สิ่งที่เรียนรู้จากวันนี้
1. หลังจากเล่นเกมจนสร้างทีมสุดแกร่งขึ้นมาได้ ก็เรียนรู้ว่า พลังพิเศษ มักมาพร้อมความประมาท
2. หลังจากเปิดเครื่องเล่น mp3 ทิ้งไว้ทั้งคืนก็พบว่ามีเพลงอีกมากในนั้นที่ยังไม่ได้ฟัง แถมไม่รู้ว่ามันเพราะขนาดนั้น โลกนี้กว้างใหญ่จริงๆ พับผ่าสิ
3. หลังจากทำงานที่นี่มาสักพักก็พบว่า ไม่เคยเห็นคนขยันคนไหนไม่มีงานทำ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่เคยเห็นคนปลิ้นปล้อนคนไหนไม่ได้ดิบได้ดี
Filed under: Journal | Comment (0)
มีโอกาสได้ไปอ่านบทความเรื่อง หมาเยี่ยวรดภูเขาทอง จากเวบของคุณวินทร์มา รู้สึกค่อนข้างประทับใจในวิธีการเปรียบเทียบของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช มาก เห็นภาพและเห็นความรู้สึกมาก
จำได้ว่านานมาแล้วเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งของคุณ Edward De Bono (จำไม่ได้ว่า Simplicity หรือ New Thinking for The New Millennium) แกยกตัวอย่างเรื่อง เด็กที่เอาก้อนหินไปวางบนรางรถไฟเพื่อทำให้รถไฟตกราง แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเด็กคนนั้นฉลาดกว่าวิศวกรที่สร้างระบบรถไฟ หรือ แปลว่าระบบรถไฟไม่ควรจะมีอยู่ดี และรถไฟมันก็จะพัฒนาไปเรื่อยๆจนดีขึ้นสักวันนึงอยู่ดี ที่สำคัญเขาก็รู้แหล่ะว่าถ้ามีก้อนหินมาวางบนราง มันอาจจะมีปัญหา แต่มันก็มีมาตรฐานอื่นๆที่ต้องคำนึงถึงมากกว่า และก็ต้องค่อยๆพัฒนากันไป (เหมือนกับงานสร้างสรรค์งานนวัตกรรมต่างๆ ในประเทศที่เจริญพอสมควร เขาก็รู้แหล่ะว่าของทุกอย่างมันก็ยังไม่สมบูรณ์ ก็ค่อยๆทำกันไปพัฒนากันไป มันก็จะดีขึ้นเองสักวัน ไม่ไช่เอาแค่ตอดเล็กตอดน้อยด่ากันแบบไม่ให้คนอื่นได้ทำอะไร)
หลังๆมาไม่รู้ทำไม เริ่มรู้สึกว่าอาการแบบนี้เป็นที่นิยมมากมากในสื่อต่างๆ(ของไทย) และในสังคมที่เห็นคนประเภทเห็นคนอื่นทำอะไรไม่ได้ ต้องไปทุ่มเทกำลังกายกำลังสมองเพื่อไปหยุดคนอื่น เหมือนกลัวคนอื่นจะทำอะไรสำเร็จ แล้วก็เหมือนเป็นเรื่องธรรมดาในสังคมด้วย ที่จะมีคนแบบนี้โผล่ออกมาเรื่อยๆ (ยิ่งทางด้านการวิจารณ์ศิลปะวัฒนธรรมด้านต่างๆ)
คือผมเคยคิดว่าการมองว่าคนพวกนั้นเหมือนเด็กมีปมด้อยที่จ้องจะเอาก้อนหินไปวางให้รถไฟตกรางก็เป็นการเปรียบเทียบที่ดีแล้วน่ะ แต่ตอนนี้ผมว่าเปรียบเทียบคนแบบนี้ว่า หมาเยี่ยวรดภูเขาทอง มันไทยๆและเห็นภาพกว่าเยอะเลย กับคนขี้แพ้พวกนั้น
จำได้ว่าตอนเรียนอยู่มีเพื่อน(ร่วมห้อง) คนนึง เป็นชาวอะไรไม่รู้ แต่ดูมั่นใจในชีวิตตัวเองมาก เหมือนแกภูมิใจมากมากที่จะหาข้อเสียของงาน masterpiece ต่างๆได้ เจออะไรด่าไปหมด [...]
Filed under: Journal | Comment (0)
1.
ปลายปีนี้คิดอยู่เหมือนกันว่าจะกลับเมืองไทยดีไหม เพราะหยุดได้แค่สิบวัน ที่บ้านบอกว่าถ้าจะกลับไปแค่สองอาทิตย์ไม่ต้องหรอก เสียค่าเครื่องบินเปล่าๆ
บางครั้งผมก็สงสัยตัวเองเหมือนกัน ว่าตกลงผมทำอะไรอยู่เนี่ย ทำไมคนอื่นได้ทำงานใกล้ครอบครัวใกล้คนที่เขารัก ทำไมเราต้องถ่อมาเหนื่อยที่นี้ด้วยหนอ แต่พอคุยกับเพื่อนเรื่องจะกลับไปทำงานเมืองไทย ก็มีแต่คนบอกว่าอย่าเลย จะกลับไปทำอะไร มันไม่มีอุตสาหกรรมทางด้านนี้รองรับเลย ยกเว้นแต่ว่าจะเอาวิชาความรู้ไปทำงานในอุตสาหกรรมโฆษณา (บ้านเมืองที่แทบไม่มีนวัตกรรมทางโปรดักเลย แต่กลับมีอุตสาหกรรมโฆษณาที่ใหญ่มากมาก มันเป็นการบอกถึงทิศทางบางอย่างของประเทศได้เหมือนกันน่ะเนี่ย) แต่ก็ไม่อยากคิดให้มันแย่ขนาดนั้น มันอาจทางอื่นก็ได้ แค่ยังไม่เจอตอนนี้เพราะไม่ได้อยู่ตรงนั้นเท่านั้นเอง
ตอนนี้กำลังคิดว่าหลังจากทำงานที่นี่ไปสักพักนึงจนเริ่มอยู่ตัว อาจจะเริ่มแบ่งเวลาไปทำงานส่วนตัวที่ค้างคาไว้มาสามสี่ปีแล้วอีกครั้ง เคยคิดว่าจะทำ proposal เสนองานศิลปะเพื่อนำไปแสดงหลายปีแล้ว ไม่มีโอกาสสักที กลับบ้านที่กรุงเทพทีไรก็นอนทั้งวันกินทั้งคืน โอ้เพิ่งนึกขึ้นได้ ยังมีเพลงที่ยังไม่ได้เริ่มทำอีกสองสามเพลง อยากทำให้เสร็จก่อนสิ้นปีอีก ไม่รู้เวลามันหายไปไหนหมดเหมือนกัน
2.
หลังๆมาเหมือนงานแนว interactive installation มันจะมีออกมาเยอะมากมาก แต่สิ่งนึงที่เหมือนกันคือ ไม่มีความหมาย ทำให้คิดนึกย้อนไปถึงสมัย photoshop เป็นของทันสมัย จะมีคนเอา plug-in มาเล่นจนเลอะเทอะไปหมด แล้วสุดท้ายพอทุกคนเข้าใจแล้วว่า แบบนั้นมันไม่มีความหมายใดใดเลย งานพวกนั้นก็หายสาบสูญไปหมด ผมว่าตอนนี้งานพวก interactive installation เกือบครึ่งที่เห็น มาจากกระบวนการคิดแบบ technology-driven ทั้งนั้นเลย คือเห็นว่ามีเทคโนโลยี่อะไรใหม่ ใครทำอะไรอยู่ ก็อยากได้อยากมีอย่างเขาบ้าง แล้วสุดท้ายมันไม่มีเนื้อหา มันมีแต่กิมมิก ซึ่งก็เป็นกิมมิกที่เกิดจากเทคโนโลยี่ [...]
Filed under: Journal | Comment (0)
พอดีเมื่อเดือนก่อนได้หนังสือเล่มนึงมา ชอบมากมาก Sketching User Experience ของคุณ Bill Buxton เจ้าพ่อแห่งวงการ Human Computer Interaction (และทุกๆวงการที่เกี่ยวกับ เทคโนโลยี่ มนุษย์ และ การออกแบบ)
หนังสือเล่มนี้เกี่ยวกับกระบวนการออกแบบ User Experience ในโปรดักต่างๆ ผู้เขียนเล่าออกมาได้ทั้งในเชิงลึกและกว้างได้อย่างไม่น่าเชื่อ สมแล้วที่เป็นมือกระบี่อันดับหนึ่งแห่งบู๊ลิ้ม
ภาพรวมก็คือการอธิบายขั้นตอนของการออกแบบประสบการณ์ (ซึ่งต่างจากการออกแบบวัตถุ) จากกรณีศึกษาต่างๆว่าทีมต่างๆเขาทำกันมายังไงบ้าง ข้อดีข้อเสีย พร้อมการออกความเห็นในแง่มุมของเขา ซึ่งเหมือนเขาจะให้ความสำคัญกับการลองผิดลองถูกและเรียนรู้กับกระบวนการทดสอบนั้นไปด้วยกันให้เร็วที่สุดเพื่อพัฒนาโปรดักให้ดีขึ้นมากมาก (ซึ่งต่างจากระบบของญี่ปุ่นนิดนึงเท่าที่ทราบคือ เหมือนระบบของทีมจากญี่ปุ่นคือคิดอะไรได้ ปล่อยออกตลาดเลย แล้วใช้ตลาดจริงเป็นการทดสอบ ถ้าผลตอบรับดีก็พัฒนาต่อเลย)
คิดว่านี่เป็นหนังสือที่นักออกแบบควรจะต้องอ่านและทำความเข้าใจหน้าที่ของตัวเองว่ากำลังอยู่ตรงไหนของแผ่นที่โลก (ไม่ไช่ศูนย์กลางของจักรวาลไหน) และผู้ประกอบการก็น่าจะอ่านเพื่อทำความเข้าใจว่าความสัมพันธ์ และความสำคัญ ของการออกแบบที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจนั้น มันแนบแน่นกันแค่ไหน
แกยกตัวอย่างตอนที่ Steve Jobs กลับเข้าไป Apple อีกครั้งคนเดียว แล้วใช้ทีมออกแบบของเดิมทั้งหมด(ไม่ได้ซื้อตัวนักเตะเพิ่มเลย)เพื่อผลักดันให้ทีม Industrial Design เป็นกุญแจในการแก้ปัญหาทางการเงินของ Apple เมื่อปี 1997 ตอนนั้นทุกคนก็ไม่เข้าใจว่าปัญหามีเป็นล้าน ทำไมไปมุ่งแก้ไขที่ทีมออกแบบ แต่ทุกคนก็เชื่อมือคุณ Jobs แล้วก็ปล่อยให้เขาเป็นเผด็จการจนมาถึงทุกวันนี้ คำตอบก็กระจ่างแล้ว [...]
Filed under: Journal | Comment (0)
วันนี้นอนป่วยอยู่ที่บ้าน ไปทำงานไม่ไหว ความจริงโดนไล่กลับมานอนตั้งแต่เมื่อวานบ่ายแล้ว เขากลัวติดหวัดกัน
พอดีตอนกลางวันเช็คพัสดุ เขาบอกว่าของมาถึงแล้ว
หลังจากตัดสินใจมาเป็นปีว่าจะอัพเกรด Laptopเครื่องเดิม หรือซื้อ PC เครื่องใหม่ดี ไปไปมามาก็เลยตัดสินใจซื้อตัวนี้นั่นแหล่ะ ด้วยเหตุว่ามันเหมือนจะคุ้มสุดแล้วในงานที่ผมทำอยู่ ก็เหมือนได้ทั้ง Mac ทั้ง PC แถมก็ไม่เกะกะห้องทำงานด้วย (หา PC Laptop ที่ไม่เกะกะสายตายากมากมาก) แล้วเจ้าเครื่องเก่าสุดที่รักก็เก่ามากมากจนใช้อะไรแทบไม่ไหวแล้ว
ยอมรับว่าความรู้สึกตอนแกะกล่องมันดีมาก ออกแบบมาค่อนข้างเอาใจคนซื้อ (กล่องสวยจริงๆ) แต่พอลองเปิดใช้ดูจริงๆมันก็โอเค ถึงเครื่องนี้เป็น Macเครื่องแรกที่ผมซื้อเอง แต่อาจเพราะปรกติผมใช้ Mac ที่ทำงานทุกวันอยู่แล้ว แล้วพอมาซื้อเองมันเลยรู้สึกเหมือนไม่ได้มีอะไรใหม่นักในแง่ความรู้สึก
ที่สำคัญ รู้สึกเซ็งนิดหน่อยที่ค้นพบว่า Trackpad ของ MacBook Pro ไม่สามารถจับการเคลื่อนไหวของนิ้วชี้มือขวาของผมได้ เวลาใช้นิ้วอื่นมันก็โอเค แต่พอมาใช้นิ้วชี้มือขวา ผมควบคุมอะไรในจอแทบไม่ค่อยได้เลย เหมือนผิวสัมผัสบริเวณปลายนิ้วชี้ผมมันจะแห้งและลื่นมากมาก คือเคยมีปัญหากับเครื่องคนอื่นมา แต่ไม่คิดว่าจะมีกับเครื่องตัวเองด้วย
ส่วนข้อดีนอกนั้นก็ มันก็คือ MacBook Pro นั่นแหล่ะครับ ทำงานได้สะดวกตามที่ควรจะเป็น ไม่ร้อนด้วย เอาไว้ใช้ไปสักอาทิตย์ถ้ามีข้อดีเพิ่มเติมจะมาเขียนอีก
Filed under: Journal | Comment (0)
หลังๆมาชีวิตเปลี่ยนไปมาก เหมือนเวลามันหายไปกับงานหมดเลย แถมงานที่ทำก็ไม่สามารถเปิดเผยกับโลกภายนอกได้ จนคนอื่นพาลคิดว่าผมทำงานให้หน่วยสืบราชการลับของรัฐบาลไปแล้ว จนป่านนี้ยังสงสัยอยู่เลยว่า แล้วถ้าอีกหน่อยผมเกิดอยากไปสมัครงานที่อื่นจริงๆจะเอาอะไรไปให้เขาดูดีหนอ หรือบอกคนสัมภาษณ์ว่า “เฮ้ ผมมีประสบการณ์ แต่ไม่มีงานอะไรให้ดูน่ะ เป็นความลับสุดยอด ห้ามเปิดเผย -_-”
ยิ่งงานโปรเจกส่วนตัวที่ค้างมาเป็นปีก็ยิ่งไม่มีเวลาได้ทำเลย ได้แต่อ่านหนังสือวันละครึ่งชั่วโมงก็หรูแล้ว
พอดีวันก่อนได้เล่มใหม่มา Geometry of Design: Studies in Proportion and Composition รวบรวมโดยคุณ Kimberly Elam ตอนแรกไม่ได้หวังอะไรมากนัก คือรู้สึกว่าอยากทบทวนความรู้สมัยเรียนสมัยก่อนโน้นอย่างเป็นเรื่องเป็นราวเสียที แล้วก็อยากทำความเข้าใจเรื่อง Geometry ของ Form มากขึ้นด้วย เพราะที่ผ่านมาผมไปสนแต่เรื่องของ Space กับ User Experience เท่านั้นเลย แต่ส่วนเรื่องที่มันเห็นๆจับต้องได้ มีผลกระทบโจ๋งครึ่มกว่าอย่าง Geometry ของ Form นั้น ผมยังอ่อนหัดมากมาก เลยคิดว่าจะหาเล่มนี้มานั่งเรียนพื้นฐานในช่วงเวลานี้คงยังไม่สายเกินไป
แต่พอมาเปิดๆดูแล้ว โอ้ เยี่ยมมากมากเลย นี่มันขุมทรัพย์ชัดๆ
หนังสือเล่มนี้ว่าด้วยเรื่องของ Geometry เท่านั้นเลยครับ คือคุณคนเขียนก็เอางานออกแบบ Modern Classic ต่างๆมาวาง [...]
Filed under: Journal | Comment (0)
เมื่อวานมีนัดประชุมที่ทำงานตอน 8:30 am เลยต้องรีบตื่น นอนน้อยมากมากกะว่ายังไงก็ไปสายไม่ได้
พอตกดึกนอนไม่ได้เลยเพราะมีพายุเข้า เสียดังมากมากทั้งเสียงฝนเสียงลมเสียงฟ้าร้อง
พอตื่นเช้าผมก็รีบออกจากบ้านกะว่า ยังไงก็คงไปทันแหล่ะ พอไปถึงสถานี เขาเอาเทปมาปิดเอาไว้ลงไปไม่ได้ เลยวิ่งไปมาอยู่ครึ่งชั่วโมงไปสถานีอื่นๆรถไฟสายอื่นๆดู ก็ปิดหมด (แล้วมันก็ไม่ยอมบอกแต่แรกน่ะ ปล่อยให้คนยืนรอล้นถนนไปหมด)
สุดท้ายปรากฎว่าระบบรถไฟโดนน้ำท่วมเข้าไป เลยตัดสินใจเดินไปทำงาน เหนื่อยๆสุดๆ ไปสายชั่วโมงครึ่ง
Filed under: Journal | Comment (0)