Main

July 21, 2008

ไปเที่ยว

เอาไว้วันหลังว่าง ค่อยเขียนรายละเอียด

IMG_6888.jpg


IMG_6893.jpg


IMG_7007.jpg


IMG_9656.jpg


IMG_7059.jpg


July 03, 2008

แรงบันดาลใจตอนวัยรุ่น

วันนี้ตอนไปทำงานตอนเช้า พอเดินเข้าไปบนรถไฟมองไปที่คุณคนที่นั่งอยู่ตรงหน้า หน้าตาเขาคุ้นๆมาก เหมือนเพื่อนคนนึง ซึ่งเพื่อนคนนั้นเขาหน้าตาเหมือน James Iha มาก

พอมองอีกที อ้าวเฮ้ยคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าคือ James Iha จริงๆนี่นา พี่แกนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ สงสัยกำลังจะไปทำงานเหมือนกัน

โอ้ไม่ได้เจอกันนานนับสิบปี ตั้งผมไปดูคอนเสิร์ตพี่เมื่อตอนไปเมืองไทยสมัยโน้น ไม่คิดเหมือนกันว่าจะไปมาเจอบนรถไฟตอนเช้าแบบนี้

สองอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมเจอฮีโร่ตอนเด็กๆของผมสองคนโดยบังเอิญแบบนี้ ทำให้รู้สึกต้องกลับมาทบทวนตัวเองยังไงไม่รู้ว่าตกลงเราทำอะไรกันอยู่นี่ ตอนเด็กๆไม่ได้คิดว่าจะมาทำอะไรแบบที่ทำอยู่ตอนนี้นี่นา

June 24, 2008

แรงบันดาลใจตอนเด็กๆ

วันนี้ตอนเย็นไปหาข้าวทานแถวไชน่าทาวน์ สั่งปลามา มันไม่สด เจ้าของร้านใจดี เลยเปลี่ยนเมนูเป็นอย่างอื่นมาให้ใหม่ เลยต้องนั่งรออีกนานมากมาก ระหว่างนั้นเห็นครอบครัวสุขสันต์เดินออกมาจากหลังร้าน ปรากฎว่าหลังจากนั้นมีคนแก่คนนึงเดินตามออกมาช้าๆ

โอ้ คุณ I.M.Pei นั่นเอง อย่างเท่ แก่ไปอยากเท่แบบนี้บ้างจัง

ไม่รู้ทำไมพอได้เจอคุณ Pei ที่ร้านข้าวผัด ทำให้ผมคิดถึงปู่ผมที่เมืองไทยมากขึ้นไปอีก คนแก่อายุเก้าสิบกว่าที่ยังเดินไปหาของกินตามร้านอาหารเก่าๆน่าจะมีอะไรเหมืิอนกันบางอย่าง นั่นคือต้องมีหลานหรือเหลนไปเป็นเพื่อนนั้นเอง

แล้วก็กลับมานั่งคิดว่า เรากำลังทำอะไรของเราอยู่เนี่ย

June 20, 2008

คุณค่า

คนเรามักจะเห็นค่าของบางสิ่งบางอย่าง ก็ต่อเมื่อสูญเสียมันไปแล้ว

สองวันก่อนผมทำห้องน้ำพัง
จนมาวันนี้ซ่อมจนสำเร็จ เพิ่งรู้สึกว่าเสียงน้ำกดลงชักโครกนี่มันเพราะจริงๆ

May 08, 2008

Design and the Elastic Mind

วันก่อนเพิ่งมีเวลาได้ไปดู Design and the Elastic Mind ที่ MoMA มาครับ ใจจริงๆก็เฉยๆ เพราะงานส่วนมากก็เคยเห็นมาแล้วทั้งนั้น มีทั้งที่ชอบ เฉยๆ และ เซ็ง ปะปนกันไป แต่ผมเชื่อว่านิทรรศการนี้น่าจะอยู่ในหนังสือเรียนประวัติศาสตร์การออกแบบสำหรับเด็กในอนาคตไปอีกนาน (มีแววว่าอาจจะเหมือนกับงาน Futurama ที่ World's Fair Expo เมื่อปี 1939 ที่จนป่านนี้ก็ยังถูกอ้างอิงอยู่ร่ำไป)

โดยส่วนตัวผมว่ามันก็โอเค ถึงแม้จะเห็นหลายๆงานที่ลักไก่เกินไปหน่อย แต่ถ้ามองในแง่ของนิทรรศการในภาพรวม ถือว่าประทับใจทีเดียว

พอดีวันนี้เจอเทปการสัมภาษณ์คุณ Paola Antonelli จากรายการของคุณ Charlie Rose เป็นการสัมภาษณ์เกี่ยวกับนิทรรศการนี้ และนิยามของคำว่าออกแบบที่ใจกว้างและมีความหมายดีที่สุดครั้งนึงที่ผมเคยได้ยินมา (คุณน้า Paola เป็นคนมีอายุที่สวยและฉลาดที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมาเหมือนกัน)

ถ้าใครมีเวลาว่างเหลือเยอะมากมากลองชมดูน่ะครับ

nothing new 001

NothingNew01.jpg

May 02, 2008

ติดลม

หลังๆเริ่มสนุกดีครับ เลยลองทำไปเรื่อย ผมไม่ได้แตะ Processing มาสามสี่ปีแล้วมั้ง พอกลับมาลองทำอีกครั้ง รู้สึกว่ามันสะดวกขึ้นกว่าสมัยโน้นเยอะเลย

ps2.jpg

ps5.jpg

ps4.jpg

April 03, 2008

video killed the radio star


วันนี้บังเอิญไปเจอ เวอร์ชั่นนี้สุดยอดจริงๆ

we can't rewind. we've gone too far...

April 01, 2008

ห่วงโซ่อาหาร

วันนี้ไปทานอาหารกลางวันร้านเดิม(อาหารไทย) ที่ไปมาตลอดจนปรกติไม่ต้องขอเมนูมาดูแล้ว แต่วันนี้คุณพนักงานทำหน้าไม่สบายใจแล้วบอกว่า ก่อนจะสั่งวันนี่โปรดดูเมนูก่อน เพราะร้านเรามีการเปลี่ยนแปลงนิดหน่อย ปรากฎว่าอาหารกลางวันราคาขึ้นมาเป็น $10 กว่า หมดแล้ว เขาบอกว่าขอโทษด้วยจริงๆ แต่ทางร้านแบกภาระไม่ไหวแล้ว เพราะของขึ้นราคาหมดแล้ว

ตกลงรวมทิปรวมกาแฟ เท่ากับว่าต่อไปนี้ถ้าจะออกไปทานอาหารที่ร้าน ต้องมีเงินอย่างต่ำ $12

ของทุกอย่างราคาขึ้น น้ำมันแพง เงินดอลล่าราคาตก เศรฐกิจอเมริกาตกต่ำ
(เมื่อวานร้านหนังสือสาขาข้างที่ทำงานปิดตัวไปแล้ว หลังจากเปิดมา 14 ปี)

ไม่อยากจะยอมรับเลยว่า นี่มันแค่เพิ่งเริ่มต้น...

March 22, 2008

เรื่อยๆ

IMG_0046.JPG


วันนี้อากาศดีขึ้น เลยมีโอกาสออกไปเดินเล่นบ้าง หลังจากรู้สึกเหมือนผมจำศีล(อยู่แต่ที่ออฟฟิต)มาตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา พอดีระหว่างเดินตัดถนนข้ามไปอีกฝั่งของเมืองผ่านสวนสาธารณะเจอเป็ดอาบน้ำในคลอง เลยถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกของวันนี้ นี่แหล่ะตื่นเต้นสุดแล้วของวันนี้

March 18, 2008

ค่ำแล้ว

ประชาชน#1: "กี่โมงแล้ว"

ประชาชน#2 (ดูนาฬิกาแล้วตอบว่า): "เที่ยงคืน"

สามสิบนาทีผ่านไป

ประชาชน#1 ถามอีกครั้งว่า: "กี่โมงแล้ว"

ประชาชน#2 (ดูนาฬิกาอีกครั้งแล้วตอบว่า): "เที่ยงคืนครึ่ง"

ประชาชน#1: "อ้าวไหนตอนแรกบอกเที่ยงคืน คำพูดนายมันเชื่อถือไม่ได้จริงๆ"

March 13, 2008

ขอเวลาเพิ่ม

ตอนนี้งานประจำมาถึงจุดที่ค่อนข้างอยู่ตัวแล้ว คือมันดีเกินกว่าที่เมื่อก่อนเคยหวังเอาไว้กับชีวิตการเป็นพนักงานออกแบบมาเยอะมากพอแล้ว ไม่น่าเชื่อเหมือนกันว่าผมจะโชคดีมากมากที่ได้ทำโปรเจกที่ตอนเด็กๆเคยฝันไว้เยอะมากมาก แต่ก็อย่างว่าทำงานในนามคนอื่นถึงมันจะสนุกและตื่นเต้นแค่ไหน มันก็ไม่เหมือนทำงานให้ตัวเอง ถึงที่ผ่านมามักจะไม่ค่อยได้ความแต่ก็เป็นงานจากน้ำพักน้ำแรงเราเอง ดีก็เราเอง ห่วยก็เราเอง สบายใจดี

ตั้งแต่เรียนจบมาผมไม่เคยได้กลับไปจับอุปกรณ์หรือแม้แต่คิดถึงงานโปรเจกที่เกี่ยวข้องกับ physical computing อีกเลย พอมาทำงานประจำยิ่งไม่มีเวลาเข้าไปใหญ่ วันนี้ไม่รู้นึกยังไงคิดถึง arduino ที่ซื้อมาทิ้งเอาไว้ในลิ้นชักสองปีมาแล้วขึ้นมาได้ แต่จำไม่ได้แล้วว่าอยู่ไหน เลยคึกอยากทำงานศิลปะของตัวเองอีกครั้ง (หลังจากเดือนก่อนอยากทำเพลง) เลยว่าไหนไหนก็ไม่ค่อยมีเวลา ทำมันผสมกันไปเป็นโปรเจกเดียวพร้อมๆกันเลยแล้วกัน หวังไว้ว่าจะมีเวลาเหลือพอครับ

March 05, 2008

ใครๆเขาก็ทำกัน

วันนี้อ่านหนังสือเจอบทที่ว่าด้วยอิทธิพลจากบริบท คนเรามักจะปล่อยให้มาตฐานของบริบทมาทำให้มาตฐานของเราเปลี่ยนไปด้วย พวกพ่อค้าถึงชอบทำเงินโดยการล้างสมองเหยื่อว่าใครใครเขาก็ทำกัน หรือถ้าอยากเป็นคนแบบนั้น ต้องใช้ของแบบนี้ (หรือถ้าไม่อยากเป็นคนแบบนั้น ก็ต้องใช้ของแบบโน้น)

ตัวอย่างง่ายๆก็คือพวกเสียงคนหัวเราะในรายการsitcom ต่างๆ จากการศึกษา ถ้าผู้เข้าทดสอบให้ความเห็นส่วนตัวเป็นรายบุคคล ส่วนมากใครก็ไม่ชอบทั้งนั้น แต่ทำไมโปรดิวเซอร์รายการต่างๆก็ยังใส่เข้าไปตามหลังมุกตลกของตัวละคร ก็เพราะว่าเมื่อทดสอบกันจริงๆแล้ว เสียงหัวเราะเก๊ๆในรายการทีวีช่วยใึห้คนดู(ส่วนมาก)หัวเราะนานขึ้น และขำได้ยืดขึ้น ที่สำคัญช่วยกลบเกลื่อนมุกฝืดๆได้เยอะมากมาก เหมือนช่วยกระตุ้่นให้คนหัวเราะง่ายขึ้นนั้นเอง (เคยไปดูบอลที่อเมริกา มันเล่นน่าเบื่อมากขนาดที่ทางสนามต้องเปิดเสียงคนโห่ฮาร้องรำทำเพลงออกมาตามลำโพงเพื่อกระตุ้นบรรยากาศไม่ให้คนดูหลับ)

เรื่องบางเรื่องเหมือนถ้าถามใจเราจริงๆ เราก็ไม่ได้อยากได้ แต่เมื่อมองไปทางไหนใครๆเขาก็ทำกัน ใครๆเขาก็มีกัน เราก็เลยอยากได้ไปด้วย หรืออยากทำไปด้วย

สงสัยผมอาจต้องอัดเสียงหัวเราะใส่ในเครื่องเล่น mp3 ติดตัวเอาไว้ เวลาเดินออกไปข้างนอกบ้าน อ่านข่าว หรือกลับเมืองไทยคราวหน้า ก็เปิดเสียงหัวเราะฟังไปด้วยนั้นแหล่ะ จะได้รู้สึกว่าโลกนี้มันตลกดีจัง

March 02, 2008

ไม่ได้การ

มองดูค่าเงินดอลล่าอ่อนเอาๆ เศร้าจริงๆ
ยิ่งไปดู forecast ของอััตราแลกเปลี่ยนปีนี้อีก (เชื่อได้ไม่ได้อีกเรื่อง) นี่มันอะไรเนี่ย

February 19, 2008

วาดรูประบายสี

1.
ผมเป็นคนวาดรูปพอได้แต่ระบายสีไม่เอาไหนมาตั้งแต่เด็กแล้ว สมัยเรียนมัฐยมเคยส่งประกวดวาดภาพระบายสีของโรงเรียนได้รางวัลที่สามมาครอง แต่คนส่งประกวดทั้งหมดมีคนเดียว ตอนประกาศรางวัลอายเขาไปทั้งโรงเรียน เป็นความเจ็บปวดที่ฝังใจมาจนปัจจุบัน

2.
หลังจากที่ทุกวันนี้งานประจำมันเครียดและกดดันมาก วิธีลดความเครียดจากงานประจำอย่างนึงคือรับการงานนอกที่ไม่เกี่ยวอะไรกันเลยมานั่งทำที่บ้านครับ เพลินดีแถมได้เงินค่าของเล่นด้วย ตั้งแต่เรียนจบมหาวิทยาลัยมาสมัยโน้น ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะได้กลับมาทำอะไรแบบนี้อีก ตอนเด็กๆมือผมเหงื่อออกเยอะมากมาก ห้องทำงานก็ร้อนมากมาก ไม่เคยทำงานเสร็จโดยกระดาษไม่เปื่อยก่อนเลย ข้อดีของคอมพิวเตอร์อย่างหนึ่งที่ผมชอบคือ ไม่ว่ามือจะแฉะแค่ไหน ก็ไม่ทำให้งานเปื้อน

et1.jpg

et2.jpg


(งานข้างบนนี้ผมเป็นแค่แรงงานทำไปตามแบบของคุณนักออกแบบ เขาเฉยๆครับ)

February 17, 2008

ผู้ใหญ่ในวันนี้คือเด็กเมื่อวานซืน


เราเป็นเม็ดฝุ่นที่มั่วนิ่มอยู่ในพายุทรายที่กำลังเคลื่อนไปในทางเดียวกันจริงๆด้วย

February 12, 2008

...

วันนี้อ่านข่าวในอินเตอร์เนทไปเรื่อย ก็ไปสะดุดกับ exhibition ใหม่ที่กำลังจะจัดของ MoMA เข้า เลยสนใจอยากไปดู อ่านไปอ่านมากก็ไปเจองานอยู่งานนึง มันมีอะไรบางอย่างที่คุ้นๆไม่รู้ พอไปอ่านชื่อคุณ CEO โอ้ เป็นเพื่อนที่โรงเรียน อาจเพราะเคยการบ้านด้วยกันมาเลยรู้สึกคุ้นๆกับวิธีคิดเขา เหมือนเมื่อสองปีก่อนได้ข่าวว่าเขากำลังเปิดสตูดิโอทำงานออกแบบใน Brooklyn นี่แหล่ะโดยเน้นไปที่ sustainable technology product design

ไม่น่าเชื่อ ช่วงนี้มีเรื่องต้องให้รู้สึกว่า "ยินดีด้วยน่ะคร้าบ" บ่อยจริงๆ

สุดยอด นิทานเรื่องนี้สอนว่า รีบไปทำงานต่อดีกว่า

February 09, 2008

ทางใครทางมัน

เมื่อวานคุยกับที่ทำงาน เพิ่งจะรู้ว่าในวิชาชีพนักออกแบบ พวก superstar ส่วนมากเขาจะจ้างบริษัท PR เป็นเรื่องเป็นราวมาทำการประชาสัมพันธ์ให้ด้วย

นักออกแบบที่มีชื่อเสียงที่รู้จักหลายๆคน (คนนั้นนั่นแหล่ะ)​จ้างPR เป็นรายเดือน เพื่อช่วยให้ตัวเองมีชื่อตัวเองปรากฎออกไปตามสื่อต่างๆ ในรูปแบบต่่างๆ (สารคดี สัมภาษณ์ บรรยายวิชาการ ทะเลาะกัน) และที่ฮามากคือ มีอยู่นักออกแบบคนนึงพยายามมากที่จะเข้าไปปรากฎตัวในหนังฮอลิวูดให้ได้เพื่อโปรโมทตัวเองและบริษัทออกแบบของเขา (ผมไม่เคยชอบงานของคุณคนนี้เลย แต่ก็เข้าใจ ว่าคนเราต้องทำมาหากิน)

ที่น่าหดหู่คือ บางคนถึงขั้นไปคุยกับ museum ว่าอยากให้เอางานตัวเองเข้าไปตั้งในนั้น (มิน่าพวก curator บางคนถึงกร่างจัง) เพื่อสร้าง brand ตัวเองให้อยู่ระดับโลกได้เร็วขึ้น

การทำ PR ไม่น่าจะเป็นปัญหา แต่การที่ตัวเองก็ไม่ได้เป็นนักออกแบบที่ดีอะไร แต่เอาเงินไปทุ่ม PR แล้วพอได้งานมาก็ไปจ้างคนที่เก่งๆมาทำงานให้ในนามของตัวเอง ผมว่าน่าสงสารทุกคนที่เกี่ยวข้องยังไงไม่รู้ เรื่องแบบนี้คิดว่าจะมีแต่ที่เมืองไทยเสียอีก

แต่ก็อย่างว่า มันเป็นทางที่โลกกำลังจะเป็นไป ทางใครทางมันแล้วกัน


February 01, 2008

โรคติดต่อ

มองไปทางไหนมีแต่คนหดหู่ หมดหวังกับประเทศกันหมด

เคยคุยกับเพื่อนต่างชาติเรื่องการเมืองและเศรฐกิจ (โอเค สังคมด้วยก็ได้) พบว่าทุกคนก็ยอมแพ้กับการเมืองประเทศตัวเองทั้งนั้น แต่อย่างน้อยกรณีของเศรฐกิจและสังคมของเขายังเข้มแข็ง ประชาชนยืนด้วยตัวเองได้แล้วเลยไม่แคร์การเมืองนัก และเป็นการอยู่อย่างเข้าใจมัน

ที่สำคัญประเทศของคนที่ผมคุยด้วยนั้นไม่ว่านักการเมืองที่เขาเล่ามาจะเลวยังไงผมว่ามันก็แค่เลวร้ายแบบระดับพื้นๆ ประเทศไม่ถึงกับพินาส แต่พอผมเล่าเรื่องประเทศของผมให้เขาฟังทีไร ส่วนมากจะ นิ่ง ก้มหน้า เงียบ ส่ายหัว บางคนตาโตตกใจ บางคนบอกว่า อย่ากลับไปเลย...

ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะมีวันที่ต้องมานั่งลังเลด้วยว่าตกลงจะกลับไปอยู่เมืองไทยดีไหม

January 27, 2008

คนสมัยก่อนเขาทำงานกันยังไง

วันนี้อยู่ดีดี คิดอยากทำสารคดีเกี่ยวกับสุนทรภู่ ว่าจริงๆแล้วแกทำงานยังไงกันแน่ เพราะมีพี่ที่เจ้าบทเจ้ากลอนคนนึงเคยบอกไว้นานแล้วว่าสุนทรภู่ก็มีทีมผู้ช่วย คอยทำงานให้ แล้วแกก็อาจจะมาตบๆเอาอีกที (เหมืิอน แอนดี้ วอฮอล หรือ เจฟ คูน หรือเปล่าไม่ทราบ)

แต่ถ้าเอาแค่ความคิดตอนนี้ ผมว่าแกก็ไม่จำเป็นต้องมีใครมาช่วย เพราะเขียนกลอนมันไม่ต้องใช้แรง ไม่ต้องติดต่อลูกค้า น่าจะมีเวลาเนียนๆไปนั่งเล่นคิดอะไรเพลินๆได้ ถ้าเป็นช่างเขียนกำแพงวัดหรือช่างแกะสลัก อย่างนั้นว่าไปอย่าง

January 25, 2008

join red

Dell ก็เข้าร่วมโครงการสีแดงกับเขาด้วย

มันน่าจะง่ายและมีประสิทธิผลกว่านี้ถ้าทั่วโลก(และเฮียเกท กับ เฮียโบโน่ ด้วยนั่นแหล่ะ) ช่วยกันกดดันบริษัทผลิตยาจนยอมให้ผู้อื่นสามารถผลิตยาราคาถูก(และไม่โกงส่วนผสม) เพื่อไปช่วยประเทศที่ยากจนได้

แต่อย่างว่า คุณย่าผมเคยบอกว่า ถ้าทางแก้มันง่ายอย่างนั้น​ โลกเราก็คงไม่มีปัญหาอย่างทุกวันนี้แต่แรก

แต่ว่าก็ว่าเถอะ Dell เป็นบริษัทที่มีนักออกแบบเยอะมากมาก แต่ทำไมงานออกมาแต่ละอย่างมันแปร่งๆไปหมดก็ไม่รู้

January 19, 2008

แก่แล้ว

วันนี้เปิด youtube หาเพลงฟังไปเรื่อย ไปเจอเพลงนี้เข้า นึกถึงความหลังเมื่อหลายปีก่อน(14ปีแล้วมั้ง) เคยเล่นเพลงนี้กับเพื่อนๆ สนุกดี เวลามันผ่านไปเร็วจัง ปี 2537 เป็นปีที่สนุกที่สุดในชีวิตปีนึงเลย

Teenage Fanclub - Hang On




ทุกคนก็คงมีเพลงหรือเสียงบางอย่างที่เป็นbackgroundของช่วงเวลาต่่่างๆที่ผ่านมาในชีวิตของตัวเอง สำหรับผมนอกจาก Suede (สองชุดแรก) แล้ว Teenage Fanclub ก็เป็นวงที่มหัศจรรย์ที่สุดวงนึงเท่าที่ผมเคยฟังมา ทำให้ยุค 90's นี้มีอะไรน่าจดจำดีดีเยอะขึ้นมากเลย นอกจากทำตัวเถลไถลไร้สาระไปวันๆเป็นสิบปี

January 15, 2008

เรียนรู้ 0801

สิ่งที่เรียนรู้ในช่วงวันหยุดเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา

ถ้าตำส้มตำได้อร่อยจริงซะอย่าง ใครมันจะมาเป็นนายก ส้มตำเราก็ยังขายได้อยู่ดี

ถ้าตั้งใจปฎิบัติหน้าที่ตัวเองอย่างเต็มความสามารถซะอย่าง จะเกิดมาเป็นคนเชื้อชาติหรือสัญชาติไหน ใครๆเขาก็ให้เกียรติอยู่ดี

ถ้าคิดจะงอมืองอเท้ารอเทวดาลงมาช่วยก่อน ไม่ว่าจะเกิดมาเป็นคนชาติไหน หรือใครมันจะมาเป็นนายก ก็ลำบากและไม่มีใครเขาให้เกียรติอยู่ดี

January 06, 2008

ดีใจด้วย

ไม่รู้ทำไม ช่วงหลังๆมานี่ มีเหตุให้ต้องพูดคำว่า "ดีใจด้วย" บ่อยขึ้น เหมือนไปทางไหนก็เจอแต่คนที่เรารู้สึกดีใจด้วยกับเขา ทั้งที่รู้จักเป็นการส่วนตัว และส่วนรวม

สงสัยผมจะแก่ขึ้นจนถึงวัยที่คนรอบข้างที่โตมาด้วยกันเขาพากันประสบความสำเร็จในเรื่องที่เขาฝันกันมาทั้งนั้นแล้วแหงเลย ความรู้สึกที่ได้เห็นเพื่อนๆคนรอบข้างทำได้(และได้ทำ)ในสิ่งที่พวกเขาเคยฝันเล่นๆไกลๆเอาไว้เมื่อสิบกว่าปีก่อน มันบอกไม่ถูก ดีใจ ตื่นเต้น และเป็นแรงผลักดันให้ตัวเองไปเดินข้างหน้าต่อไปได้เหมือนกัน

ปีใหม่นี้ ขอให้ทุกท่านสู้ต่อไปน่ะครับ โตขึ้นจะได้มีคนมาดีใจด้วยเยอะๆ

January 04, 2008

เปลี่ยนไป

เมื่อกี้ฝันตลกมากมาก ไม่น่าเชื่อว่าเรากลายเป็นคนฝันเรื่องแบบนี้ไปแล้ว

ไปเจอคนเข้าแถวที่ธนาคารแห่งหนึ่งที่เมืองไทยเยอะมากมาก ถามว่ามาทำอะไรกัน จึงทราบว่าธนาคารแห่งนี้เปิดบริการใหม่ ฝากประจำได้ตอกเบี้ย 10% ประชาชนเลยเปลี่ยนมาฝากที่นี่กันเยอะมากมาก ตอนนั้นในฝันคิดในใจว่าเฮ้ย เปิดบัญชีกับเขาด้วยดีไหม คิดไปคิดมาก็ขี้เกียจต่อแถว เลยไปเดินเล่นต่อดีกว่า

กลายเป็นคนคิดเรื่องเงิน ดอกเบี้ย แบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ยังดีที่ยังไม่บ้าขนาดเข้าไปยืนต่อแถวในฝันด้วย เสียเวลาฝันเรื่องอื่นเปล่าๆ

December 30, 2007

เมืองฟ้าอมร

ตอนเด็กๆเหมือนเคยอ่านเรื่องสั้นของ ไอแซก อาซิมอฟ เรื่องนึง จำได้ลางๆประมาณว่ามีดาวอยู่ดวงนึงที่นักสำรวจจากโลกที่ส่งไปไม่เคยมีใครกลับมาได้สักคน

ทางนักวิทยาศาสตร์ซึ่งยิ่งสงสัยว่าดาวที่แห้งแล้งมีแต่สัตว์เลื้อยคลานดวงนี้นั้นมันมีอะไรเป็นความลับซ่อนอยู่กันแน่ จึงลองติดตามออกไปกับยานสำรวจรอบใหม่ด้วยตัวเอง โดยก่อนที่จะลงจากยาน นักสำรวจก็ต้องใช้กาซ(หรืออะไรสักอย่าง) เพื่อปรับสภาพตัวเองให้เข้ากับบรรยากาศของดาวนั้นได้ก่อนจะลงไปสู่พื้นผิวของดวงดาว

ปรากฎว่าส่งออกไปกี่คนต่อกี่คน ก็ไม่กลับมาสักคน อีกแล้ว

จนคนสุดท้ายทนไม่ไหวเลยเข้าไปปรับสภาพตัวเองแล้วลงไปสำรวจดาวที่น่าเกลียดดวงนี้
จากนั้นเขาจึงพบว่าที่แท้จริงนั้นดาวแห้งแล้งที่มีแต่สัตว์เลื้อยคลานดวงนี้นั้นเป็นดาวที่สวยงามมากมาก บรรยากาศสบายน่าอยู่เหมาะกับเขาไปหมด และเมื่อมองตัวเองกลับไปก็พบว่าตัวเองกำลังคลานอยู่และผิวหนังก็เปลี่ยนสภาพไปเป็นสัตว์เลื้อยคลานที่สวยงามยิ่งนักไปเสียแล้ว เขาจึงไม่คิดจะกลับไปเป็นมนุษย์แบบเดิมๆอีกต่อไป และก็เลื่้อยหายเข้าไปในฝูงสัตว์ตัวอื่นๆ และไม่กลับมาที่ยานอีกเลย

December 17, 2007

โอกาส และ ความอดทน

1.
วันก่อน มีคนมาเปลี่ยนหน้าต่างที่บ้าน เนื่องจากอาคารที่อยู่ตอนนี้หน้าต่่างมันเก่ามากมากๆ เจ้าของเขาต้องการเปลี่ยนหน้าต่างทั้งตึก เลยไม่พูดพร่ำทำเพลง บังคับคนที่อยู่อาศัยให้อดทนกับการที่จะมีบริษัทหน้าต่างเข้ามาเปลี่ยนหน้าต่างที่บ้านโดยที่เราไม่สามารถปฎิเสธได้

ผมขอร้องให้เพื่อนผมช่วยเฝ้าบ้านให้ ส่วนตัวเองหนีไปทำงาน เพราะทางบริษัทเขาบอกว่าจะใช้เวลาแค่สองชั่วโมงเท่านั้น แต่หลังจากผ่านไปสามสี่ชั่วโมง เพื่อนผมก็โทรมาบอกว่ามันมีปัญหา ให้รีบกลับมาเข้าเวรเฝ้าบ้าน ส่วนเขาต้องรีบไปทำงานต่อ

พอกลับมาถึง อึ้งไปเหมือนกัน เพราะนอกจากจะเละไปทั่ว ทั้งรอยเท้าบนที่นอน กำแพงที่เลอะแบบไม่จำเป็น ขอบหน้าต่างที่เละไปหมด มันยังมีหน้าต่างบานใหญ่บานสุดท้ายที่ขนาดมันไม่พอดีกับวงกบ เขาพยายามเท่าไหร่ก็ไม่ได้ (ก็แน่ละมันไม่พอดีนี่) ตอนหลังอยู่ๆก็บอกว่า โอเค จะเอาบานเก่ามาตอกตะปูแก้ขัดไปก่อน แล้วถ้าทำบานหน้าต่างให้พอดีกับบ้านได้จะกลับมาอีก ผมถามว่าเมื่อไหร่ เขาตอบว่าไม่รู้ แล้วก็ยกพวกพากันกลับไป

ตอนนั้นโกรธมากมาก แถมมีตาลุงคนนึงกวนประสาทสุดๆ (คนที่เดินย่ำบนที่นอนผมนั่นแหล่ะ) เป็นบุคคลที่ไม่น่ายุ่งเกี่ยวด้วยมากมาก พูดจากวนผมตลอด (เพราะเขาไม่รู้ว่าผมเป็นเจ้าของบ้าน คิดว่าเป็นพนักงานของตึก)


 2.
แต่สิ่งที่เรียนรู้จากวันนั้นที่อยากเขียนเก็บไว้คือ ในกลุ่มคนที่มาเปลี่ยนหน้าต่าง มีพนักงานอยู่คนนึงยังดูเด็กมาก วัยนั้นน่าจะไปเรียนหนังสือที่มหาวิทยาลัย มากกว่าจะทำงานหนักแบบนี้ เขาเป็นคนเดียวในกลุ่มนั้นที่เดินกวาดบ้านให้ผม และก่อนออกจากบ้านก็เดินมาขอโทษผมสำหรับหายนะที่พวกหัวหน้าเขาทำเอาไว้ ตอนนั้นผมเห็นได้ว่า ฟันแผงหน้าเขาก็หลอด้วย (ถ้าเขามีเงิน คงได้ไปเรียนหนังสือ และก็คงมีฟันปลอมใส่แล้วล่ะ)

ตอนนั้นรู้สึกขึ้นมาเหมือนกันว่า ทำไมในสังคมเราคนที่ไม่ได้ทำอะไรผิดมักจะต้องเป็นคนที่ตามล้างตามเช็ดสิ่งที่คนอื่นทำไว้ด้วย แถมพ่อหนุ่มคนนั้นก็เป็นคนที่ดูแล้วทำงานหนัก และซื่อสุดแล้ว แต่กลับต้องเป็นคนรู้สึกผิดที่สุด ในขณะที่คุณลุงตัวแสบพูดจากกวนโอ้ยไปมา เดินเหยียบโน้น วางของพิงนี้ เละไปหมด (บอกแล้ว เขาก็ไม่ฟัง แถมกวนประสาทกลับมาอีก)

ผมเรียนรู้จากคุณคนหนุ่มฟันหลอคนนั้นว่า บางครั้งเราก็อาจจะมองข้ามโอกาสต่างๆที่เราได้มาในชีวิต ที่มันอาจจะง่ายเกินไปจนเหมือนเป็นเรื่องที่เราคิดว่าเราควรจะได้ จนบางครั้งข้ามขั้นไปถึงแก่งแย่งโอกาสจากสังคมกัน แล้วมองว่านั้นคือเรื่องธรรมดา (โดยเฉพาะที่เมืองอย่างนิวยอร์ค หรือ กรุงเทพ)

แต่ขณะเดียวกันก็มีคนรอบๆตัวจริงๆที่เขาก็ไม่มีแม้่แต่โอกาสจะได้เริ่มต้นด้วยทิศทางที่ดีแต่แรก แล้วก็ต้องอดทนและทำให้ดีที่สุดในเส้นทางนั้นไปตลอดชีวิต (ผมจำได้ว่าตอนสมัยเรียนมหาวิทยาลัย แทบไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองโชคดีแค่ไหน ที่มีที่เรียน ไม่ต้องหาเงินใช้เอง ไม่ต้องกังวลว่าสิ้นเดือนจะเอาเงินที่ไหนจ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆ)

หลังจากเก็บกวาดบ้านทั้งคืน ก็คิดถึงคุณฟันหลอคนนั้นอีกครั้ง แล้วก็ตัดสินใจว่าต่อไปนี้จะอดทนมากขึ้น ให้โอกาสคนอื่นมากขึ้นมากมาก และอย่าปล่อยให้บริษัทเปลี่ยนหน้าต่างถอดบานเดิมออกก่อนจะวัดบานใหม่ เด็ดขาด

December 10, 2007

สู้ต่อไป

dell_one.jpg

หลังจากได้ยินมานานว่านโยบายใหม่ของ Dell จะให้ความสำคัญกับการพัฒนาโปรดักตัวเองด้วยการเน้นที่นวัตกรรมและการออกแบบมากขึ้น ก็เพิ่งจะเห็นโฆษณาทีวีวันนี้ ที่เน้นไปเต็มๆเรื่องความงาม (หมายถึงโฆษณาเขาเน้น แต่ตัวสินค้านั้นผมไม่แน่ใจ -_-")



ไม่ว่า Dell XPS One นั้นจะงามหรือไม่ เป็นดีไซน์ที่ดีหรือเปล่า ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน เพราะยังไม่ได้สัมผัสของจริงเป็นเรื่องเป็นราว แต่สิ่งที่เห็นชัดๆคือ แม้แต่ Dell ที่มีโมเดลธุรกิจแบบซื้อมาขายไปที่ Anti-Creativity มาตลอด ก็ยังพยายามเปลี่ยนตัวเองมาลงทุนทางด้านการพัฒนาการออกแบบโปรดักตัวเองให้ดีขึ้นทางด้านการใช้สอย

เมื่อความเร่งของเทคโนโลยี่ที่เกินความต้องการของผู้ใช้และเศรฐกิจที่กำลังจะถดถอยครั้งใหญ่มาแตะกัน การแข่งขันกันเพิ่มมูลค่าให้สินค้าที่ดีที่สุดคือการออกแบบที่ดี เพื่อเพิ่มคุณภาพประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้ให้ดีขึ้นก็น่าจะเป็นการลงทุนที่ได้ผลได้ชัดเจนอีกทางนึง

ไม่ว่าดีไซน์ของ Dell ตอนนี้จะดีหรือไม่ ผมว่าคงไม่ไช่ประเด็น เพราะคงต้องดูกันอีกพอสมควร แต่สิ่งที่ทำให้รู้สึกดีและอยากเขียนถึงก็คือ อย่างน้อยก็ไม่ได้มีข่าวว่า Dell เตรียมตัวรับมือเศรฐกิจถดถอยด้วยการเพิ่มงบโฆษณาให้กับเอเจนซี่มากขึ้นเพื่อเอาไปสู้กับคู่แข่ง (ที่ใช้งบเกือบทั้งหมด เพื่อพัฒนานวัตกรรมและการออกแบบของโปรดักอย่าง apple)

สู้ได้ไม่ได้อีกเรื่อง แต่อย่างน้อยผมชอบที่เขาเลือกมาทางนี้มากกว่าจะเป็นพ่อค้าคนกลางซื้อมาขายไปเหมือนเมื่อก่อน


(แต่ว่าก็ว่าเหอะ หนังโฆษณาในทีวีผมว่ามันค่อนข้างแย่ๆยังไงไม่รู้น่ะ เหมือนออกมาจากยุค 2000 ต้นๆ)


December 05, 2007

จุดเกรงใจ

ตอนนี้ติดพายุหิมะอยู่ที่สนามบิน o' hare บ้าที่สุด รอคอยแบบไม่รู้ว่าจะได้กลับบ้านเมื่อไหร่นี่แย่มาก เพราะ ถ้ารู้ว่าอีกวัน หรือ สองวัน อย่างน้อยยังตัดสินใจอะไรได้ว่าจะทำอะไรยังไง แต่นี่มันให้รอทีละสิบยี่สิบนาทีมาตั้งแต่ตอนเย็น จนตีหนึ่ง เพิ่งไปบอกระงับตอนอยู่บนรันเวย์แล้ว จะไปหาโรงแรมนอนตอนนี้ก็ไม่ได้ เพราะต้องรอเที่ยวต่อไปเช้าตรู่ ถึงแม้ว่าก็รู้ว่าเที่ยวต่อไปก็ไม่น่าจะขึ้นได้อยู่ดี ก็ต้องรออยู่ดี กลับไปทำงานก็ไม่ทันอีก แต่จะลาหยุดก็ไม่ได้ เพราะไม่แน่มันอาจจะกลับไปทัน เฮ้อ

นิทานเรื่องนี้สอนว่า ถ้าทำไม่ได้ ก็ให้บอกไปเลย คนอื่นเขาจะได้วางเวลาถูก ไม่ไช่ไปมั่วนิ่มเตะถ่วงไปเรื่อย สุดท้ายไม่ได้ทำอะไรสักอย่าง

November 24, 2007

happy holidays

ช่วงหยุดยาวสี่วันนี้ ผมคงมีเวลามากเกินไป สุดท้ายไปไปมามาเลยยังไม่ได้ทำอะไรสักอย่าง มัวแต่คิดว่าจะทำอะไรดี ทุเรสตัวเองจริงๆ ปีนี้เกือบจะผ่านไป มาลองประเมินผลตัวเอง

เล่นกีต้าร์ห่วยเหมือนสิบปีก่อนเดะ (ห่วยลงมากมากด้วย)
งานของตัวเองก็ไม่ได้เริ่ม
หนังสือที่ยังไม่ได้อ่านเหลือเต็มตู้
เพดานบ้านก็ยังไม่ได้ซ่อม
จะออกไปวิ่งก็ไม่ไหว หนาวเกินไป

เลยตั้งใจว่าจะเอาบรรยากาศช่วงที่ขยันๆกลับมาอีกครั้ง ผมว่าเพลงนี่แหล่ะง่ายสุดแล้วที่จะเป็นเครื่องดึงเอาเวลาเก่าๆกลับมา

ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน ตั้งแต่ทำงานประจำที่ปัจจุบันมา เหมือนแรงบันดาลใจส่วนตัวมันหายไปเยอะมากมากถึงมากที่สุด ความรู้สึกสมัยก่อนตอนก่อนตัดสินใจมานิวยอร์คกลับมาอีกครั้ง มันเหมือนนิทานเรื่องหมาที่คาบก้อนเนื้อในปากกำลังเดินบนสะพานข้ามแม่น้ำ เหมือนที่เป็นอยู่มันก็ดีอยู่แล้วจะเอาอะไรอีก ส่วนอีกใจนึงก็รู้สึกว่า เฮ้ยมันทำได้ดีกว่านี้น่าจะลองลุยกันสักตั้ง ไม่รู้จะเป็นยังไงต่อไปเหมือนกัน

November 23, 2007

Lactobacillus

ระหว่างที่กำลังเคี้ยวลูกอมอยู่ ก็คิดถึงตอนเด็กๆขึ้นมาได้ว่า ความสุขที่ได้จากการดื่มยาคูลท์ (Yakult, Yakuruto) นั้น ส่วนสำคัญมากมากมาจากหลอดดูดนี่แหล่ะ ผมเคยทดลองเอายาคูลท์ไปดื่มด้วยวิธีต่างๆ(ในปริมาณที่เท่ากัน) แต่ไม่มีิวิธีไหนที่สามารถทำให้ได้รับความอร่อยได้เหมือนใช้หลอดที่เขาแถมมาให้เลย

สุดยอดของ user expereince design ในวัยเด็กอีกอย่างนึงของผมที่ลืมไปนานแล้ว

พอดีวันนี้ไปอ่านเจอบทความเกี่ยวกับเมี่ยงคำ ใน Ambidextrous Magazine มา ประมาณว่าปราการที่กั้น user เข้าไปสู่ที่หมาย บางครั้งก็เป็นความงามและประสบการณ์ที่ดีอย่างนึง จะว่าไปเพื่อนผมคนหนึ่งที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอาหาร ก็เคยอธิบายถึงความสุขที่ได้จากการแกะเม็ด pistachio ก่อนจะได้เคี้ยวในแต่ละเม็ดเหมือนกัน

เริ่มสงสัยเหมือนกันว่า ศาสตร์เรื่อง usability ที่พวกกูรูทั้งหลาย(ที่โผล่ขึ้นมาเต็มไปหมดทุกเดือนเลย)พยายามบอกๆกัน มันจริงแค่สำหรับคนอเมริกันหรือเปล่า หมายถึงขออนุญาตเหมารวมว่าถ้ากลุ่มเป้าหมายในตลาดเป็นพวกอเมริกันแบบอเมริกัน (ไม่รู้จะอธิบายยังไงที่จะไม่มีปัญหา) เวลาเขาทำวิจัยออกมา คนส่วนมากก็ต้องการอะไรง่ายๆ สำเร็จรูป แบบถ้าย่อยให้ได้เลยได้ยิ่งดี งานออกแบบก็เลยออกมาจากผลการวิจัยที่ฝ่ายการตลาดไปทำมา มันก็เลยเป็นแบบทุกวันนี้ ซึ่งถ้าไปวิจัยในประเทศหรือสังคมที่เขามีวัฒนธรรมการเสพความสุขที่แตกต่างออกไป (ไม่ไช่เอาปริมาณเข้าว่า) ผลออกมาก็น่าจะแตกต่าง และงานออกแบบที่ออกมาก็น่าจะน่าสนใจไปอีกแบบ

หลายครั้งที่ทำงานแล้วรู้สึกว่าทำไมมันยากจังฟ่ะ ที่ต้องทำเรื่องง่ายๆให้มันง่ายลงไปอีกเพียงเพราะต้องรองรับคนบางกลุ่ม(ที่ไม่ค่อยใช้ความคิดของตัวเองมากนัก เลยมักจ่ายเงินซื้อของง่าย) แต่ต้องเสียความสง่างามและคุณค่าทางงานออกแบบไปเยอะมาก ซึ่งกรณีนี้คุณค่าทางการออกแบบนี้นักการตลาดหรือคนที่ใช้เงินเป็นมาตรฐานคุณค่าเขาก็จะมองว่า "โถ ไร้เดียงสาจัง"

ถ้ายาคูลท์ถูกนักการตลาด(ประเภทนึง)ที่อเมริกาทำวิจัย เป็นไปได้ว่าเขาอาจเลือกวิธีที่จะเพิ่มปริมาณขายเป็นขวดใหญ่ๆเอา ให้ชาวบ้านซื้อไปตุนที่บ้านเต็มตู้เย็น และก็เพิ่มราคาขึ้นไปอีก แล้วค่อยก็ไปจ้างนักออกแบบให้ทำขวดที่มองเห็นชัดๆเวลาวางในชั้นวาง แกะง่ายๆ แถมเวลาเทแล้วควรจะออกมาเยอะๆ จะได้หมดเร็วๆ เคี้ยวง่ายๆ แบบ iPod

November 22, 2007

๓๓๕

วันก่อนมีเพื่อนที่เป็นนักออกแบบคนนึงถามว่า โปรดักที่มีอิทธิพลกับชีวิตของผมที่สุดสิบอย่างคืออะไรบ้าง จำได้ว่าตอบไปโดยไม่ต้องคิดเลยว่านึกออกแค่อย่างเดียวเท่านั้น คือ ES 335 รุ่นปี 1959

ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน ตั้งแต่เด็กมาก็ไม่เคยเห็นว่ามีวัตถุอะไรมันจะสำคัญหรือเป็นแรงบันดาลใจอะไรได้มากไปกว่าอุปกรณ์ใช้งาน แถมยิ่งเมื่อไปเข้าคลาสสะกดจิตเรื่องงานออกแบบยุคโมเดิร์นสมัยเรียนเข้าไปอีก อารมณ์และความงามเป็นเพียงสิ่งนอกกายเท่านั้น

แต่มีอยู่อย่างนึงจริงๆที่มันรอดจากการโดนสะกดจิตมาได้ และผมรู้สึกว่ามันมีเสน่ห์ และสามารถพิสูจน์ได้จริงๆว่าความงามนั้นก็เป็นฟังชั่นอย่างนึงเหมือนกัน นั่นก็คือเครื่องดนตรีนี่แหล่ะ และโดยส่วนตัว ES 335 เป็นเครื่องดนตรีที่ผมคิดว่าสวยที่สุดและลงตัวที่สุดทั้งด้านวิทยาศาสตร์ ศิลปะ งานช่าง และ ธุรกิจ ชิ้นนึงเลย เอาแค่นั่งมองเฉยๆก็มีความสุขแล้ว

(อันที่จริงๆมีอีกชิ้นนึงคือ Eames Lounge Chair แต่พอไปลองนั่งจริงๆไม่รู้สึกสบายเหมือนหน้าตาเลย และดูราคาที่สูงขึ้นๆทุกปี ก็รู้สึกว่ามันไม่ได้อะไรขนาดนั้น)

November 11, 2007

The Sacrifice

Sacrifice.jpg


วันก่อนเพิ่งได้มีโอกาสดูหนังเรื่อง The Sacrifice ของคุณ Tarkovsky

เป็นหนังที่เล่นกับความเป็นคนได้บ้าดีแท้ ถ้ายังไม่ได้ดู แล้วมีเวลาว่างเหลือ น่าจะลองหามาดูครับ เป็นประสบการณ์ที่ดีมากมาก ทุกอย่างสวยงาม และ ดึงดูดเราเข้าไปอยู่ในลอจิกของตัวละครในเรื่องได้เนียนจริงๆ

เคยคิดว่าตอนเด็กๆก่อนที่แม่จะพาไปดู Starwars (A New Hope) ถ้าผมได้มีโอกาสดู Rashomon ของ Akira Kurosawa ก่อน ตอนนั้นผมคงเลือกทีี่จะโตขึ้นมาอยากทำหนังหรืออยากเป็นนักเขียน แทนทีจะอยากเป็นอย่างที่ทำอยู่ทุกวันนี้

แต่หลังจากที่ดูเรื่อง The Sacrifice จบแล้ว และก็อึ้งไปสักพักแล้ว ก็รู้สึกว่าถ้าตอนเด็กๆผมได้มีโอกาสดูหนังของ Tarkovsky เรื่องนี้เข้าไป ผมคงไม่อยากทำอะไรอีกเลย ไม่ว่าจะทำหนัง หรือ สร้างยานรบ เผลอๆดูจบอาจจะอยากไปเป็นนักบวชไปเลยก็ได้

November 02, 2007

ยากกว่าการเป็นนักออกแบบที่ดี คือการสื่อสารที่ดี

Picture 1.png

ช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมาทางแทกซี่ของนิวยอร์คเริ่มนำเอาสติกเกอร์โลโก้ตัวใหม่มาแปะออกถนนมากขึ้น และคาดว่าจะเปลี่ยนมาใช้รุ่นนี้กันทุกคันในไม่ช้านี้

ผลตอบรับจากพลเมืองที่นี่คือ ทุกคนเกลียดมันครับ (อย่างน้อยผมยังไม่เคยเห็นใครชอบมันเลยสักคน)

จนแม้แต่หนังสือพิมพ์นิวยอร์คไทม์ ถึงกับลงบทความประชดประชันกันเต็มๆพร้อมกับให้นักออกแบบจากบริษัทอื่นๆมาวิจารณ์กันเต็มที่ พร้อมกับมีประกวดออกแบบโลโก้ใหม่ตามใจฉัน โดยให้ผู้อ่านทางบ้านส่งผลงานเข้าไปกันเอง เหมือนเป็นการบอกว่า โลโก้แบบนี้เด็กที่ไหนก็ทำได้

ถึงแม้ว่าผมเองก็ไม่ชอบโลโก้ใหม่ของแทกซี่นิวยอร์คเลย แต่ผมว่ามันไม่แฟร์เลยที่จะไปด่าเขาโดยที่ไม่ทำความเข้าใจขั้นตอนการทำงานทั้งหมด

โลโก้ที่ว่านี้ออกแบบมาสำหรับงานฉลองครบรอบ 100 ปีของระบบแทกซี่ในนิวยอร์คเมื่อเดือนเมษายนก่อนโน้น ผมเองถึงจะไม่ได้เป็นเพื่อนกันกับเขา แต่ก็รู้จักคนออกแบบโลโก้นี่เป็นการส่วนตัว และก็ได้ทำงานร่วมกันในโปรเจกแทกซีนี้มาก่อน (แต่ผมทำส่วนอื่น เลยโชคดีไป) จำได้ว่า คุณคนที่ออกแบบโลโก้นี้เขาก็ไม่ได้อยากให้มันออกมาเป็นแบบนี้ แต่นี่เป็นเรื่องความผิดพลาดของทีมเจรจาและการสื่อสารระหว่างนักออกแบบกับลูกค้ามากกว่า

กล่าวคือ ในตอนแรกนั้นนักออกแบบเสนอสิ่งที่ตัวเองคิดว่าดีที่สุดไป ซึ่งก็เป็นแบบที่เรียบง่ายมากมากคือมีแค่คำว่า nyc TAXI บางๆเลย แต่ด้วยระบบอะไรบางอย่างนักออกแบบจึงไม่ได้เป็นคนไปคุยงานเอง ส่วนทางลูกค้า(หน่วยงานราชการ) เมื่อได้เห็นโลโก้แบบแรกเข้าไปก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงออกมาเรียบง่ายจัง ก็เลยสั่งกลับมาว่าขอให้มันหวือหวาหน่อยไม่ได้เหรอเอาแบบใครเห็นก็จำได้ พร้อมกับยกตัวอย่างแกมสั่งการมาว่าอยากได้แบบไหนแบบไหน ฝ่ายเจรจาก็กลับมาบอกนักออกแบบว่าให้ทำแบบนั้นแบบนี้ ทางคุณนักออกแบบก็ทำไปตามที่เขาสั่งมา โดยคิดว่านี่เป็นอีกหนึ่งขั้นตอนของทำงาน และก็ไม่คิดว่าจะมีใครกล้าเอาไปใช้จริงๆ (เพราะตอนนั้นงานนี้ออกแบบมาเพื่อใช้ในนิทรรศการเท่านั้น)​ แต่ที่ไหนได้มันกลับไปตรงใจลูกค้าซึ่งก็เป็นผู้มีอำนาจในหน่วยงานราชการ เขาก็เลยเลือกแบบที่เป็นตัว T วางอยู่ในวงกลม แต่มากกว่านั้นคือเขาขอเอาแบบแรกยัดเข้าไปด้วย ไหนไหนก็ออกแบบมาแล้ว (เหมือนกลัวไม่คุ้มมั้ง) สุดท้ายเลยเอางานดีไซน์สองแบบที่ไม่เกียวข้องกันเลยมายัดรวมกันในโลโก้เดียวกันนั้นแหล่ะ

และนั่นก็คือที่มาของโลโก้ที่น่าเกลียดที่สุดในโลกมาแปะที่รถแทกซี่ก่อนวันจัดงานโชว์เมื่อเดือนเมษายนเพียงวันเดียว

ยัง ยังไม่พอ หลังจากนันทางหน่วยงานแทกซี่นิวยอร์คก็ได้ไปจ้างบริษัทออกแบบอีกทีมหนึ่งมาออกแบบฟอนท์คำว่า NYC ใหม่ แล้วก็นำมายัดรวมกลับเข้าไปในโลโก้เดิมอีก สุดท้ายกลายเป็นการยำงานออกแบบที่มาจากสามภาษาการออกแบบ จนเละตุ้มเป๊ะไปหมดด้วยน้ำมือของท่านผู้บริหารหน่วยงานแทกซี่ และนี่ก็เป็นที่มาของโลโก้จริงๆที่ใช้กันตามถนนทุกวันนี้ -_-"

บทเรียนจากงานนี้ เป็นการย้ำว่า การยอมปล่อยให้ลูกค้าที่ไม่มีพี้นฐานความเข้าใจด้านการออกแบบมาสั่งโน้้นสั่งนี้ อาจเป็นผลดีกับฝ่ายการตลาด ที่สามารถได้ใจลูกค้าเข้ามาในสังกัดเพิ่มก็จริง แต่ในระยะยาวนั้นมันไม่เป็นผลดีต่อใครทั้งสิ้นเลย รวมทั้งตัวลูกค้าเอง ยิ่งงานนี้มันงานระดับจังหวัด มาทำอะไรกันแบบนี้ พากันเสียอนาคตกันหมด

จากนิทานเรื่องนี้ เหมือนเป็นย้ำว่าลูกค้าที่ดีที่มีความเข้าใจในกระบวนการออกแบบหรือลูกค้าที่เข้าใจระบบการทำงานที่ดีนั้น นับว่าเป็นตัวแปรสำคัญมากมากที่ทำให้นักออกแบบสามารถนำเสนองานที่ดีออกมาสู่โลกภายนอกได้ หรือถ้าไม่อย่างนั้น นักออกแบบก็ึควรจะต้องกล้าสู้กล้าโน้มน้าวและทำความเข้าใจกับกับลูกค้าให้ได้ ต้องอธิบายถึงที่มาที่ไปว่าทำไมเราถึงทำแบบนั้นแบบนี้ (ในกรณีที่เป็นนักออกแบบที่ดี และรู้จริงว่าตัวเองทำอะไรอยู่) เพราะไม่อย่างนั้น ขึนไปปล่อยให้ลูกค้าเอาแบบมาให้เราทำตาม หรือขอโน้นมาผสมกับนี้ ก็เท่ากับว่างานออกมามันไม่ได้ทำเพื่อใครเลย ลูกค้าก็จะไม่ได้ของที่ดี นักออกแบบก็เสียเวลาสร้างขยะเพิ่มออกมาบนพื้นโลกอีกชิ้น

ขนาดนิวยอร์คซึ่งก็เป็นเมืองที่เรียกได้ว่ามีนักออกแบบดีดีเดินชนกันเต็มไปหมด เมื่อละเลยจุดนี้ไปยังทำงานที่ดีออกมาไม่ได้เลย

กลับมาที่บ้านเรา ถ้าทัศนคติของนักออกแบบคือการทำตัวเป็นคนอีกระดับที่ยากเหลือเกินที่คนเดินดินธรรมดาจะฉลาดพอที่จะเข้าใจได้ แล้วสนับสนุนแต่นักออกแบบด้วยกันเองให้ยกยอกันเอง ไปหลอกเด็กให้มีความฝันแต่ไม่สร้างทางที่แท้จริงให้เขา ผมว่ามันก็ไม่ได้ช่วยอะไรสังคมได้มากนักหรอก ตราบใดที่ไม่ทำความเข้าใจธรรมชาติของอุตสาหกรรม และ สังคมของเรา และพยายามที่จะสื่อสารกับผู้ประกอบการและลูกค้าให้มีประสิทธิผลมากขึ้นอ่ะครับ

จนป่านนี้ผมยังไม่อยากจะเชื่อเลยว่า นี่คือโลโก้ของแทกซี่นิวยอร์คจริงๆ ผมว่าคนออกแบบก็คงไม่อยากเชื่อเหมือนกัน...


October 29, 2007

+ -

"When the only tool you have is a hammer, every problem begins to resemble a nail."

Abraham Maslow

October 28, 2007

Good design is ...

good.jpg

Good design is innovative.
Good design makes a product useful.
Good design is aesthetic.
Good design helps us to understand a product.
Good design is unobtrusive.
Good design is honest.
Good design is durable.
Good design is consequent to the last detail.
Good design is concerned with the environment.
Good design is as little design as possible.
Back to purity, back to simplicity.


วันนี้ไปร้านหนังสือเผลอไปอ่าน wallpaper เล่มที่คุณ Dieter Rams เป็น Guest Editor แล้วก็เจอรวมงานที่คุณ Rams และ wallpaper เลือกมาโชว์ให้ดู (ตัวอย่างจากเวบของ wallpaper ที่เขาเลือกมาให้ดู)

ในหนังสือก็มีการเอา 10 commandments of good design ที่ลุงแกเขียนเอาไว้สมัย 80s มาอธิบายพร้อมงานตัวอย่างด้วย

สิ่งนึงที่ทำให้คิดขึ้นมาในใจตอนนั้นก็คือ design philosophy มันเป็นคนละเรื่องกับ style จริงๆ ถ้านักออกแบบไปสะกดจิตตัวเองด้วย style แทนที่จะทำความเข้าใจตัวเองแล้วสร้าง design philosophy ที่เหมาะสมขึ้นมา ประเทศชาติลำบากแน่ คงต้องหมดทรัพยากรไปกับการสร้างขยะอายุสั้นออกมาขายไปตราบนานเท่านาน อย่างเก่งก็หนีไปสร้างแบรนด์เพื่อเพิ่มมูลค่าให้ขยะไปวันๆ

(โดยส่วนตัว ผมชอบข้อสิบมากมาก ทั้งกติกา และ งานตัวอย่างเลย)

มีบทสนทนาระหว่าง Dieter Rams กับ Naoto Fukasawa อีกนิดนึง
wallpaper เล่มนี้สุดยอดมากๆ

Beep

วันนี้พยายามนั่งสังเคราะห์เสียง Beep ทั้งวัน ทำยังไงก็ไม่ถูกใจเสียที ตอนเด็กๆเพื่อนคนนึงเคยสอนว่า วิธีดูว่าใครทำกับข้าวเก่งให้ดูที่แกงจืด เพราะเป็นแกงที่ใช้เครื่องน้อยที่สุด ถ้าทำออกมาอร่อยได้คือทำกับข้าวเป็น การทำเสียง Beep นี่มันยากกว่าที่คิดจริงๆ ทำให้มันได้เสียง Beep นี่ไม่ยาก ผสมกันไม่ถึงนาทีก็ได้แล้ว แต่ทำยังไงให้มันไพเราะ ฟังแล้วมีความสุข ไม่ว่าจะเป็นจังหวะเร็วหรือช้า ฟังนานนานก็ไม่รำคาญ แล้วก็ตอบสนองประโยชน์ใช้สอยได้ ที่สำคัญต้องไม่มีใครสังเกตได้ด้วย ยากสุดๆจริงๆ


ส่วนBeep อันนี้ทำเก็บไว้ก่อน เดี๋ยวคงต้องทำใหม่อีกหลายเวอร์ชั่น

ถ้าใครมีเสียง Beep ในดวงใจจากที่ไหนก็ตาม รบกวนแนะนำมาด้วยแล้วกัน เราจะตามไปฟัง

October 23, 2007

โอ้ เพิ่งเข้าใจ

วันนี้เพิ่งเรียนรู้ว่า การเอาเมาส์เลื่อนเข้าไปในโต๊ะให้ลึกขึ้น ช่วยลดอาการปวดเอวได้มากมาก เนื่องจากเราจะมีพี้นที่วางแขนขวามากขึ้นมาจนเกืิอบถึงข้อศอก

ก่อนนอน

ผมคิดเรื่องนี้มานานแล้ว ไม่เคยคิดเป็นคำพูดคำเขียนสักที ผมว่าความภูมิใจในวัฒนธรรมตัวเอง เพื่อนร่วมชาติ และ บรรพบุรุษ คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ญี่ปุ่นและเยอรมันลุกขึ้นมาได้เร็วมากมากหลังจากที่แพ้สงคราม และทำให้เกาหลีพัฒนาประเทศได้เร็วขนาดนี้

ส่วนเรื่องมายาคติของการลอกฝรั่งก่อนเดี๋ยวเราก็เจริญและออกแบบได้เอง ผมว่ามันเป็นแค่ปัจจัยที่มาวางบนสมการในย่อหน้าแรกเท่านั้นเอง

ถ้าเอาปัจจัยเรื่องการพยายามลอกคนอื่นนี้ไปวางบนสมการของสังคมที่ไม่มีความภาคภูมิใจในตัวเอง ไม่รักเพื่อนร่วมชาติตัวเอง ไม่ภูมิใจในรากเหง้าตัวเอง ต่อให้ลอกไปอีกแค่ไหนทุ่มเงินไปอีกแค่ไหน มันเป็นได้อย่างมากก็แค่ ...... (เติมชื่อที่นึกออกอันดับแรกในใจเอาเองแล้วกัน ผมไม่กล้าเขียน)

October 22, 2007

TCDC ภาค 1

ตราบใดที่คิดว่าการนำเข้าผลงานการออกแบบจากต่างประเทศเข้ามากำหนดมาตรฐานงานออกแบบของนักออกแบบไทยให้วิ่งตาม มาตรฐานการออกแบบเมืองไทยไม่น่าจะมีวันสากลได้แน่แท้ ไม่มีวัน อย่างมากก็แค่ตามเทรนด์เขาทันกันไปปีต่อปี ลงหนังสือhipๆท้องถิ่นกันไปตามเรื่อง

สิ่งที่ทำให้งานออกแบบชิ้นใดชิ้นนึงออกมาโอเค ไม่ไช่ตัว final form ของมัน แต่เป็นที่มาและกระบวนการคิดและภาษาที