหวาหน่อยไม่ได้เหรอเอาแบบใครเห็นก็จำได้ พร้อมกับยกตัวอย่างแกมสั่งการมาว่าอยากได้แบบไหนแบบไหน ฝ่ายเจรจาก็กลับมาบอกนักออกแบบว่าให้ทำแบบนั้นแบบนี้ ทางคุณนักออกแบบก็ทำไปตามที่เขาสั่งมา โดยคิดว่านี่เป็นอีกหนึ่งขั้นตอนของทำงาน และก็ไม่คิดว่าจะมีใครกล้าเอาไปใช้จริงๆ (เพราะตอนนั้นงานนี้ออกแบบมาเพื่อใช้ในนิทรรศการเท่านั้น)​ แต่ที่ไหนได้มันกลับไปตรงใจลูกค้าซึ่งก็เป็นผู้มีอำนาจในหน่วยงานราชการ เขาก็เลยเลือกแบบที่เป็นตัว T วางอยู่ในวงกลม แต่มากกว่านั้นคือเขาขอเอาแบบแรกยัดเข้าไปด้วย ไหนไหนก็ออกแบบมาแล้ว (เหมือนกลัวไม่คุ้มมั้ง) สุดท้ายเลยเอางานดีไซน์สองแบบที่ไม่เกียวข้องกันเลยมายัดรวมกันในโลโก้เดียวกันนั้นแหล่ะ

และนั่นก็คือที่มาของโลโก้ที่น่าเกลียดที่สุดในโลกมาแปะที่รถแทกซี่ก่อนวันจัดงานโชว์เมื่อเดือนเมษายนเพียงวันเดียว

ยัง ยังไม่พอ หลังจากนันทางหน่วยงานแทกซี่นิวยอร์คก็ได้ไปจ้างบริษัทออกแบบอีกทีมหนึ่งมาออกแบบฟอนท์คำว่า NYC ใหม่ แล้วก็นำมายัดรวมกลับเข้าไปในโลโก้เดิมอีก สุดท้ายกลายเป็นการยำงานออกแบบที่มาจากสามภาษาการออกแบบ จนเละตุ้มเป๊ะไปหมดด้วยน้ำมือของท่านผู้บริหารหน่วยงานแทกซี่ และนี่ก็เป็นที่มาของโลโก้จริงๆที่ใช้กันตามถนนทุกวันนี้ -_-"

บทเรียนจากงานนี้ เป็นการย้ำว่า การยอมปล่อยให้ลูกค้าที่ไม่มีพี้นฐานความเข้าใจด้านการออกแบบมาสั่งโน้้นสั่งนี้ อาจเป็นผลดีกับฝ่ายการตลาด ที่สามารถได้ใจลูกค้าเข้ามาในสังกัดเพิ่มก็จริง แต่ในระยะยาวนั้นมันไม่เป็นผลดีต่อใครทั้งสิ้นเลย รวมทั้งตัวลูกค้าเอง ยิ่งงานนี้มันงานระดับจังหวัด มาทำอะไรกันแบบนี้ พากันเสียอนาคตกันหมด

จากนิทานเรื่องนี้ เหมือนเป็นย้ำว่าลูกค้าที่ดีที่มีความเข้าใจในกระบวนการออกแบบหรือลูกค้าที่เข้าใจระบบการทำงานที่ดีนั้น นับว่าเป็นตัวแปรสำคัญมากมากที่ทำให้นักออกแบบสามารถนำเสนองานที่ดีออกมาสู่โลกภายนอกได้ หรือถ้าไม่อย่างนั้น นักออกแบบก็ึควรจะต้องกล้าสู้กล้าโน้มน้าวและทำความเข้าใจกับกับลูกค้าให้ได้ ต้องอธิบายถึงที่มาที่ไปว่าทำไมเราถึงทำแบบนั้นแบบนี้ (ในกรณีที่เป็นนักออกแบบที่ดี และรู้จริงว่าตัวเองทำอะไรอยู่) เพราะไม่อย่างนั้น ขึนไปปล่อยให้ลูกค้าเอาแบบมาให้เราทำตาม หรือขอโน้นมาผสมกับนี้ ก็เท่ากับว่างานออกมามันไม่ได้ทำเพื่อใครเลย ลูกค้าก็จะไม่ได้ของที่ดี นักออกแบบก็เสียเวลาสร้างขยะเพิ่มออกมาบนพื้นโลกอีกชิ้น

ขนาดนิวยอร์คซึ่งก็เป็นเมืองที่เรียกได้ว่ามีนักออกแบบดีดีเดินชนกันเต็มไปหมด เมื่อละเลยจุดนี้ไปยังทำงานที่ดีออกมาไม่ได้เลย

กลับมาที่บ้านเรา ถ้าทัศนคติของนักออกแบบคือการทำตัวเป็นคนอีกระดับที่ยากเหลือเกินที่คนเดินดินธรรมดาจะฉลาดพอที่จะเข้าใจได้ แล้วสนับสนุนแต่นักออกแบบด้วยกันเองให้ยกยอกันเอง ไปหลอกเด็กให้มีความฝันแต่ไม่สร้างทางที่แท้จริงให้เขา ผมว่ามันก็ไม่ได้ช่วยอะไรสังคมได้มากนักหรอก ตราบใดที่ไม่ทำความเข้าใจธรรมชาติของอุตสาหกรรม และ สังคมของเรา และพยายามที่จะสื่อสารกับผู้ประกอบการและลูกค้าให้มีประสิทธิผลมากขึ้นอ่ะครับ

จนป่านนี้ผมยังไม่อยากจะเชื่อเลยว่า นี่คือโลโก้ของแทกซี่นิวยอร์คจริงๆ ผมว่าคนออกแบบก็คงไม่อยากเชื่อเหมือนกัน...