blog

The Creator and The Parasite.

February 21st, 2010

ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน ผมรู้สึกว่าเวลาอ่านหนังสือ The Fountainhead นั้น มันทำให้อดคิดถึงเรื่อง ฤทธิ์มีดสั้น ไม่ได้ทุกที

ตัวละครอย่าง Howard Roark กับ Gail Wynand มีลักษณะและความสัมพันธ์คล้ายกับคนแบบ ลี้คิมฮวง กับเซียงกัวกิมฮง มาก เป็นคนประเภทเดียวกัน ที่เลือกเส้นทางชีวิตต่างกัน คนที่เป็นเงาของกัน แต่คนหนึ่งเลือกที่จะสละทุกอย่างเพื่อทำสิ่งที่ตัวเองเชื่อโดยไม่ต้องไปยุ่งกับยุทธภพ ส่วนอีกคนเลือกที่จะสละทุกอย่างเพื่อครองยุทธภพก่อนค่อยทำสิ่งที่ตัวเองเชื่อ

หรือคนอย่าง Peter Keating ก็ทำให้ผมคิดถึงคนแบบ เล้งโซ่วฮุ้น คนที่ทำทุกอย่างเพื่อที่จะได้ครอบครองอะไรก็ตามที่คนอื่นมองว่าคนที่ประสบความสำเร็จนั้นควรจะมี ยกเว้นอย่างเดียวที่เขาไม่มีคือ ความภูมิใจในตัวเอง

หรือแม้แต่คนแบบ Ellsworth Toohey ที่ไม่ได้มีความสามารถอะไรด้วยตัวเอง แต่กลับหาวิธีสร้างอำนาจให้ตัวเองได้ด้วยการเป็นนักวิจารณ์ที่ชี้เป็นชี้ตายคนอื่นได้ด้วยปากกา ก็ทำให้คิดถึงคนแบบ แป๊ะเฮียวเซ็ง ที่เขียนตำราอาวุธ ทำตัวเป็นนักจัดอันดับยอดฝีมือในยุทธภพ ทำให้ยอดฝีมือต่างฆ่าฟันกันเพื่อแย่งชิงอันดับในตาราง สามารถเป็นคนที่มีอิทธิพลในยุทธภพได้โดยที่ไม่ต้องเป็นยอดฝีมือเสียเอง

ผมรู้สึกว่าตัวละครแบบนี้ มันเป็นตัวละครที่ไม่มีวันล้าสมัย มันคือตัวแทนของมนุษย์แบบต่างๆที่มีอยู่ทุกยุคทุกสมัย จะจับเอามาใช้กับวงการแบบไหนก็ได้ มันก็มีคนแบบนี้อยู่ทั้งนั้น จอมยุทธ์, สถาปนิก, อาจารย์, นักธุรกิจ, นักดนตรี ฯลฯ (แต่วงการแพทย์ กับ พระ อาจจะไม่ได้)

The Fountainhead เป็นนิยายของคุณ Ayn Rand ที่ตีพิมพ์ออกมาเมื่อปี 1943 แต่เมื่อมาอ่านตอนนี้ ก็ยังรู้สึกว่าเรื่องราวในหนังสือนั้นช่างร่วมสมัยอะไรขนาดนั้น แก่นของเรื่องจริงๆ ผมเองก็ไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไหร่ ในส่วนของการนิยมความเห็นแก่ตัวและความเป็นตัวของตัวเอง (individualistic) เพื่อที่จะผลักดันโลกไปข้างหน้า คือก็เห็นด้วยบ้างแต่ไม่ได้เห็นด้วย100% โดยส่วนตัวผมเชื่อว่า คนคนเดียวไม่สามารถเปลี่ยนโลกได้ แต่คนเกินสามคนก็ไม่สามารถเปลี่ยนโลกได้เช่นกัน

ผมชอบที่เขาใช้สถาปัตยกรรมเป็นตัวแปรของการแสดงอัตตาของคนในเรื่อง เพราะมันทำให้เข้าใจและเห็นภาพอะไรง่ายดี  เช่นตอนที่สถาปัตยกรรมแบบModernโดนทำให้มันฮิต คนที่เคยทำงาน Traditional หรือ Classic ก็หันมาใช้ element ของModern เป็นจุดตกแต่งของอาคาร โดยที่ไม่ได้มีอะไรที่มันModernจากแก่นความเชื่อข้างในเลยอยู่ดี เหมือนคนที่เอาเปลือกของอะไรก็ตามที่กำลังเป็นที่นิยมมาคลุมความว่างเปล่าที่ไม่มีอะไรของตนเองไปวันต่อวัน ตลกดี

ไร้เหตุผล

January 30th, 2010

ปรกติแล้วนอกจากเก้าอี้และกีต้าร์ผมมักไม่ค่อยจะอยากเพิ่มเติมวัตถุอะไรเข้ามาในชีวิตเลย (ไม่ได้สมถะ แต่ไม่มีตัง) จนเมื่อเดือนก่อน บังเอิญเผลอไปจับกล้องของเพื่อนตัวนึงคือ GF1 แล้วถ่ายเล่นนิดๆหน่อยๆ หลังจากนั้นก็เกิดกิเลสอยากได้ขึ้นมาเฉย พยายามเอาธรรมะเข้าข่มก็ยังไม่สามารถลืมมันได้ จนเกื้อบเกือบจะทุบกระปุกไปซื้อแล้ว (โชคดีมากมากที่งานที่ทำอยู่ตอนนั้นมันยุ่งมากจนไม่มีเวลาคิดเรื่องอื่นเลย)

จนมาวันหนึ่ง มานั่งมอง G10 ที่ผมใช้อยู่ ก็คิดถึงวันแรกที่เดินไปซื้อที่ร้าน วันแรกที่ใช้กล้องตัวนี้ถ่ายรูปคนที่เรารักและสถานที่ที่เราผูกพันธ์ นึกถึงตอนที่สะพายมันเดินข้ามเขาเป็นลูกๆ เดินตลุยที่ไหนต่อที่ไหนมาด้วยกัน แล้วอยู่ดีดีใจก็สงบ ไม่อยากได้ GF1 อีกต่อไป เอา G10 มานั่งเช็ดทำความสะอาด แล้วก็พยายามทำความเข้าใจและใช้มันให้ดีที่สุดในแบบที่มันเป็นดีกว่า

ผมเรียนรู้ว่า บางทีกิเลส มันไม่สามารถดับกันได้ด้วยเหตุและผล มันต้องดับด้วยความไร้เหตุผล(สิ้นดี)นี่แหล่ะ ดั่งคำกล่าวที่ว่า emotion นั้นต้องดับด้วย perception นั่นเอง

หิว

January 22nd, 2010

ร้านรถเข็นผัดไทยหน้าออฟฟิตไม่ขายมาหลายวันแล้ว ลุงคนขายแกเจ็บเท้า แต่ลุงไม่รู้หรอกว่ามันเจ็บมาถึงใจผม เวลาหิวสุดๆ วิ่งลงไปข้างล่าง ฝันถึงอาหารร้านแก แล้วพบว่าวันนี้ไม่มาขายอีกแล้ว แต่เห็นลุงแกนั่งเล่นยิ้มแฉ่งอยู่แถวนั้น มันเจ็บใจ ผมต้องไปกินเส้นเล็กแห้งร้านข้างๆแทนมาวันแล้ว จะสั่งผัดไทยที่ร้านหอยทอดข้างๆก็ไม่กล้า เพราะไม่อยากหลายใจ

โอ่ย หิว

Tonight We Fly

January 15th, 2010

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอายุที่มากขึ้น หรือเพราะการดื่มกาแฟมากเกินไปก็ตาม แต่เพลง Tonight We Fly นี้เป็นเพลงที่ผมฟังเท่าไหร่ก็ไม่เคยเบื่อจริงๆ และตอนนี้มันก็กลายมาเป็นเพลง Theme ของบริษัท Studio Aeroplane เราไปแล้ว มันเป็นเพลงที่อธิบายหลายๆสิ่งหลายๆอย่างที่เราเชื่อและพยายามกำลังทำอยู่ได้ดี (มากกว่าที่เราพยายามจะแต่งเพลงประจำบริษัทกันเองเสียอีก)

เท่มาก

January 1st, 2010

เพิ่งอาการดึขึ้นจากการเป็นหวัดแดด ไม่น่าไปบ้านั่งซักผ้ากลางแดดเปรี้ยงๆเลย ไม่อยากเชื่อว่าอาการมันจะหนักมาก เหมือนตอนเป็นไข้หวัดใหญ่เวลาเปลี่ยนฤดูกาลเลย โดยสถิติผมจะป่วยหนักปีละหนึ่งถึงสองครั้ง ปีนี้โดนไปแล้วสอง (ครั้งแรกป่วยเป็นอะไรไม่รู้ตอนต้นปี ตอนแรกเป็นผื่นคันๆ แล้วเปลี่ยนเป็นเลืิอดออกมาขังตามผิวหนังทั้งตัว แถมหายใจไม่เข้าอีก คิดว่าจะไม่รอดเสียแล้วตอนนั้น หมอยังไม่รู้เลยว่าตกลงผมเป็นอะไรกันแน่) 

เวลาป่วยแล้วมันเหมือน มีดวงใจแต่เหมือนไร้วิญญาณ ทรมานมาก เพราะมันทำอะไรก็ไม่ได้ คิดอะไรก็ไม่ออก ปวดหัวไปหมด สมาธิก็มีไม่ได้ ไม่งั้นมันจะปวดหัวเข้าไปอีก จนอาการเริ่มดีขึ้น ผมถึงรู้สึกว่าการไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐจริงๆนั่นแหล่ะ (ก็ไม่เคยคิดจะเถียงหรอก) 

แต่พอมองอีกที แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าปรกตินั้นเราไม่ได้ป่วยไม่ได้มีโรค เราจะรู้ได้ยังไงว่าที่เราคิดว่าเราปรกตินั่น มันคืออาการปรกติจริงๆ มันอาจจะเป็นอาการป่วยบางอย่างที่เราชินกับมันก็ได้ เช่น ชินกับการคิดไม่ออก ชินกับการไม่ใช้เหตุผล ชินกับการใช้อำนาจแบบไม่มีที่มาที่ไป ชินกับการมองโลกด้านเดียว ชินกับการโวยวายกลบเกลื่อนความผิดตัวเอง ชินกับการบอกตัวเองว่าฉันนี่แหล่ะคือความถูกต้อง หรือแม้แต่ชินกับความโง่ของตัวเอง แบบนี้มันก็ป่วยเหมือนกันน่ะผมว่า เพียงแต่อาการมันอาจจะไม่ได้ชัดเจนเป็นรูปธรรมเท่ามีน้ำมูก หรือ ไอจาม ตลอดเวลา

หรือจะว่าไปแล้ว ความป่วยไข้ก็คือความอ่อนแอของชีวิตที่เรายังไม่ชินนั้นเอง เพราะถ้าเราชินแล้ว มันอาจจะเรียกว่าอย่างอื่นก็ได้

 

Update:

เพิ่งหายป่วยวันพุธเย็น เมื่อวานวันพฤหัสบดี ผมเดินข้ามทางม้าลายกลางแดด แล้วเดินเข้าร้านอาหารที่มีแอร์ อยู่ดีดีิปวดหัว น้ำมูกไหล ตอนแรกคิดว่าแค่แพ้อากาศ แต่ไปไปมามากลับมาป่วยเป็นหวัดอีกแล้วเพื่อนๆ

เมื่อสัปดาห์ก่อนมีโอกาสได้ไปจัด Workshop ที่ Bangkok CODE  เรื่อง Fuzzy City มา 

ประเด็นหลักคือ ทำยังไงให้นักเรียนภาควิชา I.D. ชั้นปีสามและปีสี่ของพระจอมเกล้าธนบุรี มาเคาะสนิมกันก่อนจะเปิดเทอม และจะต้องมี  Exhibition ที่ดีออกมาให้ได้ภายในหนึ่งสัปดาห์ 

ประเด็นรองคือ ทำยังไงให้น้องๆเขาสามารถใช้ตรรกะให้เสรีอย่างสร้างสรรค์ได้

Fuzzy City: The Polysemantic of Human Interaction in Urban Landscape 

เป็น Workshop ที่ว่าด้วยเรื่องของความไม่มีกฎตายตัวในสังคมเมืองของกรุงเทพ ไม่มีสูตรสำเร็จว่าอะไรดีไม่ดี ถูกหรือผิด เมืองที่มันซับซ้อนจนไม่สามารถใช้ตรรกะพื้นฐานอะไรมาอธิบายได้ เหมือนสุดท้ายมันก็แค่ว่าใครพอใจกับจุดไหน ใครไม่พอใจกับอะไร เมืองมันก็จะเปลี่ยนไปจนถึงจุดที่ไม่มีใครบ่นอะไรเอง เราจะรอคนอื่นมาผลักเราก่อน หรือเราจะเริ่มผลักคนอื่นก่อน ก็ว่ากันไป

โดยตัว Workshop เองนั้น เราก็ให้ผู้เข้าร่วมแต่ละกลุ่มออกไปสังเกตุการณ์ระหว่างพักเที่ยงว่า มีอะไรในกรุงเทพที่เขาอยากทำบ้าง โดยมีข้อแม้นิดนึงว่า แทนที่เราจะใช้วิธีการออกแบบแบบ Human-Centered ซึ่งเป็นการออกแบบเพื่อรองรับความต้องการของมนุษย์โดยมีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง แต่กรณีนี้เราจะไม่ตามใจผู้บริโภคอีกต่อไป แต่เรากลับจะใช้ design ในการเปลี่ยนแปลงทั้งดัดทั้งปิดล้อมพฤติกรรมของมนุษย์เพื่อผลักให้มนุษย์เดินไปสู่พฤติกรรมที่ผู้เข้าร่วม Workshop  ในแต่ละกลุ่มต้องการแทน 

พูดง่ายๆคือ เรามาวางกับดักให้คนในสังคมเดินไปในทางที่เราต้องการกันเถิดพี่น้องเอ๋ย 

ผลออกมาเป็นงาน 6 ชิ้น จากนักเรียน 6 กลุ่ม ที่ผมว่าก็น่าสนใจทีเดียวรายละเอียดคงต้องไปหาดูที่นิทรรศการเขาเอาอีกทีครับ

วันนี้ไปงานมหกรรมหนังสือ(ระดับชาติเชียว)มา คนเยอะจริงๆ ประทับใจมากมากที่งานออกร้านขายหนังสือของบ้านเรา มีคนเดินมหาศาลจนล้นทะลักออกมาจากศูนย์ประชุมได้ปานนั้น เด็กๆที่ผู้ปกครองพามาเดินงานนี้จะรู้ไหมหนอว่าพวกเขาช่างเป็นกลุ่มคนที่โชคดีมากมากในสังคมไทย หลายคนอยากอ่านหนังสือแต่ไม่มีโอกาส หลายคนมีโอกาสแต่ไม่อยากอ่านหนังสือ คนที่มีทั้งโอกาสและความชอบพร้อมๆกันนี่ถือว่าโชคดีมาก

เสียอย่างเดียว ผมเป็นโรคประจำตัวอะไรก็ไม่รู้คือแพ้สถานที่ในร่มที่มีฝูงชนเดินสวนกันเยอะๆ เดินยังไม่ทันถึงบูธไหนเลยก็มีอาการขึ้นมาอีกแล้ว เวียนหัวหายใจไม่ออกอึดอัดมาก จะเป็นลม ต้องเดินหนีออกไปนั่งหายใจตรงประตูทางออก สุดท้ายไม่ได้แม้แต่เดินเข้าไปหยิบจับหนังสือสักเล่มในงาน

ไม่รู้ว่าจะแก้โรคนี้ได้ด้วยวิธีไหนเหมือนกัน ไปหาหมอตรวจความดัน, ไปพบจิตแพทย์, หรือจะไปบวชดี

Everyday is Like Sunday.

October 21st, 2009

 

เมื่อเช้าระหว่างนั่งแทกซี่ ผมบ่นๆกับคนขับว่า อยากให้มีดาวหางหรือระเบิดมหาประลัยมาถล่มกทม. แล้วให้คนที่รอดมาสร้างเมืองกันใหม่ตั้งแต่ต้น

พี่คนขับบอกว่า เขาก็อยากเหมือนกัน 

แต่ก่อนที่เราจะวางแผนจุดธูปเรียกดาวหางกัน พี่คนขับก็พูดขึ้นมาว่า แล้วเราจะทำไงกันดี ถ้าคนนิสัยดีดีมีคุณภาพดันตายกันหมดเหลือแต่พวก… ไม่แย่หนักกว่าเดิมเหรอ

อืมม นั่นสิ ทำไงดี…  สงสัยเหมือนกันว่าปรกติเวลาพวกองค์กรเหล่าร้ายเขาวางแผนล้างโลกนี่เข้ากลัวไหมว่า เกิดล้างไปแล้วคนเลวๆมันตายหมดเหลือแต่คนดีดี พวกปีศาจเองจะทำไงดี

แต่อย่างน้อยการสนทนาครั้งนี้ทำให้ผมรู้สึกได้ว่า ไม่ว่าอุดมการณ์ทางการเมืองของผม(ซึ่งไม่มีเลย) กับพี่แทกซี่จะต่างกันยังไง แต่เราก็รู้สึก…กับกอทอมอพอพอกัน

กาแฟ

October 21st, 2009

เมื่อตอนกลางวัน เดินไปสั่งกาแฟดื่ม บอกเขาว่า ขอ กาแฟเย็น หวานน้อย* 

คุณคนชงเขาก็ชงกาแฟไปตามปรกติ แล้วเผลอใส่นมข้นหวานลงไปเยอะมากๆ เขา(ไม่เห็นว่าผมเห็นหรือไงไม่ทราบ)จึงแก้ปัญหาได้มหัศจรรย์มาก โดยการเทกาแฟ(ที่เข้มสุดๆนั้นแหล่ะ)เติมลงไปอีกเท่าตัว พร้อมกับเทน้ำแข็งในแก้วออกพอสมควร ก่อนจะเทกาแฟเข็มสุดๆผสมนมข้นหวานสุดๆลงไปในนั้น ตกลงผมได้น้ำคาเฟอีนผสมน้ำตาลและไขมันแบบเข้มข้นมาหนึ่งแก้ว

พอดื่มไปอึกแรก ยังเฉยๆ เนื่องจากกระหายน้ำจัด เลยดื่มกาแฟแก้วนี้รวดเดียวถึงครึ่งแก้ว หลังจากนั้นสักพัก รู้สึกเหมือนเมายาอะไรบางอย่าง+หายใจไม่ออก+เหงื่อเริ่มออก+คลื่นไส้+มองไปทางไหนก็มึนไปหมด+ได้ยินเสียงเพลงในคลื่นวิทยุก็จะอาเจียน(สองอันหลังนี่ไม่รู้เป็นเพราะกาแฟหรือเปล่า) จนทนไม่ไหวจริงๆ ต้องทิ้งกาแฟแก้วนั้น นั่งสมาธิหายใจเข้าลึกๆ และอดทนนั่งรถต่อไปจนเจอแหล่งน้ำ และดื่มน้ำเปล่าตามเยอะมาก คือผมเองก็แก้ปัญหาของกาแฟ(ที่ใส่นมเยอะเกินไปเลยต้องใส่กาแฟเพิ่มจนเข้มเกินไป) ด้วยการดื่มน้ำให้มันเข้าไปแชร์ปริมาณในร่างกายหน่อย ไม่งั้นกระแสเลือดผมคงมีแต่คาเฟอีนไปอีกนาน 

นี่ดึกแล้ว ยังตาสว่างอยู่เลย สงสัยร่างกายคงไม่ต้องการคาเฟอีนไปอีกนาน

 

*คือปรกติผมดื่มกาแฟไม่ใส่น้ำตาลมาตลอดหลายปี แต่ไม่รู้ทำไมหลายร้านในกรุงเทพ เวลาทำกาแฟเย็นเขาชอบใส่นมหวานกับกาแฟไปเลย และกาแฟตามร้านที่นี่มักจะขมแบบสุดขีดมากๆ เคยสั่งแบบไม่เอานมหวาน เขาก็จะใส่แต่นมข้นธรรมดา แล้วมันก็จะขมมากๆแบบไม่จำเป็นยังไงไม่รู้ จริงๆผมก็ไม่ได้เป็นคอกาแฟผู้เฉิดฉายหรอก ที่ผ่านมาก็สั่งกาแฟดื่มกันง่วงเวลาทำงานเท่านั้นเอง แต่กาแฟที่กรุงเทพนี่หาร้านกาแฟแบบที่ให้เกียรติธรรมชาติของกาแฟจริงๆยากเหมือนกัน ส่วนมากชงกาแฟกันยังกับจะทำต้มยำกุ้งแหน่ะ

ไม่รู้ทำไมช่วงหลังๆมานี้ เวลาตื่นมาตอนเช้า ผมมักรู้สึกจำอะไรไม่ค่อยได้ เช่นจำไม่ได้ว่าเราตื่นมาที่ไหน และเราต้องทำอะไรบ้างวันนี้ แถมบางครั้งไม่ได้เป็นแค่ตอนตื่นด้วย บางทีนั่งเฉยๆมันก็เป็น เหมือนจะรู้สึกว่า อั๊วมานั่งทำบ้าอะไรตรงนี้หนอ

ค่อนข้างกลัวเหมือนกันว่า ตัวเองจะสมองพัง ผมรู้สึกแบบนี้ครั้งแรกตอนทำงานหนักมากๆสมัยก่อน ที่นั่งทำงานไปถึงเช้าโดยที่ไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรอยู่ แล้วพอนึกขึ้นมาได้ว่าตัวเองทำอะไรอยู่ มันกลับทำต่อไม่ได้ สมองมันจะงงงงว่าทำไงดีเรา (เหมือนเวลาวิ่งเร็วๆ แล้วดันไปเผลอคิดตามว่าตอนนี้เราใช้ขาข้างไหนวิ่งอยู่ มันจะวิ่งช้าลงเลย)

สมัยเล่มเกมหนักๆ จำได้ว่ามันก็จะมีอยู่โหมดหนึ่ง ที่อยู่ดีดีอะไรต่อมิอะไรมันเข้าทางไปหมด เหมือนนิ้วกับจิตมันสัมพันธ์กันได้เนียนมากมาก เล่นโดยไม่ต้องใช้ความคิดอะไรอีกแล้ว มันไปของมันเอง (เพื่อนผมคนนึงมันเรียกอาการนี้ว่า the force) แล้วพอสักพัก พลังนั้นมันก็จะหายไปเมื่อเรารู้ตัวว่าเราอยู่ในโหมดนั้น

อาจารย์สอนกีต้าร์ผมเคยบอกว่า เวลาเล่นบนเวทีให้ซ้อมยากกว่าที่จะเล่นจริงเอาไว้หน่อย เผื่อเวลาเราเล่นแล้วมันจะได้เป็นธรรมชาติ อย่าไปซ้อมเท่าที่จะไปเล่นเชียว เพราะมันจะไม่มีพื้นที่เหลือให้ได้ใช้ความรู้สึกกับการเล่นดนตรีได้เต็มที่ ดูรายการสอนกอล์ฟเขาก็ว่ากันเช่นนั้นเหมือนกัน เวลาตีจริงให้ใช้แรง 80% ของวงสวิงที่ตัวเองเคยทำได้ อย่าตีเต็ม 100% เพราะมันจะพลาดได้ (ผมก็เล่นกีต้าร์ไม่เก่ง แถมเล่นกอล์ฟก็ไม่เป็นหรอกครับ)

ตอนสมัยเรียน physical computing ใหม่ๆ อะไรๆมันยากไปหมด แถมเวลาหัดก็ต้องไปจองคิวใช้อุปกรณ์ที่โรงเรียน จนทนไม่ไหวต้องเอาเงินในกระปุกมาซื้ออุปกรณ์กลับไปทำที่อพาทเมนท์เลยแล้วกัน จะได้นั่งลุยมันทั้งวันทั้งคืนได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องเวลาปิดเปิดห้องworkshopที่โรงเรียน ผลคือ ทำไปสักอาทิตย์ไม่หลับไม่นอน สมองมันเริ่มเข้าสู่โหมดนั้นอีกแล้ว เห็นอะไรเป็นอะไรไปโดยไม่รู้สึกตัว คือทำไปได้โดยไม่รู้ว่าทำไปได้ยังไง อยู่ดีดีงานออกมาเสร็จโดยที่ผมกลับไปนั่งแกะงานตัวเองออกมาดูแล้วก็งงงงว่ามันทำเข้าไปได้ยังไง ไม่ไช่ผมคนเดียวมั้งที่เป็นแบบนี้ คงเกือบทุกคนก็คงเคยรู้สึกแบบนี้ล่ะมั้ง

โดยส่วนตัวผมเชื่อว่าคงดี ถ้าคนเราสามารถรักษาพลังในโหมดนั้นให้อยู่กับตัวเองได้ตลอดเวลาโดยที่ยังมีสติอยู่ได้ มันคงจะดีมาก แต่มันน่าจะยากมาก ขนาดนักกีฬาระดับโลก เขายังต้องมีโค็ชมาฝึกจิตให้นิ่งเสมอๆเลย (สมัยเรียนเพื่อนคนนึงเล่าว่า นักแข่งรถทีมMercedes ก่อนแข่งเขาจะไปปีนเขากัน เพื่อฝึกสมาธิ เพราะเรื่องขับรถมันขับกันได้อยู่แล้ว แต่สมาธิมันต้องนิ่ง)

ไม่น่าเชื่อว่าหลังจากกลับมาเมืองไทยเมืองพุทธครั้งนี้ จิตใจผมกลับฟุ้งกระเจิงไม่มีชิ้นดี กลับกลายเป็นว่าตอนอยู่นิวยอร์คนั้นจิตใจผมกลับนิ่งกว่านี้มากๆ เห็นอะไรกระจ่างกว่าเดี๋ยวนี้มาก เห็นทีต้องฝึกสมาธิอย่างจริงจังอีกครั้งแล้ว ว่าแล้วก็ไปเล่นเกมดีกว่า

ช้อนเงิน

October 14th, 2009

ผมไม่เกี่ยวอะไรกับเขาหรอกครับ แต่มาช่วยเพื่อนขายของ ใครมีเวลาว่างเหลือเฟือแล้วบังเอิญผ่านไปงาน BIG+BIH แถมถ้าฟ้าลิขิตให้เดินผ่านบูธของร้านอิงฟ้า ก็แวะเข้าไปดูได้เด้อ เป็นเฟอร์นิเจอสำหรับวางในที่แจ้งครับ

Our Last Summer

October 4th, 2009

วันนี้ไม่รู้เป็นไง อยู่ดีดีผมก็อยากนั่งฟังเพลงนี้ทั้งวันเลย

นิทาน

September 30th, 2009

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว หลังจากที่มนุษย์โลกค้นพบว่าสิ่งต่างๆบนโลกมันไม่ได้มีแค่ขาวกับดำ สีสันบนโลกนี้ก็เลยเหลืออยู่แค่สามสีนับแต่นั้นเป็นต้นมา

Proudly powered by WordPress. Theme developed with WordPress Theme Generator.
Creative Commons License