งานศิลปะไม่จำเป็นต้องสร้างจากความหมายก็จริง แต่อย่างน้อยมันควรให้ประสบการณ์ที่มีความหมายอะไรกับผู้ชมบ้าง
งานศิลปะไม่จำเป็นต้องสร้างจากความหมายก็จริง แต่อย่างน้อยมันควรให้ประสบการณ์ที่มีความหมายอะไรกับผู้ชมบ้าง
1. สวัสดีปีใหม่ครับ
2. สองปีก่อนผมเคยคิดว่าลองกลับมาอยู่เมืองไทยสองปี แล้วดูว่าจะเอาไงต่อ มาวันนี้สองปีครึ่งเข้าไปแล้ว เรื่องราวต่างๆที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานทะยอยเข้ามาทำให้ปวดหัวเสมอมาจนแทบไม่มีเวลาทำอย่างอื่นเลย
ปีนี้ตั้งใจใหม่ว่า คงจะกำจัดทุกสิ่งทุกอย่างที่ไม่เกี่ยวกับเป้าหมายออกไปให้หมด เป็นการละทิ้งของการละทิ้งอีกชั้นหนึ่ง
3. บริษัทอยู่รอดมาได้จนทุกวันนี้ นับเป็นสิ่งมหัศจรรย์มากสำหรับผม คงต้องยกเครดิตให้เพื่อนร่วมงานที่สู้มาโดยตลอดทั้งที่เขาไม่จำเป็นต้องมาลำบากด้วยกันเลย
4. ประสบการณ์การสอนหนังสือ เป็นประสบการณ์ใหม่ที่น่าสนใจ แต่ก็คงเก็บมันเป็นความทรงจำเอาไว้แค่นี้ ผมคงไม่เหมาะกับระบบการศึกษาเอาเสียเลย
5. สุขภาพช่วงปลายปีแย่ลงมาก ถ้าปีนี้ไม่พัฒนาสุขภาพ คาดว่ารอดยาก
6. สองปีก่อนตอนที่ตัดสินใจไม่ไปทำงานกับอีกบริษัท ผมเคยถามตัวเองว่าในอนาคตจะโกรธตัวเองไหมที่ตัดสินใจทิ้งทุกอย่างกลับเมืองไทย คำตอบวันนี้คือไม่โกรธเลย เพราะถ้าผมอยู่ที่นิวยอร์คต่อ ผมก็คงเสียใจที่ไม่ได้อยู่กับคุณปู่ในช่วงสุดท้ายของชีวิตท่านแน่ๆ
7. ทั้งที่โตมาในเมืองนี้ แต่จนป่านนี้ผมก็ยังไม่คุ้นกับกรุงเทพฯที่ใครๆเขาบอกว่าเป็นเมืองวิมานจริงๆ จะว่าไปผมไม่คุ้นกับที่ไหนเอาเสียเลย
8. เรายิ่งออกทะเลไปไกลแค่ไหน เราก็ยิ่งหันหัวเรือกลับยากเท่านั้น วิธีที่ทำได้ตอนนี้ อาจจะต้องเดินหน้าต่อไปเรื่อยๆจนวนอ้อมโลกกลับไปจุดเดิมอีกครั้ง อาจจะใกล้กว่าการหันหัวเรือกลับไปที่จุดเดิม
9. ขอบคุณที่ยังอ่านกันอยู่ครับ
บุคคลที่ส่งผลต่อทัศนคติการใช้ชีวิตของผมมากที่สุดคือคุณปู่
ปู่เป็นคนที่ให้ความสำคัญกับเวลาอย่างเด่นชัดมาก อาจเพราะปู่เป็นคนจีนรุ่นเก่าที่เข้ามาตั้งรกรากในเมืองไทย การตรงต่อเวลาจึงเป็นสิ่งที่ท่านให้ความสำคัญอย่างมาก ไม่ไช่แค่เรื่องการรักษาเวลา แต่รวมไปถึงการใช้จังหวะชีวิตให้เหมาะกับช่วงเวลาต่างๆด้วย
อีกเรื่องที่ปู่ให้ความสำคัญมากคือการศึกษาของลูกหลาน แม้แต่ช่วงสุดท้ายของชีวิต ท่านก็ยังถามผม(อยู่ได้) ว่า “ตกลงเรียนจบหรือยัง?” ปู่มักถามผมว่า”จะไปอเมริกาอีกทีเมื่อไหร่” (จะว่าไปแล้วท่านก็ค่อนข้างโกรธ ตอนที่ทราบว่าผมเลือกเรียนต่อในสาขาที่ไม่น่าจะสามารถหางานทำที่เมืองไทยได้) ผมก็มักจะตอบกลับไปว่า “อีกนาน” เพราะอยากอยู่กับปู่ไปอีกนานๆ
สภาพแวดล้อมที่ปู่สร้างขึ้นมานั้นก็ส่งผลต่อทัศนคติการใช้ชีวิตของผมมาก บ้านปู่ทำให้ผมชอบที่ว่างและแสงเงา, โต๊ะและตู้ที่ปู่ต่อเองทำให้ผมรักงานช่างฝีมือ, ครัวที่อยู่นอกตัวบ้านทำให้ผมไม่ทานอาหารเกินความจำเป็น, ร้านกาแฟของปู่ทำให้ผมชื่นชมความแมนของการทำงานด้วยใจ, ท่าดื่มบรั่นดีของปู่ทำให้ผมชอบนั่งไขว่ห้างโดยไม่รู้ตัว, ความเห็นต่างๆของปู่ทำให้ผมกลายเป็นเด็กที่ไม่ค่อยโรแมนติกเอาเสียเลย ฯลฯ ผมอาจจะเป็นหลานที่ค่อนข้างไม่เอาไหนในหลายๆเรื่อง ถึงปู่จะไม่ได้ผิดหวังในตัวผม แต่ผมรู้ว่าท่านก็เป็นห่วงผมตลอดเวลา
ผมรู้ว่าตัวเองก็ไม่ไช่คนดีอะไร แต่สิ่งดีๆในชีวิตผมถ้าพอมีมาบ้าง ผมยกให้เป็นเครดิตของคุณปู่เกือบทั้งหมด ท่านสอนผมเรื่องต่างๆมาตั้งแต่ผมยังไม่เข้าอนุบาล ผ่านทั้งคำพูดและการกระทำของท่าน ถึงเราจะมีบางอย่างที่ต่างกันมาก เช่น ทัศนคติในการแต่งตัว (ผมไม่เคยเห็นปู่ใส่กางเกงขาสั้นเลย) แต่เราก็คุยกันขำๆในเรื่องความคิดที่แตกต่างกันได้เสมอๆ
ในวันที่ปู่ไม่อยู่กับผมแล้ว ผมก็ทำได้แค่สัญญาว่า จะทำให้ดีที่สุดในสิ่งที่ผมเชื่อว่ามันเป็นสิ่งควรทำครับ
ทำวันนี้ให้เป็นที่น่าจดจำของพรุ่งนี้ ก็น่าจะโอเคพอสมควร
บ่อยครั้งเวลาได้เจอคนที่พยายามใช้เทคนิคทางวาทกรรมต่างๆนาๆ เพื่อป้องกันไม่ให้คนที่คิดต่างได้แสดงออกทางความคิด หรือพยายามไม่ฟังความเห็นที่จะค้านกับความคิด, หรือความเชื่อที่ตนได้ประโยชน์ แล้วค่อนข้างแปลกใจมาก เนื่องจากว่าการแสดงออกแบบนั้นเป็นอาการของผู้ที่มีทักษะการเป็นผู้ฟังที่ด้อยคุณภาพมาก แล้วคนที่ขาดทักษะการเป็นผู้ฟังที่ดีที่ไหนจะไปได้ยินเสียงเตือน หรือ ฟังข้อเท็จจริงรอบด้าน ในชีวิตประจำวันของตัวเขาเองได้อย่างไร
และที่น่าสนใจก็คือ มีคนจำนวนมากกลับพยายามใช้เทคนิคการเป็นผู้ฟังที่ด้อยคุณภาพนี่แหล่ะ*เป็นจุดแข็งในการโต้เถียงกันเพื่อหลีกเลี่ยงการคุยกันด้วยข้อมูลและเหตุผล ซึ่งการที่ใครก็ตามยิ่งพยายามใช้โวหารปิดโอกาสไม่ให้คนอื่นพูดเท่่าไหร่ ก็เท่ากับเป็นการทำลายความน่าเชื่อถือของความรู้, ความคิด, ความเชื่อ ของคนผู้นั้นเองมากขึ้นเท่านั้นเช่นกัน ตลกดี
*หลายส่วนในสังคมไทยอาจจะเรียกอาการด้อยทักษะทางการฟังเช่นนี้ว่า “พูดเก่ง”

มีเรื่องหลายเรื่องในชีวิตที่เราไม่มีวันหนีมันไปได้ เช่น สติกเกอร์รูปดอกไม้ที่แม่เอามาแปะประดับกำแพงบ้าน เป็นต้น
วันนี้ได้โอกาสกลับมานอนที่บ้านพ่อแม่ บรรยายกาศโดยรวมยังเหมือนเดิมมาก แต่มีสิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไปคือสติกเกอร์สีสันสดใสรูปดอกไม้ใบหญ้าแปะเต็มกำแพงและตู้ต่างๆทั่วบ้านจนเลอะเทอะได้อย่างน่าตกใจ
ถ้าเป็นสิบปีก่อนผมคงเสี่ยงที่จะทะเลาะกับผู้ปกครองสุดที่รักเพื่อขอแกะสติกเกอร์พวกนี้ออกเป็นแน่ แต่มาวันนี้ผมรู้สึกว่า ถ้าต้องเลือกระหว่างการรักษาจุดยืนด้านศิลปะของตัวเอง(ที่ก็ไม่มีหรอก) กับอารมณ์ศิลปินของแม่(แม่ชอบอ้างว่าตอนเด็กๆชอบวาดรูป) ผมยอมทิ้งจุดยืนเพื่อพยายามมองหาความสุขจากสติกเกอร์ผีเสื้อ, ดอกไม้, ต้นหญ้า ฯลฯ ตามกำแพงพวกนี้ก็แล้วกัน ถือว่าตอนเด็กๆผมคงวาดรูปบนกำแพงเละไปหมด โตขึ้นมาแม่เลยแก้แค้นมั้ง ก็ยุติธรรมพอสมควร
ไม่แน่ถ้าผมอายุมากขึ้น ก็อาจจะเริ่มหันมาสะสมรูปลอกหุ่นยนต์, การ์ตูน ฯลฯ เหมือนสมัยเด็กๆ แล้วแปะมันทั่วบ้านเลยก็ได้ อาจเป็นความสุขหรือความงาม ในมิติที่คนที่เรียนออกแบบมาในยุคนั้นไม่มีวันเข้าใจก็ได้ (เมื่อปลอบใจตัวเองได้ดั่งนี้ ก็เข้านอนท่ามกลางสติกเกอร์ป่าเขาลำเนาไพรได้อย่างสบายใจขึ้นเยอะ)
อาจเพราะอายุที่มากขึ้นเรื่อยๆ ผมเริ่มเกิดอาการแปลกๆในความคิดคือ มันเริ่มเรียงลำดับความชัดของอดีตสลับกันไปมา เช่น ภาพเมื่อสิบห้าปีก่อน มันดันชัดกว่าภาพเมื่อสิบปีก่อน, หรือภาพเมื่อห้าปีก่อนมันลอยออกไปไกลมาก แต่ภาพเมื่อแปดปีก่อนมันดันเลื่อนเข้ามาสนิทกับความคิดเรามากกว่า ฯลฯ หลายครั้งที่ตื่นขึ้นมา ในวินาทีแรกนั้นจำไม่ได้จริงๆว่าตอนนี้เราอยู่ที่ไหนอายุเท่าไหร่ทำอะไรอยู่ เพราะมันสับสนมาจากในฝัน ซึ่งมักจะคิดว่าเรากำลังเดินอยู่ในอีกช่วงเวลาและสถานที่ของชีวิต หรือแม้แต่คิดว่าเรากำลังนอนอยู่อีกช่วงเวลาและสถานที่ ซึ่งก็ต้องตั้งสติประมาณสองสามวินาทีเพื่อดึงเรากลับมาที่ที่เราเพิ่งตื่นนอนในเวลานั้น (อาจเพราะความทรงจำในช่วงหลังอินเตอร์เนทเกือบทั้งหมดของผมแทบไม่ได้อยู่ที่เมืองไทยเลย พอเวลาคิดถึงโลกทางกายภาพเวลากลับมาเมืองไทย ภาพเมื่อสิบกว่าปีก่อนมันเลยชัดกว่า เมืองไทยในช่วงที่ผมไม่ได้อยู่ที่นี่)
ย่าผมเคยบอกว่า พออายุมากๆเข้า ความหลังเมื่อหกสิบปีก่อนกับสามสิบปีก่อนนี่อยู่ใกล้กันนิดเดียวเอง ผมว่าผมเริ่มแก่จริงๆจังๆแล้วหล่ะ
คิดว่าอยากจะกลับมาเขียนบล๊อกอีก หลังจากลืมไปนาน เพราะอยากเก็บความทรงจำที่เป็นลำดับเป็นขั้นเป็นตอนเอาไว้แบบนี้ ถึงจะเป็นวิธีการที่เชยไปหน่อย แต่ผมว่ามันก็สบายๆดี
ไม่น่าเชื่อว่ากลับมาเมืองไทยจะครบสองปีตามที่เคยตั้งใจเอาไว้แล้ว หลังจากนี้คงคิดถึงบทต่อไปของชีวิตว่าจะไปเส้นทางไหนต่อดี
ที่ผ่านมา ผมรู้สึกเหมือนได้กลับมาอยู่คนเดียวนานๆอีกครั้ง (ก็ไม่คนเดียวเสียทีเดียวหรอก) เหมือนถูกตัดออกไปจากโลกภายนอก โลกที่เราเคยอยู่ เป็นสองปีที่หาคนที่เข้าใจกันที่สามารถแลกเปลี่ยนความเห็นในเรื่องที่เราสนใจกันได้ยากมาก ไม่ไช่เพราะมันซับซ้อนอะไรหรอก แต่แค่เพราะมันไม่ไช่เรื่องที่ใครเขาให้ความสำคัญกันเท่านั้นเอง ซึ่งก็ไม่ไช่เรื่องผิดหรือถูกอะไร ตามหลักมงคล 38 ประการ ข้อที่ 4 เขาก็บอกไว้ว่าให้อยู่ในถิ่นที่เหมาะสม ทุกคนมีที่ที่เหมาะสมสำหรับตัวเองทั้งนั้น
ตั้งแต่เล็กมา ผมไม่เคยมองชีวิตเป็นเป้าหมายอะไรเลย แค่มองเป็นการเดินทางไปในที่ที่เหมาะสมในแต่ละช่วงชีวิตเท่านั้นเอง สองปีที่ผ่านมา เมื่อมองกลับมา มันคงเป็นการพักร้อนที่ยาวมากครั้งหนึ่งในชีวิต หมดเวลาพักร้อนมานานแล้ว เราควรจะหาทางไปจากเมืองท่องเที่ยวนี้เสียที

เมื่อวานไปพูดเรื่องเกี่ยวกับงานอินเตอร์แอคชั่นดีไซน์ในบริบทของการสื่อสาร ที่คณะสถาปัตย์ลาดกระบัง
ประเด็นจริงๆมีแค่สองอย่าง 1. อย่ายึดติดกับเทคโนโลยี่ เพราะทุกอย่างตั้งแต่ยุคหินเป็นต้นมา มันเป็นเทคโนโลยี่ทั้งนั้น 2. ในเมื่อยุทธศาสตร์ของประเทศก็ไม่ได้มีอะไรสนับสนุนอุตสาหกรรมการออกแบบอะไรมากไปกว่าเอาคำเก๋ๆมาใช้หาเสียงไปวันๆ ถ้าคิดจะหนีตอนนี้ก็ยังไม่สายก็ไปเรียนต่อสายบริหารหรือการตลาดได้ แต่ถ้าใครคิดจะลุยทางสายงานการออกแบบต่อก็ต้องลงลึกเรื่องคอนเซป, การวิจัย, และ นวัตกรรม ให้มากขึ้น ไม่งั้นก็จะเสี่ยงที่โดนต้อนไปเป็นแรงงานในตลาดแรงงานส่วนการผลิตที่ไร้ยุทธศาสตร์กันต่อไป
เป็นการบรรยายเกี่ยวกับอินเตอร์แอคชั่นดีไซน์ ที่ไม่มีอินเตอร์แอคชั่นใดๆจากผู้ฟังทั้งสิ้น : )