วันก่อนมีเพื่อนที่เป็นนักออกแบบคนนึงถามว่า โปรดักที่มีอิทธิพลกับชีวิตของผมที่สุดสิบอย่างคืออะไรบ้าง จำได้ว่าตอบไปโดยไม่ต้องคิดเลยว่านึกออกแค่อย่างเดียวเท่านั้น คือ ES 335 รุ่นปี 1959
ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน ตั้งแต่เด็กมาก็ไม่เคยเห็นว่ามีวัตถุอะไรมันจะสำคัญหรือเป็นแรงบันดาลใจอะไรได้มากไปกว่าอุปกรณ์ใช้งาน แถมยิ่งเมื่อไปเข้าคลาสสะกดจิตเรื่องงานออกแบบยุคโมเดิร์นสมัยเรียนเข้าไปอีก อารมณ์และความงามเป็นเพียงสิ่งนอกกายเท่านั้น
แต่มีอยู่อย่างนึงจริงๆที่มันรอดจากการโดนสะกดจิตมาได้ และผมรู้สึกว่ามันมีเสน่ห์ และสามารถพิสูจน์ได้จริงๆว่าความงามนั้นก็เป็นฟังชั่นอย่างนึงเหมือนกัน นั่นก็คือเครื่องดนตรีนี่แหล่ะ และโดยส่วนตัว ES 335 เป็นเครื่องดนตรีที่ผมคิดว่าสวยที่สุดและลงตัวที่สุดทั้งด้านวิทยาศาสตร์ ศิลปะ งานช่าง และ ธุรกิจ ชิ้นนึงเลย เอาแค่นั่งมองเฉยๆก็มีความสุขแล้ว
(อันที่จริงๆมีอีกชิ้นนึงคือ Eames Lounge Chair แต่พอไปลองนั่งจริงๆไม่รู้สึกสบายเหมือนหน้าตาเลย และดูราคาที่สูงขึ้นๆทุกปี ก็รู้สึกว่ามันไม่ได้อะไรขนาดนั้น)
Filed under: Journal | Comment (0)
วันก่อนเพิ่งได้มีโอกาสดูหนังเรื่อง The Sacrifice ของคุณ Tarkovsky
เป็นหนังที่เล่นกับความเป็นคนได้บ้าดีแท้ ถ้ายังไม่ได้ดู แล้วมีเวลาว่างเหลือ น่าจะลองหามาดูครับ เป็นประสบการณ์ที่ดีมากมาก ทุกอย่างสวยงาม และ ดึงดูดเราเข้าไปอยู่ในลอจิกของตัวละครในเรื่องได้เนียนจริงๆ
เคยคิดว่าตอนเด็กๆก่อนที่แม่จะพาไปดู Starwars (A New Hope) ถ้าผมได้มีโอกาสดู Rashomon ของ Akira Kurosawa ก่อน ตอนนั้นผมคงเลือกทีี่จะโตขึ้นมาอยากทำหนังหรืออยากเป็นนักเขียน แทนทีจะอยากเป็นอย่างที่ทำอยู่ทุกวันนี้
แต่หลังจากที่ดูเรื่อง The Sacrifice จบแล้ว และก็อึ้งไปสักพักแล้ว ก็รู้สึกว่าถ้าตอนเด็กๆผมได้มีโอกาสดูหนังของ Tarkovsky เรื่องนี้เข้าไป ผมคงไม่อยากทำอะไรอีกเลย ไม่ว่าจะทำหนัง หรือ สร้างยานรบ เผลอๆดูจบอาจจะอยากไปเป็นนักบวชไปเลยก็ได้
Filed under: Journal | Comment (0)
ช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมาทางแทกซี่ของนิวยอร์คเริ่มนำเอาสติกเกอร์โลโก้ตัวใหม่มาแปะออกถนนมากขึ้น และคาดว่าจะเปลี่ยนมาใช้รุ่นนี้กันทุกคันในไม่ช้านี้
ผลตอบรับจากพลเมืองที่นี่คือ ทุกคนเกลียดมันครับ (อย่างน้อยผมยังไม่เคยเห็นใครชอบมันเลยสักคน)
จนแม้แต่หนังสือพิมพ์นิวยอร์คไทม์ ถึงกับลงบทความประชดประชันกันเต็มๆพร้อมกับให้นักออกแบบจากบริษัทอื่นๆมาวิจารณ์กันเต็มที่ พร้อมกับมีประกวดออกแบบโลโก้ใหม่ตามใจฉัน โดยให้ผู้อ่านทางบ้านส่งผลงานเข้าไปกันเอง เหมือนเป็นการบอกว่า โลโก้แบบนี้เด็กที่ไหนก็ทำได้
ถึงแม้ว่าผมเองก็ไม่ชอบโลโก้ใหม่ของแทกซี่นิวยอร์คเลย แต่ผมว่ามันไม่แฟร์เลยที่จะไปด่าเขาโดยที่ไม่ทำความเข้าใจขั้นตอนการทำงานทั้งหมด
โลโก้ที่ว่านี้ออกแบบมาสำหรับงานฉลองครบรอบ 100 ปีของระบบแทกซี่ในนิวยอร์คเมื่อเดือนเมษายนก่อนโน้น ผมเองถึงจะไม่ได้เป็นเพื่อนกันกับเขา แต่ก็รู้จักคนออกแบบโลโก้นี่เป็นการส่วนตัว และก็ได้ทำงานร่วมกันในโปรเจกแทกซีนี้มาก่อน (แต่ผมทำส่วนอื่น เลยโชคดีไป) จำได้ว่า คุณคนที่ออกแบบโลโก้นี้เขาก็ไม่ได้อยากให้มันออกมาเป็นแบบนี้ แต่นี่เป็นเรื่องความผิดพลาดของทีมเจรจาและการสื่อสารระหว่างนักออกแบบกับลูกค้ามากกว่า
กล่าวคือ ในตอนแรกนั้นนักออกแบบเสนอสิ่งที่ตัวเองคิดว่าดีที่สุดไป ซึ่งก็เป็นแบบที่เรียบง่ายมากมากคือมีแค่คำว่า nyc TAXI บางๆเลย แต่ด้วยระบบอะไรบางอย่างนักออกแบบจึงไม่ได้เป็นคนไปคุยงานเอง ส่วนทางลูกค้า(หน่วยงานราชการ) เมื่อได้เห็นโลโก้แบบแรกเข้าไปก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงออกมาเรียบง่ายจัง ก็เลยสั่งกลับมาว่าขอให้มันหวือหวาหน่อยไม่ได้เหรอเอาแบบใครเห็นก็จำได้ พร้อมกับยกตัวอย่างแกมสั่งการมาว่าอยากได้แบบไหนแบบไหน ฝ่ายเจรจาก็กลับมาบอกนักออกแบบว่าให้ทำแบบนั้นแบบนี้ ทางคุณนักออกแบบก็ทำไปตามที่เขาสั่งมา โดยคิดว่านี่เป็นอีกหนึ่งขั้นตอนของทำงาน และก็ไม่คิดว่าจะมีใครกล้าเอาไปใช้จริงๆ (เพราะตอนนั้นงานนี้ออกแบบมาเพื่อใช้ในนิทรรศการเท่านั้น) แต่ที่ไหนได้มันกลับไปตรงใจลูกค้าซึ่งก็เป็นผู้มีอำนาจในหน่วยงานราชการ เขาก็เลยเลือกแบบที่เป็นตัว T วางอยู่ในวงกลม แต่มากกว่านั้นคือเขาขอเอาแบบแรกยัดเข้าไปด้วย ไหนไหนก็ออกแบบมาแล้ว (เหมือนกลัวไม่คุ้มมั้ง) สุดท้ายเลยเอางานดีไซน์สองแบบที่ไม่เกียวข้องกันเลยมายัดรวมกันในโลโก้เดียวกันนั้นแหล่ะ
และนั่นก็คือที่มาของโลโก้ที่น่าเกลียดที่สุดในโลกมาแปะที่รถแทกซี่ก่อนวันจัดงานโชว์เมื่อเดือนเมษายนเพียงวันเดียว
ยัง ยังไม่พอ หลังจากนันทางหน่วยงานแทกซี่นิวยอร์คก็ได้ไปจ้างบริษัทออกแบบอีกทีมหนึ่งมาออกแบบฟอนท์คำว่า NYC ใหม่ แล้วก็นำมายัดรวมกลับเข้าไปในโลโก้เดิมอีก สุดท้ายกลายเป็นการยำงานออกแบบที่มาจากสามภาษาการออกแบบ จนเละตุ้มเป๊ะไปหมดด้วยน้ำมือของท่านผู้บริหารหน่วยงานแทกซี่ และนี่ก็เป็นที่มาของโลโก้จริงๆที่ใช้กันตามถนนทุกวันนี้ -_-”
บทเรียนจากงานนี้ เป็นการย้ำว่า การยอมปล่อยให้ลูกค้าที่ไม่มีพี้นฐานความเข้าใจด้านการออกแบบมาสั่งโน้้นสั่งนี้ อาจเป็นผลดีกับฝ่ายการตลาด [...]
Filed under: Journal | Comment (0)