หลังจากไปพบแพทย์เรื่องร่างกายไม่สามารถทรงตัวได้ เพราะเส้นประสาทควบคุมมันมีปัญหาจากอาการไอแรงเกินไป (มันเป็นห่วงโซ่มาจากโรคอื่นอีกที) ผมเลยคิดว่าควรจะต้องกลับมาตั้งใจวิ่งออกกำลังกายอีกครั้ง ถึงแม้คุณหมอจะบอกว่าการวิ่งเป็นการออกกำลังกายที่ไม่ได้ใช้สมองควบคุมการเคลื่อนไหวแบบแอดวานส์เท่าพวกกีฬาตีแบด หรือ บาสเกตบอล ก็ตาม
หลังจากลองวิ่งมาสักสองเดือน สัปดาห์ละสามถึงสี่วัน พบว่าอาการแพ้อากาศหายไปเยอะพอสมควร (ไม่รู้เพราะยังไม่ถึงหน้ามันหรือเปล่า) รู้สึกตัวเบาขึ้น สดชื่นขึ้นมาเยอะเลยครับ
ไม่อยากเชื่อว่า ตอนก่อนย้ายมากรุงเทพ บ้านอยู่ข้างๆ Prospect Park แท้ๆ ผมไปวิ่งจริงๆไม่น่าจะถึงสิบครั้ง (ส่วนใหญ่ไปเดินเนียนๆ นอนอ่านหนังสือเล่น) มาวันนี้ดันเพิ่งจะมาคึกวิ่งอยู่กับที่อยู่บนลู่วิ่งที่ทำงาน แต่ที่เขียนขึ้นมาอยากจะบอกว่า ออกกำลังกาย วันละนิด จิตแจ่มใส จริงๆครับ
Filed under: Journal | Comments (2)
เมื่อตอนที่ผมไปเดินขึ้นเขาที่เปรูเพื่อไป มาชู พิกชู นั้น สิ่งเดียวที่เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิดใจของผมและเพื่อนให้เดินต่อไปคือข้าวขาหมู เราคิดถึงภาพข้าวขาหมูที่หอมน่าทานรออยู่ และในวันนี้ทุกครั้งที่เห็นข้าวขาหมู ผมจะคิดถึงความยากลำบากในการเดินทางไกล 4 วัน บนยอดเขาสูงกว่าระดับน้ำทะเลสามพันกว่าเมตรในครั้งนั้น
มาวันนี้การที่ได้ทำงานอยู่ใกล้แหล่งอารยธรรมทางอาหารทั้งฝั่งเจริญนครและบางรัก มีอาหารอร่อยๆเพียบรออยู่ทุกมื้อเที่ยง ทำให้ผมรู้สึกว่ามันไม่ได้การณ์เสียแล้ว ขืนปล่อยไว้แบบนี้คงหมดแรงบันดาลใจในชีวิตแน่ จนวันนี้เห็นรูปเพื่อนที่นิวยอร์คนั่งทานข้าวหมูทอดกันอยู่ บรรยากาศเก่าๆ กลิ่นเดิมๆโชยมาเข้าจมูกผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ทันที เป็นร้านขายข้าวหน้าหมูทอดสูตรไต้หวันที่ไชน่าทาวน์ที่ผมชอบไปทานเป็นประจำ บางวันทำงานเสร็จเหงาๆเศร้าๆแทนที่จะดื่มเบียร์ เลิกงานผมก็จะไปสั่งน้ำแกงไก่ร้านนี้พร้อมข้าวหน้าหมูทอดใส่ไข่เพิ่มด้วย บางทีไปดึกจนเขากำลังจะถูพื้นปิดไฟร้านแล้ว เขาก็ให้เรานั่งทานไปคนเดียว(มืดๆ)ได้ บางวันหน้าหนาวทั้งที่ข้างนอกมันหนาวสุดๆตอนนั่งรถไฟกลับบ้านก็ทนไม่ได้ต้องออกจากรถไฟแวะขึ้นมาจากสถานีเพื่อไปกินร้านนี้ก่อนกลับบ้าน คุณคนเสริฟก็ขยันขันแข็งมาก จนผมยกให้เขาเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจของความขยันตอนสมัยอยู่ที่นั่นเลยเพราะไปทีไรเห็นเขาทำงานไปยิ้มไปทุกที ผมคิดถึงข้าวหมูทอดร้านนี้มาก คิดถึงไก่ตุ๋นยาจีน ด้วยเช่นกัน
ดังนั้นวันนี้ผมเลยคิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะตั้งมั่นกับตัวเองว่า ต้องเดินทางผ่านความหนักและหนืดอันแสนไร้สาระและโหดร้ายในช่วงนี้ของชีวิตไปให้ได้ เพื่อจะได้นำบริษัทสตูดิโอแอโรเพลนของเรากลับไปกินข้าวหน้าหมูทอดร้านเดิมเจ้าเก่ากันพร้อมหน้าพร้อมตาอย่างมีความสุขอีกครั้งให้ได้
สู้ต่อไปพวกเรา つづく
Filed under: Journal | Comment (0)
บ่ายนี้โทรไปคุยกับที่บ้าน แม่บอกว่ากำลังทยอยทำความสะอาดบ้านอยู่ จะกำจัดของไม่จำเป็นออกไปเรื่อยๆเพราะบ้านเหลือพื้นที่น้อยมากๆ
ผมเลยบอกแม่ว่า “ดีแม่ ทิ้งเลย อะไรที่ไม่ได้ใช้เกินสองปีก็บริจาคซะ คนเราควรจะเหลือแต่สิ่งที่จำเป็นเอาไว้ในบ้านเท่านั้น”
แม่เลยถามว่า “รวมถึงการ์ตูนที่ลูกเก็บไว้ด้วยไหม เต็มบ้านไปหมดเลย อยู่ในกล่องมาเป็นสิบปีแล้ว”
ผมเลยตอบว่า “อุ่ย ยกเว้นการ์ตูน…”
แม่ “อ้าว…”
วันนี้ผมเรียนรู้ว่าตัวเองก็เป็นพวกสองมาตรฐานสุดๆเหมือนกัน แล้วจะไปเรียกร้องอะไรจากคนอื่นเขาได้ล่ะเนี่ยทีนี้
Filed under: Journal | Comment (0)
ไม่ได้เขียนมานานมาก เพราะไม่มีความรู้สึกว่ามีเรื่องอะไรที่อยากเขียนไว้ให้ตัวเองกลับมาอ่านเลยมานานแล้ว วันนี้เลยอยากลองคิดว่าถ้าจะต้องคิดถึงเวลาช่วงนี้จะคิดถึงอะไร ก็เลยลองคิดถึงเรื่องใกล้ตัวเกี่ยวกับการเป็นนักออกแบบ(ในแบบที่ตัวเองอยากเป็น)เอาไว้เตือนสติตัวเองเมื่อกลับมาอ่านอีกครั้งในวันหน้า จะได้จำความรู้สึกตอนนี้ได้
1.
เคยมีโอกาสได้อ่านบทความเรื่อง The Expert Mind ของคุณ Philip E. Ross ว่าด้วยเรื่องการทำงานในสมองของคนที่เป็นมืออาชีพ โดยเขาเล่าถึงการเล่นหมากรุกของนักหมากรุกชั้นเซียน ว่ากลไกในสมองทำงานอย่างไร คร่าวๆก็คือ คนเหล่านั้นสามารถวิเคราะห์ข้อมูลและความน่าจะเป็นแบบต่างๆได้รวดเร็วมาก และสามารถใช้สัญชาตญาณในการเลือกเส้นทางการเดินหมากที่มักจะถูกต้องออกมาได้ทันที โดยที่เขาก็อาจจะตอบไม่ได้ว่าทำไม แต่มันก็มักจะเป็นการวางหมากที่เหนือกว่ามือสมัครเล่นเสมอ โดยทางผู้เขียนก็อธิบายว่า มันเกิดจากการผ่านการเห็น pattern ของการเดินเกมที่หลากหลายมากมาก่อน บวกกับการฝึกฝนอย่างหนัก จนเมื่อถึงเวลาเล่นจริง เขาไม่จำเป็นต้องใช้เวลาคิดหรือวิเคราะห์ไปเป็นขั้นเป็นตอนเหมือนผู้เริ่มเล่น แต่เพียงเห็นหมากฝ่ายตรงข้ามก็จะสามารถคัดความน่าจะเป็นที่น้อยลงมาและเลือกเส้นทางไปสู่ชัยชนะในเกมได้ไม่ยาก Read more »
Filed under: Journal | Comment (0)
ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน ผมรู้สึกว่าเวลาอ่านหนังสือ The Fountainhead นั้น มันทำให้อดคิดถึงเรื่อง ฤทธิ์มีดสั้น ไม่ได้ทุกที
ตัวละครอย่าง Howard Roark กับ Gail Wynand มีลักษณะและความสัมพันธ์คล้ายกับคนแบบ ลี้คิมฮวง กับเซียงกัวกิมฮง มาก เป็นคนประเภทเดียวกัน ที่เลือกเส้นทางชีวิตต่างกัน คนที่เป็นเงาของกัน แต่คนหนึ่งเลือกที่จะสละทุกอย่างเพื่อทำสิ่งที่ตัวเองเชื่อโดยไม่ต้องไปยุ่งกับยุทธภพ ส่วนอีกคนเลือกที่จะสละทุกอย่างเพื่อครองยุทธภพก่อนค่อยทำสิ่งที่ตัวเองเชื่อ
หรือคนอย่าง Peter Keating ก็ทำให้ผมคิดถึงคนแบบ เล้งโซ่วฮุ้น คนที่ทำทุกอย่างเพื่อที่จะได้ครอบครองอะไรก็ตามที่คนอื่นมองว่าคนที่ประสบความสำเร็จนั้นควรจะมี ยกเว้นอย่างเดียวที่เขาไม่มีคือ ความภูมิใจในตัวเอง
หรือแม้แต่คนแบบ Ellsworth Toohey ที่ไม่ได้มีความสามารถอะไรด้วยตัวเอง แต่กลับหาวิธีสร้างอำนาจให้ตัวเองได้ด้วยการเป็นนักวิจารณ์ที่ชี้เป็นชี้ตายคนอื่นได้ด้วยปากกา ก็ทำให้คิดถึงคนแบบ แป๊ะเฮียวเซ็ง ที่เขียนตำราอาวุธ ทำตัวเป็นนักจัดอันดับยอดฝีมือในยุทธภพ ทำให้ยอดฝีมือต่างฆ่าฟันกันเพื่อแย่งชิงอันดับในตาราง สามารถเป็นคนที่มีอิทธิพลในยุทธภพได้โดยที่ไม่ต้องเป็นยอดฝีมือเสียเอง
ผมรู้สึกว่าตัวละครแบบนี้ มันเป็นตัวละครที่ไม่มีวันล้าสมัย มันคือตัวแทนของมนุษย์แบบต่างๆที่มีอยู่ทุกยุคทุกสมัย จะจับเอามาใช้กับวงการแบบไหนก็ได้ มันก็มีคนแบบนี้อยู่ทั้งนั้น จอมยุทธ์, สถาปนิก, อาจารย์, นักธุรกิจ, นักดนตรี ฯลฯ (แต่วงการแพทย์ กับ พระ อาจจะไม่ได้)
The Fountainhead เป็นนิยายของคุณ Ayn Rand ที่ตีพิมพ์ออกมาเมื่อปี 1943 แต่เมื่อมาอ่านตอนนี้ ก็ยังรู้สึกว่าเรื่องราวในหนังสือนั้นช่างร่วมสมัยอะไรขนาดนั้น แก่นของเรื่องจริงๆ ผมเองก็ไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไหร่ ในส่วนของการนิยมความเห็นแก่ตัวและความเป็นตัวของตัวเอง (individualistic) เพื่อที่จะผลักดันโลกไปข้างหน้า คือก็เห็นด้วยบ้างแต่ไม่ได้เห็นด้วย100% โดยส่วนตัวผมเชื่อว่า คนคนเดียวไม่สามารถเปลี่ยนโลกได้ แต่คนเกินสามคนก็ไม่สามารถเปลี่ยนโลกได้เช่นกัน
ผมชอบที่เขาใช้สถาปัตยกรรมเป็นตัวแปรของการแสดงอัตตาของคนในเรื่อง เพราะมันทำให้เข้าใจและเห็นภาพอะไรง่ายดี เช่นตอนที่สถาปัตยกรรมแบบModernโดนทำให้มันฮิต คนที่เคยทำงาน Traditional หรือ Classic ก็หันมาใช้ element ของModern เป็นจุดตกแต่งของอาคาร โดยที่ไม่ได้มีอะไรที่มันModernจากแก่นความเชื่อข้างในเลยอยู่ดี เหมือนคนที่เอาเปลือกของอะไรก็ตามที่กำลังเป็นที่นิยมมาคลุมความว่างเปล่าที่ไม่มีอะไรของตนเองไปวันต่อวัน ตลกดี
Filed under: Books , Journal | Comment (0)
ปรกติแล้วนอกจากเก้าอี้และกีต้าร์ผมมักไม่ค่อยจะอยากเพิ่มเติมวัตถุอะไรเข้ามาในชีวิตเลย (ไม่ได้สมถะ แต่ไม่มีตัง) จนเมื่อเดือนก่อน บังเอิญเผลอไปจับกล้องของเพื่อนตัวนึงคือ GF1 แล้วถ่ายเล่นนิดๆหน่อยๆ หลังจากนั้นก็เกิดกิเลสอยากได้ขึ้นมาเฉย พยายามเอาธรรมะเข้าข่มก็ยังไม่สามารถลืมมันได้ จนเกื้อบเกือบจะทุบกระปุกไปซื้อแล้ว (โชคดีมากมากที่งานที่ทำอยู่ตอนนั้นมันยุ่งมากจนไม่มีเวลาคิดเรื่องอื่นเลย)
จนมาวันหนึ่ง มานั่งมอง G10 ที่ผมใช้อยู่ ก็คิดถึงวันแรก ที่เดินไปซื้อที่ร้าน วันแรกที่ใช้กล้องตัวนี้ถ่ายรูปคนที่เรารักและสถานที่ที่เราผูกพันธ์ นึกถึงตอนที่สะพายมันเดินข้ามเขาเป็นลูกๆ เดินตลุยที่ไหนต่อที่ไหนมาด้วยกัน แล้วอยู่ดีดีใจก็สงบ ไม่อยากได้ GF1 อีกต่อไป เอา G10 มานั่งเช็ดทำความสะอาด แล้วก็พยายามทำความเข้าใจและใช้มันให้ดีที่สุดในแบบที่มันเป็นดีกว่า
ผมเรียนรู้ว่า บางทีกิเลส มันไม่สามารถดับกันได้ด้วยเหตุและผล มันต้องดับด้วยความไร้เหตุผล(สิ้นดี)นี่แหล่ะ ดั่งคำกล่าวที่ว่า emotion นั้นต้องดับด้วย perception นั่นเอง
Filed under: Journal | Comment (1)
ร้านรถเข็นผัดไทยหน้าออฟฟิตไม่ขายมาหลายวันแล้ว ลุงคนขายแกเจ็บเท้า แต่ลุงไม่รู้หรอกว่ามันเจ็บมาถึงใจผม เวลาหิวสุดๆ วิ่งลงไปข้างล่าง ฝันถึงอาหารร้านแก แล้วพบว่าวันนี้ไม่มาขายอีกแล้ว แต่เห็นลุงแกนั่งเล่นยิ้มแฉ่งอยู่แถวนั้น มันเจ็บใจ ผมต้องไปกินเส้นเล็กแห้งร้านข้างๆแทนมาวันแล้ว จะสั่งผัดไทยที่ร้านหอยทอดข้างๆก็ไม่กล้า เพราะไม่อยากหลายใจ
โอ่ย หิว
Filed under: Journal | Comments (2)
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอายุที่มากขึ้น หรือเพราะการดื่มกาแฟมากเกินไปก็ตาม แต่เพลง Tonight We Fly นี้เป็นเพลงที่ผมฟังเท่าไหร่ก็ไม่เคยเบื่อจริงๆ และตอนนี้มันก็กลายมาเป็นเพลง Theme ของสตูดิโอแอโรเพลนเราไปแล้ว มันเป็นเพลงที่อธิบายหลายๆสิ่งหลายๆอย่างที่เราเชื่อและพยายามกำลังทำอยู่ได้ดี (มากกว่าที่เราพยายามจะแต่งเพลงประจำบริษัทกันเองเสียอีก)
Filed under: Music | Comment (0)
เพิ่งอาการดึขึ้นจากการเป็นหวัดแดด ไม่น่าไปบ้านั่งซักผ้ากลางแดดเปรี้ยงๆเลย ไม่อยากเชื่อว่าอาการมันจะหนักมาก เหมือนตอนเป็นไข้หวัดใหญ่เวลาเปลี่ยนฤดูกาลเลย โดยสถิติผมจะป่วยหนักปีละหนึ่งถึงสองครั้ง ปีนี้โดนไปแล้วสอง (ครั้งแรกป่วยเป็นอะไรไม่รู้ตอนต้นปี ตอนแรกเป็นผื่นคันๆ แล้วเปลี่ยนเป็นเลืิอดออกมาขังตามผิวหนังทั้งตัว แถมหายใจไม่เข้าอีก คิดว่าจะไม่รอดเสียแล้วตอนนั้น หมอยังไม่รู้เลยว่าตกลงผมเป็นอะไรกันแน่)
เวลาป่วยแล้วมันเหมือน มีดวงใจแต่เหมือนไร้วิญญาณ ทรมานมาก เพราะมันทำอะไรก็ไม่ได้ คิดอะไรก็ไม่ออก ปวดหัวไปหมด สมาธิก็มีไม่ได้ ไม่งั้นมันจะปวดหัวเข้าไปอีก จนอาการเริ่มดีขึ้น ผมถึงรู้สึกว่าการไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐจริงๆนั่นแหล่ะ (ก็ไม่เคยคิดจะเถียงหรอก)
แต่พอมองอีกที แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าปรกตินั้นเราไม่ได้ป่วยไม่ได้มีโรค เราจะรู้ได้ยังไงว่าที่เราคิดว่าเราปรกตินั่น มันคืออาการปรกติจริงๆ มันอาจจะเป็นอาการป่วยบางอย่างที่เราชินกับมันก็ได้ เช่น ชินกับการคิดไม่ออก ชินกับการไม่ใช้เหตุผล ชินกับการใช้อำนาจแบบไม่มีที่มาที่ไป ชินกับการมองโลกด้านเดียว ชินกับการโวยวายกลบเกลื่อนความผิดตัวเอง ชินกับการบอกตัวเองว่าฉันนี่แหล่ะคือความถูกต้อง หรือแม้แต่ชินกับความโง่ของตัวเอง แบบนี้มันก็ป่วยเหมือนกันน่ะผมว่า เพียงแต่อาการมันอาจจะไม่ได้ชัดเจนเป็นรูปธรรมเท่ามีน้ำมูก หรือ ไอจาม ตลอดเวลา
หรือจะว่าไปแล้ว ความป่วยไข้ก็คือความอ่อนแอของชีวิตที่เรายังไม่ชินนั้นเอง เพราะถ้าเราชินแล้ว มันอาจจะเรียกว่าอย่างอื่นก็ได้
Update:
เพิ่งหายป่วยวันพุธเย็น เมื่อวานวันพฤหัสบดี ผมเดินข้ามทางม้าลายกลางแดด แล้วเดินเข้าร้านอาหารที่มีแอร์ อยู่ดีดีิปวดหัว น้ำมูกไหล ตอนแรกคิดว่าแค่แพ้อากาศ แต่ไปไปมามากลับมาป่วยเป็นหวัดอีกแล้วเพื่อนๆ
Filed under: Journal | Comments (2)
เมื่อสัปดาห์ก่อนมีโอกาสได้ไปจัด Workshop ที่ Bangkok CODE เรื่อง Fuzzy City มา
ประเด็นหลักคือ ทำยังไงให้นักเรียนภาควิชา I.D. ชั้นปีสามและปีสี่ของพระจอมเกล้าธนบุรี มาเคาะสนิมกันก่อนจะเปิดเทอม และจะต้องมี Exhibition ที่ดีออกมาให้ได้ภายในหนึ่งสัปดาห์
ประเด็นรองคือ ทำยังไงให้น้องๆเขาสามารถใช้ตรรกะให้เสรีอย่างสร้างสรรค์ได้
F uzzy City: The Polysemantic of Human Interaction in Urban Landscape
เป็น Workshop ที่ว่าด้วยเรื่องของความไม่มีกฎตายตัวในสังคมเมืองของกรุงเทพ ไม่มีสูตรสำเร็จว่าอะไรดีไม่ดี ถูกหรือผิด เมืองที่มันซับซ้อนจนไม่สามารถใช้ตรรกะพื้นฐานอะไรมาอธิบายได้ เหมือนสุดท้ายมันก็แค่ว่าใครพอใจกับจุดไหน ใครไม่พอใจกับอะไร เมืองมันก็จะเปลี่ยนไปจนถึงจุดที่ไม่มีใครบ่นอะไรเอง เราจะรอคนอื่นมาผลักเราก่อน หรือเราจะเริ่มผลักคนอื่นก่อน ก็ว่ากันไป
โดยตัว Workshop เองนั้น เราก็ให้ผู้เข้าร่วมแต่ละกลุ่มออกไปสังเกตุการณ์ระหว่างพักเที่ยงว่า มีอะไรในกรุงเทพที่เขาอยากทำบ้าง โดยมีข้อแม้นิดนึงว่า แทนที่เราจะใช้วิธีการออกแบบแบบ Human-Centered ซึ่งเป็นการออกแบบเพื่อรองรับความต้องการของมนุษย์โดยมีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง แต่กรณีนี้เราจะไม่ตามใจผู้บริโภคอีกต่อไป แต่เรากลับจะใช้ design ในการเปลี่ยนแปลงทั้งดัดทั้งปิดล้อมพฤติกรรมของมนุษย์เพื่อผลักให้มนุษย์เดินไปสู่พฤติกรรมที่ผู้เข้าร่วม Workshop ในแต่ละกลุ่มต้องการแทน
พูดง่ายๆคือ เรามาวางกับดักให้คนในสังคมเดินไปในทางที่เราต้องการกันเถิดพี่น้องเอ๋ย
ผลออกมาเป็นงาน 6 ชิ้น จากนักเรียน 6 กลุ่ม ที่ผมว่าก็น่าสนใจทีเดียวรายละเอียดคงต้องไปหาดูที่นิทรรศการเขาเอาอีกทีครับ
Filed under: Journal | Comment (0)
วันนี้ไปงานมหกรรมหนังสือ(ระดับชาติเชียว)มา คนเยอะจริงๆ ประทับใจมากมากที่งานออกร้านขายหนังสือของบ้านเรา มีคนเดินมหาศาลจนล้นทะลักออกมาจากศูนย์ประชุมได้ปานนั้น เด็กๆที่ผู้ปกครองพามาเดินงานนี้จะรู้ไหมหนอว่าพวกเขาช่างเป็นกลุ่มคนที่โชคดีมากมากในสังคมไทย หลายคนอยากอ่านหนังสือแต่ไม่มีโอกาส หลายคนมีโอกาสแต่ไม่อยากอ่านหนังสือ คนที่มีทั้งโอกาสและความชอบพร้อมๆกันนี่ถือว่าโชคดีมาก
เสียอย่างเดียว ผมเป็นโรคประจำตัวอะไรก็ไม่รู้คือแพ้สถานที่ในร่มที่มีฝูงชนเดินสวนกันเยอะๆ เดินยังไม่ทันถึงบูธไหนเลยก็มีอาการขึ้นมาอีกแล้ว เวียนหัวหายใจไม่ออกอึดอัดมาก จะเป็นลม ต้องเดินหนีออกไปนั่งหายใจตรงประตูทางออก สุดท้ายไม่ได้แม้แต่เดินเข้าไปหยิบจับหนังสือสักเล่มในงาน
ไม่รู้ว่าจะแก้โรคนี้ได้ด้วยวิธีไหนเหมือนกัน ไปหาหมอตรวจความดัน, ไปพบจิตแพทย์, หรือจะไปบวชดี
Filed under: Journal | Comment (1)
เมื่อเช้าระหว่างนั่งแทกซี่ ผมบ่นๆกับคนขับว่า อยากให้มีดาวหางหรือระเบิดมหาประลัยมาถล่มกทม. แล้วให้คนที่รอดมาสร้างเมืองกันใหม่ตั้งแต่ต้น
พี่คนขับบอกว่า เขาก็อยากเหมือนกัน
แต่ก่อนที่เราจะวางแผนจุดธูปเรียกดาวหางกัน พี่คนขับก็พูดขึ้นมาว่า แล้วเราจะทำไงกันดี ถ้าคนนิสัยดีดีมีคุณภาพดันตายกันหมดเหลือแต่พวก… ไม่แย่หนักกว่าเดิมเหรอ
อืมม นั่นสิ ทำไงดี… สงสัยเหมือนกันว่าปรกติเวลาพวกองค์กรเหล่าร้ายเขาวางแผนล้างโลกนี่เข้ากลัวไหมว่า เกิดล้างไปแล้วคนเลวๆมันตายหมดเหลือแต่คนดีดี พวกปีศาจเองจะทำไงดี
แต่อย่างน้อยการสนทนาครั้งนี้ทำให้ผมรู้สึกได้ว่า ไม่ว่าอุดมการณ์ทางการเมืองของผม(ซึ่งไม่มีเลย) กับพี่แทกซี่จะต่างกันยังไง แต่เราก็รู้สึก…กับกอทอมอพอพอกัน
Filed under: Music | Comment (0)
เมื่อตอนกลางวัน เดินไปสั่งกาแฟดื่ม บอกเขาว่า ขอ กาแฟเย็น หวานน้อย*
คุณคนชงเขาก็ชงกาแฟไปตามปรกติ แล้วเผลอใส่นมข้นหวานลงไปเยอะมากๆ เขา(ไม่เห็นว่าผมเห็นหรือไงไม่ทราบ)จึงแก้ปัญหาได้มหัศจรรย์มาก โดยการเทกาแฟ(ที่เข้มสุดๆนั้นแหล่ะ)เติมลงไปอีกเท่าตัว พร้อมกับเทน้ำแข็งในแก้วออกพอสมควร ก่อนจะเทกาแฟเข็มสุดๆผสมนมข้นหวานสุดๆลงไปในนั้น ตกลงผมได้น้ำคาเฟอีนผสมน้ำตาลและไขมันแบบเข้มข้นมาหนึ่งแก้ว
พอดื่มไปอึกแรก ยังเฉยๆ เนื่องจากกระหายน้ำจัด เลยดื่มกาแฟแก้วนี้รวดเดียวถึงครึ่งแก้ว หลังจากนั้นสักพัก รู้สึกเหมือนเมายาอะไรบางอย่าง+หายใจไม่ออก+เหงื่อเริ่มออก+คลื่นไส้+มองไปทางไหนก็มึนไปหมด+ได้ยินเสียงเพลงในคลื่นวิทยุก็จะอาเจียน(สองอันหลังนี่ไม่รู้เป็นเพราะกาแฟหรือเปล่า) จนทนไม่ไหวจริงๆ ต้องทิ้งกาแฟแก้วนั้น นั่งสมาธิหายใจเข้าลึกๆ และอดทนนั่งรถต่อไปจนเจอแหล่งน้ำ และดื่มน้ำเปล่าตามเยอะมาก คือผมเองก็แก้ปัญหาของกาแฟ(ที่ใส่นมเยอะเกินไปเลยต้องใส่กาแฟเพิ่มจนเข้มเกินไป) ด้วยการดื่มน้ำให้มันเข้าไปแชร์ปริมาณในร่างกายหน่อย ไม่งั้นกระแสเลือดผมคงมีแต่คาเฟอีนไปอีกนาน
นี่ดึกแล้ว ยังตาสว่างอยู่เลย สงสัยร่างกายคงไม่ต้องการคาเฟอีนไปอีกนาน
*คือปรกติผมดื่มกาแฟไม่ใส่น้ำตาลมาตลอดหลายปี แต่ไม่รู้ทำไมหลายร้านในกรุงเทพ เวลาทำกาแฟเย็นเขาชอบใส่นมหวานกับกาแฟไปเลย และกาแฟตามร้านที่นี่มักจะขมแบบสุดขีดมากๆ เคยสั่งแบบไม่เอานมหวาน เขาก็จะใส่แต่นมข้นธรรมดา แล้วมันก็จะขมมากๆแบบไม่จำเป็นยังไงไม่รู้ จริงๆผมก็ไม่ได้เป็นคอกาแฟผู้เฉิดฉายหรอก ที่ผ่านมาก็สั่งกาแฟดื่มกันง่วงเวลาทำงานเท่านั้นเอง แต่กาแฟที่กรุงเทพนี่หาร้านกาแฟแบบที่ให้เกียรติธรรมชาติของกาแฟจริงๆยากเหมือนกัน ส่วนมากชงกาแฟกันยังกับจะทำต้มยำกุ้งแหน่ะ
Filed under: Journal | Comments (3)