" /> unmodern blog: December 2007 Archives

« November 2007 | Main | January 2008 »

December 30, 2007

เมืองฟ้าอมร

ตอนเด็กๆเหมือนเคยอ่านเรื่องสั้นของ ไอแซก อาซิมอฟ เรื่องนึง จำได้ลางๆประมาณว่ามีดาวอยู่ดวงนึงที่นักสำรวจจากโลกที่ส่งไปไม่เคยมีใครกลับมาได้สักคน

ทางนักวิทยาศาสตร์ซึ่งยิ่งสงสัยว่าดาวที่แห้งแล้งมีแต่สัตว์เลื้อยคลานดวงนี้นั้นมันมีอะไรเป็นความลับซ่อนอยู่กันแน่ จึงลองติดตามออกไปกับยานสำรวจรอบใหม่ด้วยตัวเอง โดยก่อนที่จะลงจากยาน นักสำรวจก็ต้องใช้กาซ(หรืออะไรสักอย่าง) เพื่อปรับสภาพตัวเองให้เข้ากับบรรยากาศของดาวนั้นได้ก่อนจะลงไปสู่พื้นผิวของดวงดาว

ปรากฎว่าส่งออกไปกี่คนต่อกี่คน ก็ไม่กลับมาสักคน อีกแล้ว

จนคนสุดท้ายทนไม่ไหวเลยเข้าไปปรับสภาพตัวเองแล้วลงไปสำรวจดาวที่น่าเกลียดดวงนี้
จากนั้นเขาจึงพบว่าที่แท้จริงนั้นดาวแห้งแล้งที่มีแต่สัตว์เลื้อยคลานดวงนี้นั้นเป็นดาวที่สวยงามมากมาก บรรยากาศสบายน่าอยู่เหมาะกับเขาไปหมด และเมื่อมองตัวเองกลับไปก็พบว่าตัวเองกำลังคลานอยู่และผิวหนังก็เปลี่ยนสภาพไปเป็นสัตว์เลื้อยคลานที่สวยงามยิ่งนักไปเสียแล้ว เขาจึงไม่คิดจะกลับไปเป็นมนุษย์แบบเดิมๆอีกต่อไป และก็เลื่้อยหายเข้าไปในฝูงสัตว์ตัวอื่นๆ และไม่กลับมาที่ยานอีกเลย

December 17, 2007

โอกาส และ ความอดทน

1.
วันก่อน มีคนมาเปลี่ยนหน้าต่างที่บ้าน เนื่องจากอาคารที่อยู่ตอนนี้หน้าต่่างมันเก่ามากมากๆ เจ้าของเขาต้องการเปลี่ยนหน้าต่างทั้งตึก เลยไม่พูดพร่ำทำเพลง บังคับคนที่อยู่อาศัยให้อดทนกับการที่จะมีบริษัทหน้าต่างเข้ามาเปลี่ยนหน้าต่างที่บ้านโดยที่เราไม่สามารถปฎิเสธได้

ผมขอร้องให้เพื่อนผมช่วยเฝ้าบ้านให้ ส่วนตัวเองหนีไปทำงาน เพราะทางบริษัทเขาบอกว่าจะใช้เวลาแค่สองชั่วโมงเท่านั้น แต่หลังจากผ่านไปสามสี่ชั่วโมง เพื่อนผมก็โทรมาบอกว่ามันมีปัญหา ให้รีบกลับมาเข้าเวรเฝ้าบ้าน ส่วนเขาต้องรีบไปทำงานต่อ

พอกลับมาถึง อึ้งไปเหมือนกัน เพราะนอกจากจะเละไปทั่ว ทั้งรอยเท้าบนที่นอน กำแพงที่เลอะแบบไม่จำเป็น ขอบหน้าต่างที่เละไปหมด มันยังมีหน้าต่างบานใหญ่บานสุดท้ายที่ขนาดมันไม่พอดีกับวงกบ เขาพยายามเท่าไหร่ก็ไม่ได้ (ก็แน่ละมันไม่พอดีนี่) ตอนหลังอยู่ๆก็บอกว่า โอเค จะเอาบานเก่ามาตอกตะปูแก้ขัดไปก่อน แล้วถ้าทำบานหน้าต่างให้พอดีกับบ้านได้จะกลับมาอีก ผมถามว่าเมื่อไหร่ เขาตอบว่าไม่รู้ แล้วก็ยกพวกพากันกลับไป

ตอนนั้นโกรธมากมาก แถมมีตาลุงคนนึงกวนประสาทสุดๆ (คนที่เดินย่ำบนที่นอนผมนั่นแหล่ะ) เป็นบุคคลที่ไม่น่ายุ่งเกี่ยวด้วยมากมาก พูดจากวนผมตลอด (เพราะเขาไม่รู้ว่าผมเป็นเจ้าของบ้าน คิดว่าเป็นพนักงานของตึก)


 2.
แต่สิ่งที่เรียนรู้จากวันนั้นที่อยากเขียนเก็บไว้คือ ในกลุ่มคนที่มาเปลี่ยนหน้าต่าง มีพนักงานอยู่คนนึงยังดูเด็กมาก วัยนั้นน่าจะไปเรียนหนังสือที่มหาวิทยาลัย มากกว่าจะทำงานหนักแบบนี้ เขาเป็นคนเดียวในกลุ่มนั้นที่เดินกวาดบ้านให้ผม และก่อนออกจากบ้านก็เดินมาขอโทษผมสำหรับหายนะที่พวกหัวหน้าเขาทำเอาไว้ ตอนนั้นผมเห็นได้ว่า ฟันแผงหน้าเขาก็หลอด้วย (ถ้าเขามีเงิน คงได้ไปเรียนหนังสือ และก็คงมีฟันปลอมใส่แล้วล่ะ)

ตอนนั้นรู้สึกขึ้นมาเหมือนกันว่า ทำไมในสังคมเราคนที่ไม่ได้ทำอะไรผิดมักจะต้องเป็นคนที่ตามล้างตามเช็ดสิ่งที่คนอื่นทำไว้ด้วย แถมพ่อหนุ่มคนนั้นก็เป็นคนที่ดูแล้วทำงานหนัก และซื่อสุดแล้ว แต่กลับต้องเป็นคนรู้สึกผิดที่สุด ในขณะที่คุณลุงตัวแสบพูดจากกวนโอ้ยไปมา เดินเหยียบโน้น วางของพิงนี้ เละไปหมด (บอกแล้ว เขาก็ไม่ฟัง แถมกวนประสาทกลับมาอีก)

ผมเรียนรู้จากคุณคนหนุ่มฟันหลอคนนั้นว่า บางครั้งเราก็อาจจะมองข้ามโอกาสต่างๆที่เราได้มาในชีวิต ที่มันอาจจะง่ายเกินไปจนเหมือนเป็นเรื่องที่เราคิดว่าเราควรจะได้ จนบางครั้งข้ามขั้นไปถึงแก่งแย่งโอกาสจากสังคมกัน แล้วมองว่านั้นคือเรื่องธรรมดา (โดยเฉพาะที่เมืองอย่างนิวยอร์ค หรือ กรุงเทพ)

แต่ขณะเดียวกันก็มีคนรอบๆตัวจริงๆที่เขาก็ไม่มีแม้่แต่โอกาสจะได้เริ่มต้นด้วยทิศทางที่ดีแต่แรก แล้วก็ต้องอดทนและทำให้ดีที่สุดในเส้นทางนั้นไปตลอดชีวิต (ผมจำได้ว่าตอนสมัยเรียนมหาวิทยาลัย แทบไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองโชคดีแค่ไหน ที่มีที่เรียน ไม่ต้องหาเงินใช้เอง ไม่ต้องกังวลว่าสิ้นเดือนจะเอาเงินที่ไหนจ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆ)

หลังจากเก็บกวาดบ้านทั้งคืน ก็คิดถึงคุณฟันหลอคนนั้นอีกครั้ง แล้วก็ตัดสินใจว่าต่อไปนี้จะอดทนมากขึ้น ให้โอกาสคนอื่นมากขึ้นมากมาก และอย่าปล่อยให้บริษัทเปลี่ยนหน้าต่างถอดบานเดิมออกก่อนจะวัดบานใหม่ เด็ดขาด

December 10, 2007

สู้ต่อไป

dell_one.jpg

หลังจากได้ยินมานานว่านโยบายใหม่ของ Dell จะให้ความสำคัญกับการพัฒนาโปรดักตัวเองด้วยการเน้นที่นวัตกรรมและการออกแบบมากขึ้น ก็เพิ่งจะเห็นโฆษณาทีวีวันนี้ ที่เน้นไปเต็มๆเรื่องความงาม (หมายถึงโฆษณาเขาเน้น แต่ตัวสินค้านั้นผมไม่แน่ใจ -_-")



ไม่ว่า Dell XPS One นั้นจะงามหรือไม่ เป็นดีไซน์ที่ดีหรือเปล่า ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน เพราะยังไม่ได้สัมผัสของจริงเป็นเรื่องเป็นราว แต่สิ่งที่เห็นชัดๆคือ แม้แต่ Dell ที่มีโมเดลธุรกิจแบบซื้อมาขายไปที่ Anti-Creativity มาตลอด ก็ยังพยายามเปลี่ยนตัวเองมาลงทุนทางด้านการพัฒนาการออกแบบโปรดักตัวเองให้ดีขึ้นทางด้านการใช้สอย

เมื่อความเร่งของเทคโนโลยี่ที่เกินความต้องการของผู้ใช้และเศรฐกิจที่กำลังจะถดถอยครั้งใหญ่มาแตะกัน การแข่งขันกันเพิ่มมูลค่าให้สินค้าที่ดีที่สุดคือการออกแบบที่ดี เพื่อเพิ่มคุณภาพประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้ให้ดีขึ้นก็น่าจะเป็นการลงทุนที่ได้ผลได้ชัดเจนอีกทางนึง

ไม่ว่าดีไซน์ของ Dell ตอนนี้จะดีหรือไม่ ผมว่าคงไม่ไช่ประเด็น เพราะคงต้องดูกันอีกพอสมควร แต่สิ่งที่ทำให้รู้สึกดีและอยากเขียนถึงก็คือ อย่างน้อยก็ไม่ได้มีข่าวว่า Dell เตรียมตัวรับมือเศรฐกิจถดถอยด้วยการเพิ่มงบโฆษณาให้กับเอเจนซี่มากขึ้นเพื่อเอาไปสู้กับคู่แข่ง (ที่ใช้งบเกือบทั้งหมด เพื่อพัฒนานวัตกรรมและการออกแบบของโปรดักอย่าง apple)

สู้ได้ไม่ได้อีกเรื่อง แต่อย่างน้อยผมชอบที่เขาเลือกมาทางนี้มากกว่าจะเป็นพ่อค้าคนกลางซื้อมาขายไปเหมือนเมื่อก่อน


(แต่ว่าก็ว่าเหอะ หนังโฆษณาในทีวีผมว่ามันค่อนข้างแย่ๆยังไงไม่รู้น่ะ เหมือนออกมาจากยุค 2000 ต้นๆ)


December 05, 2007

จุดเกรงใจ

ตอนนี้ติดพายุหิมะอยู่ที่สนามบิน o' hare บ้าที่สุด รอคอยแบบไม่รู้ว่าจะได้กลับบ้านเมื่อไหร่นี่แย่มาก เพราะ ถ้ารู้ว่าอีกวัน หรือ สองวัน อย่างน้อยยังตัดสินใจอะไรได้ว่าจะทำอะไรยังไง แต่นี่มันให้รอทีละสิบยี่สิบนาทีมาตั้งแต่ตอนเย็น จนตีหนึ่ง เพิ่งไปบอกระงับตอนอยู่บนรันเวย์แล้ว จะไปหาโรงแรมนอนตอนนี้ก็ไม่ได้ เพราะต้องรอเที่ยวต่อไปเช้าตรู่ ถึงแม้ว่าก็รู้ว่าเที่ยวต่อไปก็ไม่น่าจะขึ้นได้อยู่ดี ก็ต้องรออยู่ดี กลับไปทำงานก็ไม่ทันอีก แต่จะลาหยุดก็ไม่ได้ เพราะไม่แน่มันอาจจะกลับไปทัน เฮ้อ

นิทานเรื่องนี้สอนว่า ถ้าทำไม่ได้ ก็ให้บอกไปเลย คนอื่นเขาจะได้วางเวลาถูก ไม่ไช่ไปมั่วนิ่มเตะถ่วงไปเรื่อย สุดท้ายไม่ได้ทำอะไรสักอย่าง