นวัตกรรมการสะกดจิตหมู่
เคยเขียนถึงความรู้สึกตัวเองไปแล้วกับเรื่องที่ว่าการออกแบบมันเหมือนการขี่จักรยาน ถ้าไม่ขึ้นไปขี่ไม่มีวันเข้าใจหรอกว่ามันเป็นยังไง ลูบๆคลำๆเบาะไป มันก็เท่านั้น ไม่ได้พัฒนาอะไรกันเท่าไหร่หรอก
หลายเดือนที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสได้ลองอ่านบทความการตลาดจาก(ผู้ที่อ้างตัวเป็น)กูรูเมืองไทยหลายๆท่าน ไม่รู้ทำไมเหมือนช่วงนี้หลายๆท่านจะยัดเยียดให้ตัวเองได้ใช้คำว่านวัตกรรมกันเต็มไปหมด
ไม่ว่าจะดีไม่ดียังไงผมคงไม่เขียนถึง แต่สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกเกือบทุกครั้งที่อ่านบทความเหล่านั้นเหมือนตัวเองกำลังอ่านแคตตาล็อกจักรยานต่างประเทศฉบับภาษาไทยยังไงไม่รู้ คือ นอกจากจะไม่มีอะไรใหม่ แถมไม่มีอะไรเชื่อมโยงกับการนำไปปฎิบัติจริงได้ในสังคมเลย ไม่มีการวิเคราห์ะถึงบริบทใดใด บางท่านอ้างอิงความสำเร็จของคนอื่นมาเล่าเรื่องด้านเดียว ราวกับตัวเองเป็นคนเข้าไปมีส่วนร่วมในนวัตกรรมนั้นด้วย (มีกูรูหลายท่านเอะอะอะไรอ้างเฮีย จ็อบส์ ณ. แอปเปิล มาหากินยัน)
คือเหมือนเอาหนังเสือ(เทียม)มาคลุมตัวเองเพื่อหากินกับแกะด้วยกันยังไงไม่รู้
นวัตกรรมมันก็เหมือนจักรยานเช่นกัน มันต้องกระโดดขึ้นไปขี่ ค่อยๆทำไปทีละนิดทีละหน่อย ต้องหาจุดเหมาะสมให้เจอกันเอง ไม่ไช่ไปนั่งคุยกันเรื่องจักรยานแล้วกลับบ้านจะขี่เป็น แถมคุยกับใครไม่คุย ไปคุยกับคนแปลแคตตาล็อกอีก จักรยานจริงๆก็ไม่เคยขี่ คือจากประสบการณ์ส่วนตัวผมก็ยังเชื่อว่่ามันไม่ไช่ว่าใครท่องจำ case study เรื่องสิงห์นักปั่นได้มากกว่า คนนั้นจะเป็นที่ปรึกษาเรื่องการขี่จักรยานได้ (สมัยนี้เขามี google ครับ)
ผมว่าสาเหตุหลักที่บ้านเมืองเราไม่มีนวัตกรรมใหม่ๆเกิดขึ้น ก็เพราะเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราควรจะเชื่อใคร เอางบประมาณไปลงที่ใคร(ผมเชื่อว่าที่ปรึกษาด้านนวัตกรรมที่เยี่ยมจริงๆบ้านเราคงมีเยอะครับ แต่หาอ่านบทความคุณเหล่านั้นไม่ค่อยจะได้เลย) สุดท้ายมันก็เป็นแค่เอางบไปเคลือบเปลือกของสินค้าเพื่อเพิ่มมูลค่าการขายของเดิมๆต่อไปนั่นเอง ผมว่านวัตกรรมที่สุดยอดที่สุดของบ้านเราคือ วิธีการสะกดจิตจนทำให้คนคิดว่าเอาเงินไปทุ่มกับเอเจนซี่เยอะๆเข้าจะทำให้คนอื่น(และตัวเอง)คิดว่าเรามีนวัตกรรมใหม่ขึ้นมาได้
ทั้งหมดนี้คือการระบายน่ะครับ
นอกเรื่อง:
จำได้ว่าตอนกลับไปเมืองไทยเมื่อต้นปี ดูรายการทีวี มีนักการตลาดที่มีชื่อเสียงมากท่านหนึ่งมาพูดเรื่องปัจจัยที่จะเปลี่ยนแปลงตลาดในอนาคต ฟังแล้วอึ้งครับ เนื้อหาสาระไม่ได้มีอะไรเลย แปลฝรั่งมาทั้งดุ้น ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเทปนั้นอัดมาจากปีไหน ถ้ามาจากเมื่อสิบปีก่อน ก็น่านับถือว่าลุงแกวิเคราะห์เรื่องตลาดของต่างประเทศได้ดี แต่ถ้าเป็นเทปที่อัดมาจากเมื่อปีที่แล้ว ผมไม่เข้าใจจริงว่าทำไมท่านผู้ฟังเหล่านั้นต้องเสียเงินเสียเวลาไปนั่งฟังเรื่องที่วิทยากรก็อ่านมาจากเล่มเดียวกัน แถมเอามาแปลแบบไม่มีลอจิกอะไรเลย ไม่ประยุกต์ ไม่อะไรทั้งสิ้น ต่างอะไรกับวิชาประวัติศาสตร์ตอนประถมที่คุณครูเอาหนังสือที่ทุกคนอ่านแล้วมาให้คัดลายมืออีกรอบ บ้าไปแล้ว
Comments
test
Posted by: nont | June 14, 2008 05:43 PM