Main

February 10, 2008

The Architecture of Happiness

1.
ช่วงนี้วันนึงผมมีเวลาอ่านหนังสือแค่สามสิบนาทีระหว่างนั่งบนรถไฟไป-กลับที่ทำงาน พอดีโชคดีมากที่ตัดสินใจหยิบ The Architecture of Happiness โดยคุณ Alain de Botton ไปอ่านเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ช่วยให้บรรยากาศระหว่างนั่งรถมีค่าขึ้นเยอะ หนังสือเล่มนี้ว่าด้วยภาษาและการสื่อสารของสถาปัตยกรรมที่สื่อออกมาผ่านยุคสมัยและสังคมต่างๆ ผมชอบวิธีการเล่าเรื่องของคุณ Alain de Botton มาก เหมือนแกเล่าเรื่องสถาปัตยกรรมด้วยฐานของมนุษย์นิยมมากกว่าเน้นไปที่สิ่งก่อสร้างหรือ form ของมัน ซึ่งก็ทำได้ดีมากมากด้วย จนสามารถโน้มน้าวผมให้อยากกลับไปศึกษาภาษาของงานยุค classic อย่างจริงจังเสียที (ถ้ามีเวลาเหลือ)

2.
บางครั้งผมก็สงสัยว่าถ้ามนุษย์ในอนาคตมองกลับมาที่ยุคสมัยเรา เขาจะขำไหม ที่ยุคเริ่มต้นของคอมพิวเตอร์นั้น เต็มไปด้วยงานอนุเสาวรีย์แห่งการพยายามจะแตกต่าง โดยที่ความแตกต่างทั้งหลายนั้นไหลไปทางเดียวกันหมดเลย (เหมือนฝุ่นในพายุทรายที่แต่ละเม็ดก็กระเด็นมั่วไปมา แต่เอาเข้าจริงๆมันก็เคลื่อนที่ไปทางเดียวกับหมดอยู่ดี แถมมั่วนิ่มด้วย)
ถ้าสักวันนึงมันหมดช่วงเวลาข้าวใหม่ปลามันระหว่างนักออกแบบกับโปรแกรมสามมิติต่างๆแล้ว ภาษาการออกแบบที่มีไวยากรณ์ดีดีน่าจะถูกพัฒนาขึ้นได้อีกครั้ง

3.
ไม่รู้ทำไมเวลาเห็นงานสถาปัตยกรรมที่กำลังจะเกิดขึ้นที่ดูไบ แล้วมักจะคิดไปถึงงาน graphic สมัยที่มนุษย์เพิ่งค้นพบ photoshop เหมือนมนุษย์โดนควบคุมด้วยของเล่นใหม่ยังไงไม่รู้ แล้วพอเวลาผ่านไปไม่นาน โลกมันก็เต็มไปด้วยงานแบบนั้น จนคนเลิกเห่อ (แล้วมั้ง) นักออกแบบ(และลูกค้า)ก็ึค่อยๆพัฒนาไปถึงขั้นใช้คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมืออีกระดับนึงได้อีกครั้ง

September 26, 2007

ฉลาดซื้อ

จำได้ว่านานมาแล้วเคยเจอนิตยสารเล่มนึงวางอยู่ในห้องรับแขกที่บ้าน เป็นนิตยสารที่มีอาร์ตเวิร์คสมัครเล่นและจริงใจสุดๆอย่างเห็นได้ชัด : ) พอลองเปิดอ่านเล่นๆดูพบว่าประทับใจมากมาก รู้สึกเล่มนั้นเป็นเล่มแรกที่ออกมั้งครับ เป็นหนังสือเกี่ยวกับการบริโภคในสังคมไทยที่เนื้อหาแน่นมากมาก แถมสุดขั้วมากมากโดยการที่ทีมงานไม่รับเงินโฆษณาทั้งสิ้น (ก็น่าจะเป็นแบบนั้น เพราะเนื้อหาเล่นแฝงการต่อต้านวัฒนธรรมโฆษณาชวนเชื่อแบบเต็มๆ) นับเป็นหนึ่งในนิตยสารของไทยที่ผมชอบที่สุดเท่าที่เคยมีมาเลยก็ว่าได้

ผ่านไปสิบกว่าปี ไม่น่าเชื่อว่ายังไม่เจ๊งครับท่านผู้ชม! ฉลาดซื้อ เป็นหนังสือนอกกระแส(ของจริง)ที่สุดขั้วที่สุดเล่มนึง(ในความเห็นของผม) มีเป้าหมายคือการคุ้มครองผู้บริโภคจากอันตรายที่มาจากสินค้ารอบๆตัวที่อีกฝ่ายใช้กลวิธีโฆษณาชวนเชื่อ เพื่อเล่าเรื่อง(แค่ครึ่งเดียว)เป็นเครื่องมือ ด้านหนังสือเล่มนี้จึงใช้การวิจัยเป็นเครื่องมือเพื่อเป็นคำอธิบายในการให้ข้อมูลถึงลอจิกอีกครึ่งนึงว่าของที่เขาขายกันมันทำมายังไง เอามาทดลองกันเห็นๆเลยว่ามันได้ผลเหมือนคำสะกดจิตในโฆษณาไหม เพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้ข้อมูลก่อนตัดสินใจเลือกซื้อของมากขึ้น

ถ้ามีโอกาสสักครั้งในชีวิต ผมก็อยากสมัครไปทำงานให้หนังสือเล่มนี้มากมาก เจ้าพระคุณ ขอให้นิตยสารฉบับนี้อยู่คู่บ้านคู่เมืองไปอีกนานแสนนานเถอะครับ

August 22, 2007

ลองผิดลองถูก

51ETvAJrqWL._SS500_[1].jpg

พอดีเมื่อเดือนก่อนได้หนังสือเล่มนึงมา ชอบมากมาก Sketching User Experience ของคุณ Bill Buxton เจ้าพ่อแห่งวงการ Human Computer Interaction (และทุกๆวงการที่เกี่ยวกับ เทคโนโลยี่ มนุษย์ และ การออกแบบ)

หนังสือเล่มนี้เกี่ยวกับกระบวนการออกแบบ User Experience ในโปรดักต่างๆ ผู้เขียนเล่าออกมาได้ทั้งในเชิงลึกและกว้างได้อย่างไม่น่าเชื่อ สมแล้วที่เป็นมือกระบี่อันดับหนึ่งแห่งบู๊ลิ้ม

ภาพรวมก็คือการอธิบายขั้นตอนของการออกแบบประสบการณ์ (ซึ่งต่างจากการออกแบบวัตถุ) จากกรณีศึกษาต่างๆว่าทีมต่างๆเขาทำกันมายังไงบ้าง ข้อดีข้อเสีย พร้อมการออกความเห็นในแง่มุมของเขา ซึ่งเหมือนเขาจะให้ความสำคัญกับการลองผิดลองถูกและเรียนรู้กับกระบวนการทดสอบนั้นไปด้วยกันให้เร็วที่สุดเพื่อพัฒนาโปรดักให้ดีขึ้นมากมาก (ซึ่งต่างจากระบบของญี่ปุ่นนิดนึงเท่าที่ทราบคือ เหมือนระบบของทีมจากญี่ปุ่นคือคิดอะไรได้ ปล่อยออกตลาดเลย แล้วใช้ตลาดจริงเป็นการทดสอบ ถ้าผลตอบรับดีก็พัฒนาต่อเลย)

คิดว่านี่เป็นหนังสือที่นักออกแบบควรจะต้องอ่านและทำความเข้าใจหน้าที่ของตัวเองว่ากำลังอยู่ตรงไหนของแผ่นที่โลก (ไม่ไช่ศูนย์กลางของจักรวาลไหน) และผู้ประกอบการก็น่าจะอ่านเพื่อทำความเข้าใจว่าความสัมพันธ์ และความสำคัญ ของการออกแบบที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจนั้น มันแนบแน่นกันแค่ไหน

แกยกตัวอย่างตอนที่ Steve Jobs กลับเข้าไป Apple อีกครั้งคนเดียว แล้วใช้ทีมออกแบบของเดิมทั้งหมด(ไม่ได้ซื้อตัวนักเตะเพิ่มเลย)เพื่อผลักดันให้ทีม Industrial Design เป็นกุญแจในการแก้ปัญหาทางการเงินของ Apple เมื่อปี 1997 ตอนนั้นทุกคนก็ไม่เข้าใจว่าปัญหามีเป็นล้าน ทำไมไปมุ่งแก้ไขที่ทีมออกแบบ แต่ทุกคนก็เชื่อมือคุณ Jobs แล้วก็ปล่อยให้เขาเป็นเผด็จการจนมาถึงทุกวันนี้ คำตอบก็กระจ่างแล้ว (ผมเพิ่งรู้ว่า Jonathan Ive แกอยู่ Apple มาตั้งแต่ปี 1992 โน้นแล้ว แต่เพิ่งมีโอกาสได้ใช้วิชาความรู้เต็มๆก็ตอน Jobs เข้ามารื้อระบบ นี่มันเป็นปรากฎการณ์แบบ The Beatles กับ George Martin ชัดๆ)


นอกเรื่อง:
จากประสบการณ์ที่ไม่มากนักทั้งตรงและอ้อม ผมรู้สึกว่าระบบที่บ้านเราจะออกไปทางยกย่องแนวความคิดที่ว่า "ทำยังไง" มากกว่า "จะทำอะไร" ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วผมว่าถ้าระบบอุตสาหกรรมไม่ให้ความสำคัญกับการ จะทำอะไร แล้วพึ่งแต่ ทำยังไง มันก็จะไม่ไปไหน ต้องรอให้เห็นคนอื่นทำเสร็จก่อนแล้วค่อยเดิน(วิ่ง)ตามเขาไปตลอดกาล (นี่อาจเป็นเหตุผลนึงที่เราไม่ค่อยเห็นงานที่มีความคิดสร้างสรรค์ในสังคมเรา เพราะคนมักจะทึ่งกับอะไรที่ทำยากๆ มากกว่าความคิดที่มันง่ายๆ ทั้งที่สิ่งที่มันง่ายๆ มันต้องผ่านขั้นตอนที่ยากมากมากกว่าจะไปถึงขั้นนั้นได้ เราก็เลยเห็นนักกายกรรมนอกสนามอยู่ทั่วทุกวงการ เพราะทำแล้วคนทึ่งกว่า)

แต่ผมเองก็ไม่คิดว่ามันจะมีระบบใดระบบนึงที่มันโอเคในบริบทนึง จะสามารถเอาไปแปะแล้วใช้งานได้ดีเลยในอีกบริบทหนึ่งอยู่ดี ก็เลยยังสงสัยส่วนตัวเหมือนกันว่า แล้วระบบที่มันเหมาะสมกับอุตสาหกรรมสมัยใหม่แบบไทยๆของเรามันน่าจะเป็นอย่างไร

August 13, 2007

Geometry of Design

หลังๆมาชีวิตเปลี่ยนไปมาก เหมือนเวลามันหายไปกับงานหมดเลย แถมงานที่ทำก็ไม่สามารถเปิดเผยกับโลกภายนอกได้ จนคนอื่นพาลคิดว่าผมทำงานให้หน่วยสืบราชการลับของรัฐบาลไปแล้ว จนป่านนี้ยังสงสัยอยู่เลยว่า แล้วถ้าอีกหน่อยผมเกิดอยากไปสมัครงานที่อื่นจริงๆจะเอาอะไรไปให้เขาดูดีหนอ หรือบอกคนสัมภาษณ์ว่า "เฮ้ ผมมีประสบการณ์ แต่ไม่มีงานอะไรให้ดูน่ะ เป็นความลับสุดยอด ห้ามเปิดเผย -_-"

ยิ่งงานโปรเจกส่วนตัวที่ค้างมาเป็นปีก็ยิ่งไม่มีเวลาได้ทำเลย ได้แต่อ่านหนังสือวันละครึ่งชั่วโมงก็หรูแล้ว
พอดีวันก่อนได้เล่มใหม่มา Geometry of Design: Studies in Proportion and Composition รวบรวมโดยคุณ Kimberly Elam ตอนแรกไม่ได้หวังอะไรมากนัก คือรู้สึกว่าอยากทบทวนความรู้สมัยเรียนสมัยก่อนโน้นอย่างเป็นเรื่องเป็นราวเสียที แล้วก็อยากทำความเข้าใจเรื่อง Geometry ของ Form มากขึ้นด้วย เพราะที่ผ่านมาผมไปสนแต่เรื่องของ Space กับ User Experience เท่านั้นเลย แต่ส่วนเรื่องที่มันเห็นๆจับต้องได้ มีผลกระทบโจ๋งครึ่มกว่าอย่าง Geometry ของ Form นั้น ผมยังอ่อนหัดมากมาก เลยคิดว่าจะหาเล่มนี้มานั่งเรียนพื้นฐานในช่วงเวลานี้คงยังไม่สายเกินไป

แต่พอมาเปิดๆดูแล้ว โอ้ เยี่ยมมากมากเลย นี่มันขุมทรัพย์ชัดๆ


511IqxkoDrL._SS400_[1].jpg


หนังสือเล่มนี้ว่าด้วยเรื่องของ Geometry เท่านั้นเลยครับ คือคุณคนเขียนก็เอางานออกแบบ Modern Classic ต่างๆมาวาง แล้วก็ตี grid ตีเส้นให้ดูเลยว่า form ที่เห็นอยู่เนี่ย มันมา composition พื้นฐานจากไหน เท่านั้นแหล่ะครับ เหมือนช่วยผมออกจากโลกใบเล็กๆใบนี้ไปได้อีกนิดนึง

คือผมเองก็เคยสงสัยเหมือนกันเช่นว่า Form ของ Tulip Armchair ของ Eero Saarinen นี้มันมาจากไหน แต่ไม่เคยทำอะไรเพื่อตอบความสงสัยนั้นสักที แต่พอคุณพี่เขาเอาเก้าอี้ตัวนี้ออกมาถอดรหัสของ Geometry ให้ดู ก็พบว่า โอ้โห เล่นอย่างงี้เลยเนอะลูกพี่ (เริ่มมีความหวังนิดๆว่า จะเอางานชิ้นอื่นของ Saarinen มานั่งดูอีกทีว่า ลุงเขาใช้ไวยากรณ์แบบไหนกันแน่ ทำไมรูปทรงมันถึงออกมาสุดยอดได้ขนาดนั้น

พอมาคิดดูอีกที ผมว่าผมเองอาจจมักจะเลือกชอบและเชื่ออะไรในสิ่งที่ตัวเองชอบและเชื่ออยู่แล้วก็ได้ ผมเชื่อในเรื่องที่มาที่ไปของภาษาการออกแบบ พอมาเจอหนังสือเล่มนี้ ผมก็เลยชอบ ถ้าผมไปเจอหนังสือพวก โผล่มาเก่งเลย เป็นGreat Designerเลย ทำอะไรก็ไม่รู้ มันมาได้ไงก็ไม่รู้ หวือหวาเฟี้ยวฟ้าวไปหมด แล้วเลี่ยงไปอธิบายปรัชญานามธรรมอีกเรื่องโน้นเลย แบบนั้นผมก็คงขว้างทิ้งถังขยะรีไซด์เคิลแล้วก็ไม่เอามาจำอยู่ดี

ไม่รู้เล่มนี้มีขายที่เมืองไทยไหม นักเรียนปีหนึ่งควรได้อ่านสักนิดก็ยังดี ก่อนจะเรียนวิชาคอมพิวเตอร์

July 30, 2007

มายาคติของนวัตกรรม

The Myth of Innovation ของคุณ Scott Berkun เป็นเรื่องเกี่ยวกับเบื้องหลังที่มา(ที่น่ารังเกียจ และน่ารัก) ของนวัตกรรมต่างๆ พร้อมกับความเชื่อในรูปแบบต่างๆที่คนมักติดกับกับความเชื่อเหล่านั้นจนมองข้ามและไม่ยอมมองภาพรวมและรูปแบบที่คล้ายๆกันบางอย่างของความสำเร็จที่เกิดขึ้น

จะว่าไปผมว่าหนังสือเล่มนี้มันก็ไม่สมบูรณ์ด้วยตัวมันเองเท่าไหร่นัก แต่เหมือนเป็นจิกซอว์ที่เอามาประติดประต่อหนังสือวิจัยเรื่องการออกแบบนวัตกรรมที่ถูกเขียนออกมาก่อนหน้ามากกว่า เหมือนออกแนวสรุปจากที่ชาวบ้านเขียนเอาไว้ออกมาให้อ่านง่ายๆเป็นบทๆไป

ถ้ามีโอกาสผมอยากซื้อเอาไปแจกน้องๆหลานๆที่บ้านให้ได้อ่านจริงๆเลยครับ เอาไว้เป็นภูมิคุ้มกันสำหรับวิชาประวัติศาสตร์แบบไทยๆ (ใครเป็นคนแรกที่คิดค้น x ในปี y)

ผมว่าผลข้างเคียงจากระบบการศึกษาแบบไทยๆเรา นอกจากเรื่องการแก่งแย่งอำนาจกันทางวิชาชีพแล้ว อีกเหตุผลนึงที่สังคมไทยเราทำงานกันเป็นทีมไม่เป็น อาจเพราะเรื่องโดนสะกดจิตให้อยู่ในกรอบความเชื่อที่ว่า สิ่งสำคัญที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้มาจากการทำงานของอัจฉริยะคนเดียวผู้โดดเดี่ยว แล้วอยู่ดีดีก็เกิดพุทธิปัญญาตูมขึ้นมาเลย (ถ้าเป็นในหนังก็ต้องเป็นพวกทำตัวตรงข้ามกับสังคม และคุยกับคนอื่นไม่รู้เรื่องด้วย)

จากมุมมองส่วนตัว ตั้งแต่ย้ายมาอยู่ที่นิวยอร์คผมพบว่า ทุกคนทำงานหนักและฝึกฝนตัวเองอยู่ตลอดเวลา* ไม่ว่าคนเหล่านั้นจะเป็นอัจฉริยะอยู่แล้วหรือไม่ จนไม่รู้แล้วว่าคำว่าพรสวรรค์คืออะไร เพราะมองไปทางไหนก็เห็นแต่คนขยัน คนทำงาน เรียนรู้ และแลกเปลี่ยนความคิดกันอยู่ตลอด ส่วนใครจะโดดขึ้นไปอีกขั้น อันนั้นก็กลายเป็นเรื่องจังหวะเวลาที่ถูกที่ถูกเวลา และการโปรโมทตัวเองไป** ซึ่งกรณีนี้มันตรงกับหลายๆกรณีศึกษาจากหนังสือเล่มนี้มาก หลายๆคนที่มีชื่อเสียงในตำราประวัติศาสตร์ก็ลอกขโมยผลงานคนอื่นไปโปรโมทก่อน หรือไม่ก็ไม่ให้เครดิตเพื่อนร่วมงานเลยสักนิด (คิดถึงเวบชื่อดังแห่งนึงตอนนี้ที่โดนฟ้องเรื่องไปเอาไอเดียเพื่อนมาทำเองแล้วโปรโมทว่าเป็นของตัวเองเฉย)

แต่สิ่งนึงที่คนเราสมัยปัจจุบันต่างกับสมัยก่อนคือ ด้วยเทคโนโลยี่และโอกาสทางระบบธุรกิจปัจจุบัน หลายๆเรื่องเราทุกคนสามารถสร้างนวัตกรรมใหม่ๆขึ้นมาได้ที่บ้านด้วยซ้ำ ไม่เหมือนสมัยก่อนที่จะคิดจะสร้างอะไรที ต้องไปหาพระที่ศาสนจักรเพื่อกราบกรานขอเงินมาวิจัย(อะไรก็ตามที่ไม่ขัดกับอำนาจของเจ้าของเงิน)

แต่ถ้าเป็นเรื่องใหญ่ๆที่ต้องใช้ทุนมากหน่อย ก็เห็นว่ายังเหมือนยุคมืดอยู่ หลายๆคนต้องขายวิญญาณไปกราบกรานนายทุนเพื่อสร้างสรรรค์สิ่งต่างๆออกมา โดยที่ไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของเจ้าของเงิน (ซึ่งถ้าเป็นายทุนที่หากินกับความไม่รู้ของชาวบ้านก็แย่หน่อย เพราะสิ่งที่สร้างสรรค์ออกมาใหม่นั้นต้องตอกย้ำความไม่รู้ของชาวบ้านต่อไป เพื่อไม่ให้ลุกออกไปจากอำนาจของเจ้าของทุน)

อยากให้มีคนแปลหนังสือเล่มนี้ไปเป็นบทเรียนนักเรียนประถมที่เมืองไทยจังเลยครับ

Note
*ถึงแม้จะมีอีกหลายๆคนที่เก่งและฝึกฝนแต่เรื่องการโปรโมทตัวเองให้คนอื่นเชื่อว่าเขาเป็นในสิ่งที่เขาไม่ได้เป็น แต่ก็ต้องยอมรับว่าคนพวกนั้นเก่งจริงๆในเรื่องโปรโมทตัวเอง คือถ้าลองมีพรสวรรค์ในเรื่องแบบนั้นจริงๆแล้วฝึกฝนด้วย ก็สมควรแล้วที่ได้ดีโดยที่ตัวเองไม่ต้องเป็นอย่างที่อยากจะให้คนอื่นคิดก็ได้

** นึกถึงคนที่เมื่อเร็วๆนี้ออกมาอ้างว่าเป็นคนคิดค้นระบบ multi touch โดยได้แรงบันดาลใจมาจากไอน้ำที่เกาะแก้ว จำได้ว่าตอนนั้นอ่านแล้วไม่รู้จะร้องไห้หรือหัวเราะดี มันฉกเอาความดีความชอบของนักวิจัยทั้งโลกที่คิดค้นและแชร์ความรู้กันมากว่ายี่สิบปีมาเป็นของมันด้วยมายาเรื่องได้ไอเดียจากไอน้ำจากแก้วเฉยเลย วิธีเดียวกับแอปเปิลของนิวตันชัดๆ เออแล้วมีเดียก็ชอบด้วยอะไรแบบนี้เพราะมันย่อยง่ายดี

July 07, 2007

ขยัน

41hYrICNbGL._SS400_.jpg


ได้ลองไปเปิดๆหนังสือรวมงานของคุณ Naoto Fukasawa อาทิตย์ก่อนโน้น แล้วชอบมากมาก เหมือนแกมีกระบี่อยู่ที่ใจไปแล้ว ไร้กระบวนท่า ทำอะไรก็ได้ ที่สำคัญออริจินอล มากมาก (คือทำอะไรเรียบๆ มันก็ทำได้ทุกคนมั้ง แต่ทำออกมาแล้ว มันมีกึ๋น+ออริจินอล ด้วย นี่มันอีกเรื่อง)

เมื่อวันก่อนตอนทานอาหารเที่ยง ผมเลยถามอาจารย์ที่ทำงานว่าคุณ Naoto แกไปไงมาไงถึงมาเป็นมาสเตอร์ทางด้านการออกแบบในทางของแกได้ขนาดนี้ เพราะเห็นแกเขียนและพูดเหมือนมันง่ายจัง อยู่ดีดีก็ทำได้

อาจารย์ผมเขาก็เลยบอกว่า Naoto แกทำงานหนักและบ้าเลือดมากมาเป็นสิบๆปี มันไม่ได้ออกมาง่ายๆเหมือนที่เขาพูดหรอก อาจารย์อีกคนเคยทำงานกับคุณ Naoto สมัยอยู่ IDEO สิบกว่าปีก่อนก็บอกว่า แกทำงานหนักและอึดที่สุดในบริษัท (ถึงขั้นว่าเจ้าของบริษัทเดินมาขอให้กลับบ้านเพื่อไปดูแลภรรยาที่กำลังท้องอยู่ได้แล้ว) แล้วกว่าจะเก่งได้ เขาก็ผ่านความละเอียดและเบสิกต่างๆมาเยอะมากมาก จนไปถึงจุดก่อนเขาจะไปถึงขั้นปรมจารย์สุดๆ ตอนที่เกิดการตั้งคำถามกับตัวเองขึ้นมาว่า ตกลงเขาทำอะไรอยู่ ดีไซน์ที่ดีคืออะไร เลยออกมาเป็น คอนเซป Without Thought แบบที่เขาพัฒนาแนวทางขึ้นมาอีกที

จะว่าไปจนป่านนี้ผมยังไม่เห็นใครที่เก่งแล้วไม่ทำงานหนักเลย (เกิดมายังไม่เคยเห็นคนมีชื่อเสียงที่เก่งจริงๆคนไหนนั่งๆนอนๆแล้วโผล่มาเก่งเลย เหมือนตัวละครโกวเล้งสักคน)

July 04, 2007

Beautiful Evidence

be_cover[1].jpg

เมื่อวานผมบังเอิญเดินไปเจอหนังสือ Beautiful Evidence เล่มนี้ของคุณ Edward Tufte ที่ร้านหนังสือแถวที่ทำงาน ผมเห็นเขาโฆษณามานานแล้วแต่ก็ไม่ได้สนใจอะไร แต่พอเปิดๆดูแล้วก็รู้สึกว่า ลุงแกเป็นสุดยอดในเรื่อง information visualization ในแบบของแกจริงๆ

เนื้อหาในเล่มก็เหมือนงานเดิมๆของแก ในเรื่องการนำเสนอข้อมูลออกมา ให้คนเข้าใจได้อย่างมีประสิทธิผล (และงดงาม) บางส่วนของเล่มก็ออกแนวขยับขยายหัวข้อใหม่มาจากข้อมูลและกรณีศึกษาเดิมจากเล่มก่อนๆ แต่ก็น่าจะสนใจอยู่ดี แต่อย่างว่าคอนเซปมันก็เหมือนที่ผ่านมา ก็เลยไม่ค่อยรู้สึกแปลกใหม่อะไรมากนัก ไม่เหมือนกับตอนที่อ่าน Envisioning Information ครั้งแรกหลายปีก่อน (ตอนนั้นรู้สึกเหมือนตอนอ่าน มานี มานะ เล่มหนึ่ง ครั้งแรกตื่นเต้นมาก)

จะว่าไป ก็มีหลายคนที่ผมรู้สึกว่าเขามีแรงบันดาลใจกับวิธีทำงานของผม หนังสือของคุณ Tufte ก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วยมั้ง แต่เหมือนมันไม่ได้แค่เป็นแรงบันดาลใจ มันออกไปทางเปลี่ยนพื้นฐานวิธีการคิดในการออกแบบของผมไปเยอะมากมากเลยมากว่า (เหมือนตอนอ่าน มานี มานะ ครั้งแรก แล้วมองตัวหนังสือเป็นภาษาได้อ่ะครับ) ไม่รู้ดีหรือไม่ดี แต่ชอบ