ยากกว่าการเป็นนักออกแบบที่ดี คือการสื่อสารที่ดี
ช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมาทางแทกซี่ของนิวยอร์คเริ่มนำเอาสติกเกอร์โลโก้ตัวใหม่มาแปะออกถนนมากขึ้น และคาดว่าจะเปลี่ยนมาใช้รุ่นนี้กันทุกคันในไม่ช้านี้
ผลตอบรับจากพลเมืองที่นี่คือ ทุกคนเกลียดมันครับ (อย่างน้อยผมยังไม่เคยเห็นใครชอบมันเลยสักคน)
จนแม้แต่หนังสือพิมพ์นิวยอร์คไทม์ ถึงกับลงบทความประชดประชันกันเต็มๆพร้อมกับให้นักออกแบบจากบริษัทอื่นๆมาวิจารณ์กันเต็มที่ พร้อมกับมีประกวดออกแบบโลโก้ใหม่ตามใจฉัน โดยให้ผู้อ่านทางบ้านส่งผลงานเข้าไปกันเอง เหมือนเป็นการบอกว่า โลโก้แบบนี้เด็กที่ไหนก็ทำได้
ถึงแม้ว่าผมเองก็ไม่ชอบโลโก้ใหม่ของแทกซี่นิวยอร์คเลย แต่ผมว่ามันไม่แฟร์เลยที่จะไปด่าเขาโดยที่ไม่ทำความเข้าใจขั้นตอนการทำงานทั้งหมด
โลโก้ที่ว่านี้ออกแบบมาสำหรับงานฉลองครบรอบ 100 ปีของระบบแทกซี่ในนิวยอร์คเมื่อเดือนเมษายนก่อนโน้น ผมเองถึงจะไม่ได้เป็นเพื่อนกันกับเขา แต่ก็รู้จักคนออกแบบโลโก้นี่เป็นการส่วนตัว และก็ได้ทำงานร่วมกันในโปรเจกแทกซีนี้มาก่อน (แต่ผมทำส่วนอื่น เลยโชคดีไป) จำได้ว่า คุณคนที่ออกแบบโลโก้นี้เขาก็ไม่ได้อยากให้มันออกมาเป็นแบบนี้ แต่นี่เป็นเรื่องความผิดพลาดของทีมเจรจาและการสื่อสารระหว่างนักออกแบบกับลูกค้ามากกว่า
กล่าวคือ ในตอนแรกนั้นนักออกแบบเสนอสิ่งที่ตัวเองคิดว่าดีที่สุดไป ซึ่งก็เป็นแบบที่เรียบง่ายมากมากคือมีแค่คำว่า nyc TAXI บางๆเลย แต่ด้วยระบบอะไรบางอย่างนักออกแบบจึงไม่ได้เป็นคนไปคุยงานเอง ส่วนทางลูกค้า(หน่วยงานราชการ) เมื่อได้เห็นโลโก้แบบแรกเข้าไปก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงออกมาเรียบง่ายจัง ก็เลยสั่งกลับมาว่าขอให้มันหวือหวาหน่อยไม่ได้เหรอเอาแบบใครเห็นก็จำได้ พร้อมกับยกตัวอย่างแกมสั่งการมาว่าอยากได้แบบไหนแบบไหน ฝ่ายเจรจาก็กลับมาบอกนักออกแบบว่าให้ทำแบบนั้นแบบนี้ ทางคุณนักออกแบบก็ทำไปตามที่เขาสั่งมา โดยคิดว่านี่เป็นอีกหนึ่งขั้นตอนของทำงาน และก็ไม่คิดว่าจะมีใครกล้าเอาไปใช้จริงๆ (เพราะตอนนั้นงานนี้ออกแบบมาเพื่อใช้ในนิทรรศการเท่านั้น) แต่ที่ไหนได้มันกลับไปตรงใจลูกค้าซึ่งก็เป็นผู้มีอำนาจในหน่วยงานราชการ เขาก็เลยเลือกแบบที่เป็นตัว T วางอยู่ในวงกลม แต่มากกว่านั้นคือเขาขอเอาแบบแรกยัดเข้าไปด้วย ไหนไหนก็ออกแบบมาแล้ว (เหมือนกลัวไม่คุ้มมั้ง) สุดท้ายเลยเอางานดีไซน์สองแบบที่ไม่เกียวข้องกันเลยมายัดรวมกันในโลโก้เดียวกันนั้นแหล่ะ
และนั่นก็คือที่มาของโลโก้ที่น่าเกลียดที่สุดในโลกมาแปะที่รถแทกซี่ก่อนวันจัดงานโชว์เมื่อเดือนเมษายนเพียงวันเดียว
ยัง ยังไม่พอ หลังจากนันทางหน่วยงานแทกซี่นิวยอร์คก็ได้ไปจ้างบริษัทออกแบบอีกทีมหนึ่งมาออกแบบฟอนท์คำว่า NYC ใหม่ แล้วก็นำมายัดรวมกลับเข้าไปในโลโก้เดิมอีก สุดท้ายกลายเป็นการยำงานออกแบบที่มาจากสามภาษาการออกแบบ จนเละตุ้มเป๊ะไปหมดด้วยน้ำมือของท่านผู้บริหารหน่วยงานแทกซี่ และนี่ก็เป็นที่มาของโลโก้จริงๆที่ใช้กันตามถนนทุกวันนี้ -_-"
บทเรียนจากงานนี้ เป็นการย้ำว่า การยอมปล่อยให้ลูกค้าที่ไม่มีพี้นฐานความเข้าใจด้านการออกแบบมาสั่งโน้้นสั่งนี้ อาจเป็นผลดีกับฝ่ายการตลาด ที่สามารถได้ใจลูกค้าเข้ามาในสังกัดเพิ่มก็จริง แต่ในระยะยาวนั้นมันไม่เป็นผลดีต่อใครทั้งสิ้นเลย รวมทั้งตัวลูกค้าเอง ยิ่งงานนี้มันงานระดับจังหวัด มาทำอะไรกันแบบนี้ พากันเสียอนาคตกันหมด
จากนิทานเรื่องนี้ เหมือนเป็นย้ำว่าลูกค้าที่ดีที่มีความเข้าใจในกระบวนการออกแบบหรือลูกค้าที่เข้าใจระบบการทำงานที่ดีนั้น นับว่าเป็นตัวแปรสำคัญมากมากที่ทำให้นักออกแบบสามารถนำเสนองานที่ดีออกมาสู่โลกภายนอกได้ หรือถ้าไม่อย่างนั้น นักออกแบบก็ึควรจะต้องกล้าสู้กล้าโน้มน้าวและทำความเข้าใจกับกับลูกค้าให้ได้ ต้องอธิบายถึงที่มาที่ไปว่าทำไมเราถึงทำแบบนั้นแบบนี้ (ในกรณีที่เป็นนักออกแบบที่ดี และรู้จริงว่าตัวเองทำอะไรอยู่) เพราะไม่อย่างนั้น ขึนไปปล่อยให้ลูกค้าเอาแบบมาให้เราทำตาม หรือขอโน้นมาผสมกับนี้ ก็เท่ากับว่างานออกมามันไม่ได้ทำเพื่อใครเลย ลูกค้าก็จะไม่ได้ของที่ดี นักออกแบบก็เสียเวลาสร้างขยะเพิ่มออกมาบนพื้นโลกอีกชิ้น
ขนาดนิวยอร์คซึ่งก็เป็นเมืองที่เรียกได้ว่ามีนักออกแบบดีดีเดินชนกันเต็มไปหมด เมื่อละเลยจุดนี้ไปยังทำงานที่ดีออกมาไม่ได้เลย
กลับมาที่บ้านเรา ถ้าทัศนคติของนักออกแบบคือการทำตัวเป็นคนอีกระดับที่ยากเหลือเกินที่คนเดินดินธรรมดาจะฉลาดพอที่จะเข้าใจได้ แล้วสนับสนุนแต่นักออกแบบด้วยกันเองให้ยกยอกันเอง ไปหลอกเด็กให้มีความฝันแต่ไม่สร้างทางที่แท้จริงให้เขา ผมว่ามันก็ไม่ได้ช่วยอะไรสังคมได้มากนักหรอก ตราบใดที่ไม่ทำความเข้าใจธรรมชาติของอุตสาหกรรม และ สังคมของเรา และพยายามที่จะสื่อสารกับผู้ประกอบการและลูกค้าให้มีประสิทธิผลมากขึ้นอ่ะครับ
จนป่านนี้ผมยังไม่อยากจะเชื่อเลยว่า นี่คือโลโก้ของแทกซี่นิวยอร์คจริงๆ ผมว่าคนออกแบบก็คงไม่อยากเชื่อเหมือนกัน...
Comments
ลูกค้าบางคนก็ไร้สตินะ พูดอะไรก็ไม่ฟัง จะเอาแต่ใจ ฉันจ่ายเงินและฉันจะเอาแบบนี้ ยิ่งหน่วยงานใหญ่ๆ มันจะมีคนมีอำนาจหลายระดับมาก คนแรกมาอยากได้แบบนี้ แก้ไปเสร็จ คนสองมาใหญ่กว่าคนแรก อ๊ะฉันจะเอาแบบนั้น ถ้าเจอแบบนี้ต้องเรียกว่าซวยอย่างเดียว ถ้าไม่ใช่นักออกแบบที่ติ๊สจริงแบบหยิ่ง กรูไม่ทำแล้วเฟร้ย ส่วยใหญ่ก็จะเกรงใจ เออออไปอย่างเลี่ยงไม่ได้ งานออกมาต้องเอาไปซ่อนไว้ในหลืบ ไม่อยากให้ใครรู้
Posted by: wät | November 3, 2007 10:26 AM
ลูกค้าเกือบทุกคนเป็นแบบนั้นแหล่ะ เราเลยรู้สึกว่าทักษะที่นักออกแบบควรจะมีเพิ่มเติมคือ การสื่อสารและการทำความเข้าใจกับลูกค้าให้ได้
ทำงานให้ดีเราว่าใครก็ทำได้ แต่ทำให้ลูกค้าพอใจด้วยแล้วผลักดันกันออกไปในทางที่ดีขึ้นได้นี่...
Posted by: saranont | November 3, 2007 11:45 AM
เห็นด้วย การสื่อสารและการทำความเข้าใจกับลูกค้า (และการทำให้เค้าเข้าใจเรา) เป็นสิ่งสำคัญและก็ยากมากในการออกแบบ และสิ่งที่ทำให้ยากขึ้นไปอีกคือทำงานกับลูกค้าใบบริษัทที่มีหลายระดับการบริหาร กว่าจะผ่านได้แต่ละระดับ ไอเดียต้องตายแล้วเกิดใหม่ไปหลายรอบ
น่าสงสารคนที่ต้องเกี่ยวข้องมากๆ เพราะกลุ่มลูกค้าที่ดันงานออกมาในทิศทางนี่บางที่อาจจะแค่ไปเห็นไอเดียระหว่างทางเดินมาห้องประชุมแล้วรู้สึกอยากได้ ก็เลยมายัดใส่โดยไม่แคร์คอนเท็ซ์กใดๆเลยก็ได้ แล้วก็ไม่ต้องมารับผิดชอบอะไรหลังจากนี้
Posted by: ออน | November 3, 2007 01:15 PM