" /> unmodern blog: February 2008 Archives

« January 2008 | Main | March 2008 »

February 19, 2008

วาดรูประบายสี

1.
ผมเป็นคนวาดรูปพอได้แต่ระบายสีไม่เอาไหนมาตั้งแต่เด็กแล้ว สมัยเรียนมัฐยมเคยส่งประกวดวาดภาพระบายสีของโรงเรียนได้รางวัลที่สามมาครอง แต่คนส่งประกวดทั้งหมดมีคนเดียว ตอนประกาศรางวัลอายเขาไปทั้งโรงเรียน เป็นความเจ็บปวดที่ฝังใจมาจนปัจจุบัน

2.
หลังจากที่ทุกวันนี้งานประจำมันเครียดและกดดันมาก วิธีลดความเครียดจากงานประจำอย่างนึงคือรับการงานนอกที่ไม่เกี่ยวอะไรกันเลยมานั่งทำที่บ้านครับ เพลินดีแถมได้เงินค่าของเล่นด้วย ตั้งแต่เรียนจบมหาวิทยาลัยมาสมัยโน้น ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะได้กลับมาทำอะไรแบบนี้อีก ตอนเด็กๆมือผมเหงื่อออกเยอะมากมาก ห้องทำงานก็ร้อนมากมาก ไม่เคยทำงานเสร็จโดยกระดาษไม่เปื่อยก่อนเลย ข้อดีของคอมพิวเตอร์อย่างหนึ่งที่ผมชอบคือ ไม่ว่ามือจะแฉะแค่ไหน ก็ไม่ทำให้งานเปื้อน

et1.jpg

et2.jpg


(งานข้างบนนี้ผมเป็นแค่แรงงานทำไปตามแบบของคุณนักออกแบบ เขาเฉยๆครับ)

February 17, 2008

ผู้ใหญ่ในวันนี้คือเด็กเมื่อวานซืน


เราเป็นเม็ดฝุ่นที่มั่วนิ่มอยู่ในพายุทรายที่กำลังเคลื่อนไปในทางเดียวกันจริงๆด้วย

February 12, 2008

...

วันนี้อ่านข่าวในอินเตอร์เนทไปเรื่อย ก็ไปสะดุดกับ exhibition ใหม่ที่กำลังจะจัดของ MoMA เข้า เลยสนใจอยากไปดู อ่านไปอ่านมากก็ไปเจองานอยู่งานนึง มันมีอะไรบางอย่างที่คุ้นๆไม่รู้ พอไปอ่านชื่อคุณ CEO โอ้ เป็นเพื่อนที่โรงเรียน อาจเพราะเคยการบ้านด้วยกันมาเลยรู้สึกคุ้นๆกับวิธีคิดเขา เหมือนเมื่อสองปีก่อนได้ข่าวว่าเขากำลังเปิดสตูดิโอทำงานออกแบบใน Brooklyn นี่แหล่ะโดยเน้นไปที่ sustainable technology product design

ไม่น่าเชื่อ ช่วงนี้มีเรื่องต้องให้รู้สึกว่า "ยินดีด้วยน่ะคร้าบ" บ่อยจริงๆ

สุดยอด นิทานเรื่องนี้สอนว่า รีบไปทำงานต่อดีกว่า

February 10, 2008

The Architecture of Happiness

1.
ช่วงนี้วันนึงผมมีเวลาอ่านหนังสือแค่สามสิบนาทีระหว่างนั่งบนรถไฟไป-กลับที่ทำงาน พอดีโชคดีมากที่ตัดสินใจหยิบ The Architecture of Happiness โดยคุณ Alain de Botton ไปอ่านเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ช่วยให้บรรยากาศระหว่างนั่งรถมีค่าขึ้นเยอะ หนังสือเล่มนี้ว่าด้วยภาษาและการสื่อสารของสถาปัตยกรรมที่สื่อออกมาผ่านยุคสมัยและสังคมต่างๆ ผมชอบวิธีการเล่าเรื่องของคุณ Alain de Botton มาก เหมือนแกเล่าเรื่องสถาปัตยกรรมด้วยฐานของมนุษย์นิยมมากกว่าเน้นไปที่สิ่งก่อสร้างหรือ form ของมัน ซึ่งก็ทำได้ดีมากมากด้วย จนสามารถโน้มน้าวผมให้อยากกลับไปศึกษาภาษาของงานยุค classic อย่างจริงจังเสียที (ถ้ามีเวลาเหลือ)

2.
บางครั้งผมก็สงสัยว่าถ้ามนุษย์ในอนาคตมองกลับมาที่ยุคสมัยเรา เขาจะขำไหม ที่ยุคเริ่มต้นของคอมพิวเตอร์นั้น เต็มไปด้วยงานอนุเสาวรีย์แห่งการพยายามจะแตกต่าง โดยที่ความแตกต่างทั้งหลายนั้นไหลไปทางเดียวกันหมดเลย (เหมือนฝุ่นในพายุทรายที่แต่ละเม็ดก็กระเด็นมั่วไปมา แต่เอาเข้าจริงๆมันก็เคลื่อนที่ไปทางเดียวกับหมดอยู่ดี แถมมั่วนิ่มด้วย)
ถ้าสักวันนึงมันหมดช่วงเวลาข้าวใหม่ปลามันระหว่างนักออกแบบกับโปรแกรมสามมิติต่างๆแล้ว ภาษาการออกแบบที่มีไวยากรณ์ดีดีน่าจะถูกพัฒนาขึ้นได้อีกครั้ง

3.
ไม่รู้ทำไมเวลาเห็นงานสถาปัตยกรรมที่กำลังจะเกิดขึ้นที่ดูไบ แล้วมักจะคิดไปถึงงาน graphic สมัยที่มนุษย์เพิ่งค้นพบ photoshop เหมือนมนุษย์โดนควบคุมด้วยของเล่นใหม่ยังไงไม่รู้ แล้วพอเวลาผ่านไปไม่นาน โลกมันก็เต็มไปด้วยงานแบบนั้น จนคนเลิกเห่อ (แล้วมั้ง) นักออกแบบ(และลูกค้า)ก็ึค่อยๆพัฒนาไปถึงขั้นใช้คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมืออีกระดับนึงได้อีกครั้ง

February 09, 2008

ทางใครทางมัน

เมื่อวานคุยกับที่ทำงาน เพิ่งจะรู้ว่าในวิชาชีพนักออกแบบ พวก superstar ส่วนมากเขาจะจ้างบริษัท PR เป็นเรื่องเป็นราวมาทำการประชาสัมพันธ์ให้ด้วย

นักออกแบบที่มีชื่อเสียงที่รู้จักหลายๆคน (คนนั้นนั่นแหล่ะ)​จ้างPR เป็นรายเดือน เพื่อช่วยให้ตัวเองมีชื่อตัวเองปรากฎออกไปตามสื่อต่างๆ ในรูปแบบต่่างๆ (สารคดี สัมภาษณ์ บรรยายวิชาการ ทะเลาะกัน) และที่ฮามากคือ มีอยู่นักออกแบบคนนึงพยายามมากที่จะเข้าไปปรากฎตัวในหนังฮอลิวูดให้ได้เพื่อโปรโมทตัวเองและบริษัทออกแบบของเขา (ผมไม่เคยชอบงานของคุณคนนี้เลย แต่ก็เข้าใจ ว่าคนเราต้องทำมาหากิน)

ที่น่าหดหู่คือ บางคนถึงขั้นไปคุยกับ museum ว่าอยากให้เอางานตัวเองเข้าไปตั้งในนั้น (มิน่าพวก curator บางคนถึงกร่างจัง) เพื่อสร้าง brand ตัวเองให้อยู่ระดับโลกได้เร็วขึ้น

การทำ PR ไม่น่าจะเป็นปัญหา แต่การที่ตัวเองก็ไม่ได้เป็นนักออกแบบที่ดีอะไร แต่เอาเงินไปทุ่ม PR แล้วพอได้งานมาก็ไปจ้างคนที่เก่งๆมาทำงานให้ในนามของตัวเอง ผมว่าน่าสงสารทุกคนที่เกี่ยวข้องยังไงไม่รู้ เรื่องแบบนี้คิดว่าจะมีแต่ที่เมืองไทยเสียอีก

แต่ก็อย่างว่า มันเป็นทางที่โลกกำลังจะเป็นไป ทางใครทางมันแล้วกัน


February 04, 2008

The Calculators

หลังจากเลิกเล่นเกม,เลิกเล่นดนตรี,แถมเลิกอ่านการ์ตูน แล้วไปทุ่มเทให้งานอย่างเดียวมาสักพัก ก็พบว่ามันไม่ได้ความ เพราะข้อมูลที่มีอยู่ในหัวมันมีแต่เกี่ยวกับเรื่องงาน มันไม่ได้มีเรื่องอื่นเข้ามาผสมด้วยเลย คิดเหมือนเครื่องจักรที่ถูกออกแบบมาให้แก้ปัญหาประเภทเดียวยังไงไม่รู้ เลยเห็นว่าจะต้องแบ่งเวลามาเล่นให้มากขึ้นกว่าแต่ก่อน

แถมวันนี้อยู่ดีดีก็มีไฟขึ้นมา ตั้งใจไว้ว่าปีนี้จะทำดนตรีดูอีกสักครั้ง เนื่องจากก็ไม่คิดจะหากินทางด้านนี้อยู่แล้ว จึงไม่น่าจะมีประเด็นอะไรที่ทำให้ต้องกังวล แบบร่างของเพลงเก่าๆสมัยเรียนยังค้างในฮาร์ดดิสเพียบ น่าจะเอาออกมาใช้ได้เรื่อยๆ

(ตอนกลับไปเมืองไทยครั้งที่ผ่านมา เพื่อนผมคนนึงเล่าให้ฟังว่ามันมีการประกวดวงดนตรีสำหรับประชาชนอายุ 35 ปีขึ้นไป เพื่อนผมเด็กไปเลยเข้าร่วมไม่ได้ ส่วนคุณพ่อเขา(หกสิบกว่า)เลยไปเข้าประกวดด้วย แถมได้ที่สองไปครองอีก นับเป็นแรงบันดาลใจที่ดีจริงๆ)

February 01, 2008

โรคติดต่อ

มองไปทางไหนมีแต่คนหดหู่ หมดหวังกับประเทศกันหมด

เคยคุยกับเพื่อนต่างชาติเรื่องการเมืองและเศรฐกิจ (โอเค สังคมด้วยก็ได้) พบว่าทุกคนก็ยอมแพ้กับการเมืองประเทศตัวเองทั้งนั้น แต่อย่างน้อยกรณีของเศรฐกิจและสังคมของเขายังเข้มแข็ง ประชาชนยืนด้วยตัวเองได้แล้วเลยไม่แคร์การเมืองนัก และเป็นการอยู่อย่างเข้าใจมัน

ที่สำคัญประเทศของคนที่ผมคุยด้วยนั้นไม่ว่านักการเมืองที่เขาเล่ามาจะเลวยังไงผมว่ามันก็แค่เลวร้ายแบบระดับพื้นๆ ประเทศไม่ถึงกับพินาส แต่พอผมเล่าเรื่องประเทศของผมให้เขาฟังทีไร ส่วนมากจะ นิ่ง ก้มหน้า เงียบ ส่ายหัว บางคนตาโตตกใจ บางคนบอกว่า อย่ากลับไปเลย...

ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะมีวันที่ต้องมานั่งลังเลด้วยว่าตกลงจะกลับไปอยู่เมืองไทยดีไหม