วันนี้อ่านหนังสือเจอบทที่ว่าด้วยอิทธิพลจากบริบท คนเรามักจะปล่อยให้มาตฐานของบริบทมาทำให้มาตฐานของเราเปลี่ยนไปด้วย พวกพ่อค้าถึงชอบทำเงินโดยการล้างสมองเหยื่อว่าใครใครเขาก็ทำกัน หรือถ้าอยากเป็นคนแบบนั้น ต้องใช้ของแบบนี้ (หรือถ้าไม่อยากเป็นคนแบบนั้น ก็ต้องใช้ของแบบโน้น)
ตัวอย่างง่ายๆก็คือพวกเสียงคนหัวเราะในรายการsitcom ต่างๆ จากการศึกษา ถ้าผู้เข้าทดสอบให้ความเห็นส่วนตัวเป็นรายบุคคล ส่วนมากใครก็ไม่ชอบทั้งนั้น แต่ทำไมโปรดิวเซอร์รายการต่างๆก็ยังใส่เข้าไปตามหลังมุกตลกของตัวละคร ก็เพราะว่าเมื่อทดสอบกันจริงๆแล้ว เสียงหัวเราะเก๊ๆในรายการทีวีช่วยใึห้คนดู(ส่วนมาก)หัวเราะนานขึ้น และขำได้ยืดขึ้น ที่สำคัญช่วยกลบเกลื่อนมุกฝืดๆได้เยอะมากมาก เหมือนช่วยกระตุ้่นให้คนหัวเราะง่ายขึ้นนั้นเอง (เคยไปดูบอลที่อเมริกา มันเล่นน่าเบื่อมากขนาดที่ทางสนามต้องเปิดเสียงคนโห่ฮาร้องรำทำเพลงออกมาตามลำโพงเพื่อกระตุ้นบรรยากาศไม่ให้คนดูหลับ)
เรื่องบางเรื่องเหมือนถ้าถามใจเราจริงๆ เราก็ไม่ได้อยากได้ แต่เมื่อมองไปทางไหนใครๆเขาก็ทำกัน ใครๆเขาก็มีกัน เราก็เลยอยากได้ไปด้วย หรืออยากทำไปด้วย
สงสัยผมอาจต้องอัดเสียงหัวเราะใส่ในเครื่องเล่น mp3 ติดตัวเอาไว้ เวลาเดินออกไปข้างนอกบ้าน อ่านข่าว หรือกลับเมืองไทยคราวหน้า ก็เปิดเสียงหัวเราะฟังไปด้วยนั้นแหล่ะ จะได้รู้สึกว่าโลกนี้มันตลกดีจัง