เจ๋งดี
บทสัมภาษณ์ Thom Yorke โดย David Byrne
โอ่ย และผมเองก็เพิ่งจะรู้ว่าวงเรดิโอเฮด ได้ชื่อมาจากเพลง Radio Head ของ Talking Head นั่นแหล่ะ
บทสัมภาษณ์ Thom Yorke โดย David Byrne
โอ่ย และผมเองก็เพิ่งจะรู้ว่าวงเรดิโอเฮด ได้ชื่อมาจากเพลง Radio Head ของ Talking Head นั่นแหล่ะ
เพลงที่ผมฟังบ่อยที่สุดในรอบปี (อ้างอิงข้อมูลจาก Top 25 Most Played ใน iPod)
Artist: Kings Of Convenience
Album: Riot On An Empty Street
I'll lose some sales and my boss won't be happy
but I can't stop listening to the sound
of two soft voices blended in perfection
from the reels of this record that I've found
every day there's a boy in the mirror asking me
what are you doing here?
finding all my previous motives growing increasingly unclear
I've traveled far and I've burned all the bridges
I believed as soon as I hit land
all the other options held before me
would wither in the light of my plan
so I'll lose some sales and my boss won't be happy
but there's only one thing on my mind
searching boxes underneath the counter
on a chance that on a tape I'd find
a song for someone who needs somewhere to long for
homesick because I no longer know where home is
เพลงนี้ทำไว้นานแล้วตอนเรียนวิชาเกี่ยวกับ algorithmic composition จำได้ว่ามาทำเอาคืนก่อนส่งนั่นแหล่ะ คิดอะไรไม่ออกแล้ว
กติกาของเพลงนี้มันคือตัวโน็ตมันจะวนกันไปสิบหกพยางค์(หรือไงเนี่ย ลืมแล้ว) โดยมันจะมีเมโลดี้หลักที่ตั้งเอาไว้ตามท่อนต่างๆเอาไว้แต่แรกแล้ว จากนั้นก็จะแรนดอมชุดของโน้ตตอนขึ้นต้นให้มันไม่ตรงกับที่ตั้งไว้ แล้วก็เล่นวนไปเลย ซึ่งในการวนทุกครั้ง โน็ตแต่ละตัวก็จะค่อยๆวิ่งกลับไปหาเสียงที่ตั้งเอาไว้ที่ละหนึ่งเสียงจนมันตรงกันโดยสมบูรณ์ทุกตัว แล้วเพลงก็จะเปลี่ยนไปเป็นเมโลดี้ที่ตั้งเอาไว้เพื่อท่อนต่อไป แล้วโน๊ดทั้งหมดก็จะถูกแรนดอมใหม่แล้วก็วิ่งกลับไปใหม่ทำไปเรื่อยๆแบบนี้จนเบื่อ ซึ่งเวอร์ชั้นดั้งเดิมจะมีสี่เพลงแยกจากกัน แยกไปเล่นลำโพงสี่คู่พร้อมๆกัน เพื่อเสียงออกมาจะมีมิติอีกอย่างนึง ส่วนเวอร์ชั่นนี้เป็นแบบ'เอาว่ะ'สำหรับฟังด้วยเครื่องเสียงบ้าน ก็เลยอัดมันลงมาเป็นแบบสเตอริโอธรรมดาไปแหล่ะ (มานึกดูแล้ว ทำไมสมัยก่อนผมมีเวลาทำอะไรวุ่นวายได้ขนาดนั้นหนอ)
รับฟังกันได้ตามอัตภาพ ไม่ต้องทนฟังจนจบก็ได้ เพราะมันน่าเบื่อมาก
เมื่อคืนได้ดู DVD เรื่อง Linda Linda Linda
โอ้ ชอบที่สุดตั้งแต่นั่งดู DVD ที่บ้านมาในรอบปีนี้แล้วมั้ง มันเย็นๆเรื่อยๆมากมาก ชอบมาก ไม่มีเป้าหมาย ไม่มีกิมมิก ไม่มีอะไรมากมายเลย แต่มันดึงเอาความรู้สึกเหงา และบรรยากาศในโลกของเด็กนักเรียน กับความตั้งใจบางอย่างของตัวละครออกมาให้ดูได้ค่อนข้างเนียนมากมาก คนเขียนบทเก่งจริงๆ
เหมือนช่วงชีวิตเราหลายๆครั้งมันก็แบบนี้แหล่ะ ไม่ได้ดราม่าหรือแหวกแนวอะไรมากมาย แล้วสุดท้ายทุกอย่างมันก็จะเป็นความทรงจำที่ดีไปเอง
ผมรู้สึกว่าตัวละครที่เป็นนักร้อง เขาแสดงความเหงาออกมาได้ยังไงไม่รู้ ไม่ได้ทำอะไรเลย เหมือนบริบทของเรื่องมันค่อนข้างดีด้วยที่นำเราให้รู้สึกไปแบบนั้นได้โดยที่ตัวละครไม่ต้องพูดไม่ต้องเบ่งอารมณ์อะไรออกมาเลย
เพลงประกอบของ James Iha ก็โอเค ก็ทำหน้าที่ไปตามเรื่อง ไม่ต้องเป็น James Iha ก็ได้มั้ง แต่อย่างว่ามันไม่ไช่เรื่องที่จะต้องมาแย่งกันเด่นอะไรมาก ต่างฝ่ายต่างรองรับกันไปตามหน้าที่ สุดท้ายประกอบกันออกมาเป็นหนังเรื่องนี้ได้ก็เยี่ยมที่สุดแล้ว
นับถือคนออกตังให้สร้างจริงๆ นับถือตลาดเขาด้วย ที่ทำให้พ่อค้ากล้าลงทุนกับหนังบทแบบนี้ได้
ผมว่าเรื่องนี้เป็นหนังที่เจ๋งและลึกกว่าหนัง (หรือผู้กำกับ) หลายๆเรื่องที่พยายามทำตัวอินดี้ เข้าใจยาก หรือต้องมีแต่พวกนักดูหนังถึงจะดูได้ มากนัก
นึกถึงเวลาต้องทำงานออกแบบของในตลาด ถ้าจำนวน end user ไม่ได้ต้องการมันมากพอ พ่อค้าก็จะไม่ทำสิ่งนั้นออกมาขาย นักออกแบบก็ไม่มีทางได้ออกแบบอะไรที่ตัวเองเชื่อว่ามันน่าจะดีและอยากให้มันมีในสังคม
แต่ไม่มีอะไรแย่ไปกว่า ของที่ไม่ได้ความ ขายไม่ออก แต่คนทำออกมาพูดว่าตัวเองคิดลึกและอินเตอร์เกินไป คนอื่นไม่เข้าใจ สุดท้ายกลายเป็นช่างตัดเสื้อกับพระราชาไป ไม่มีใครกล้าบอกว่าไม่เข้าใจเพราะกลัวเรซูเม่ผู้กำกับ สังคมไหนมีคนแบบนั้นเยอะๆ ยากที่จะได้เห็นคนทำงานดีดีออกมา
ตลาดของญี่ปุ่นนี่เจ๋งจริงๆ (เรื่องมันยาว วันหลังเขียนเรื่องนี้ในหัวของของการงานดีกว่า)