blog

จำได้ว่าตอนช่วง Spring ของ 2006 มีเสียงนกร้องข้างหน้าต่างดังมาก เปิดหน้าต่างออกไปดู ก็มีนกสองตัวยืนเล่นกันอยู่ แล้วมันก็มาเล่นที่บันไดหนีไฟทุกวัน สมัยนั้นผมทำงานในห้องนอนก็เลยเจอมันทุกวันเกือบปีจนถึงหน้าหนาว มันก็หายไป ไม่เจอกันอีกเลย
จนมาถึงปี 2007 จำได้ว่าตอนนั้นนั่งๆอยู่มองไปข้างหน้าต่าง ก็เห็นพวกมันกลับมาอีกครั้ง สองตัวเดิม ยืนที่เดิม ยังรักกันดี แข็งแรงทั้งคู่ แล้วมันก็แวะมายืนตรงนี้ไปอีกปี จนถึงหน้าหนาวเช่นเดม
ปี 2008 เป็นปีที่ผมไม่มีใจให้กับอะไรยกเว้นเรื่องที่ทำงาน ผมลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าผ่านปีนั้นมาได้ยังไงเร็วมากมาก
จนมาถึงวันนี้ นั่งเล่นอยู่ที่โต๊ะตัวเดิม ได้ยินเสียงนกร้องอีกครั้ง เปิดม่านไปดู รู้สึกเหมือนเจอเพื่อนเก่าอีกครั้ง จะว่าไปมันเป็นยิ่งกว่าเพื่อนเก่าอีก มันเหมือนเป็นความสมบูรณ์ของเรื่องราวเล็กๆบางอย่างที่ผมสงสัยเมื่อสองปีก่อน ว่าผมจะได้เจอมันอีกไหมหรอ วันนี้มันมาอีกแล้วครับ แต่คราวนี้พี่แกมาตัวเดียว ร้องไม่หยุดเลย ผมไม่รู้เหมือนกันว่าช่วงเกือบสองปีที่ผ่านมามันไปเที่ยวที่ไหนกันบ้าง แล้วคู่หูของมันอีกตัวหายไปไหนแล้ว ได้แต่หวังว่ามันจะมีความสุขความเจริญในแบบของมันต่อไป ปีหน้าผมคงไม่ได้เจอมันแล้ว เพราะถึงตอนนั้นผมคงย้ายไปอยู่ที่อื่นแล้ว ขอให้มันเจอแฟนใหม่เร็วๆแล้วกัน อย่าเหงามากนักเด้อ

เพิ่งได้มีโอกาสได้ดู Jean De Florette กับ Manon of the Spring (กำกับโดยคุณ Claude Berri) ตอนแรกไม่ได้เตรียมใจว่าจะเสียเวลาทนดูหนังสองเรื่องยาวต่อกันเกือบสี่ชั่วโมงได้ แต่พอเริ่มดูแล้วก็ลืมเวลาไปเลย ตัวหนังมันก็ไปเรื่อยๆของมัน แต่บทซึ่งดัดแปลงมาจากหนังสือของMarcel Pagnolนั้นเป็นบทประพันธ์ที่สุดยอดมากมาก เริ่มดูแล้วก็หนีไปไหนไม่ได้ ไม่ไช่เพราะมันตื่นเต้น แต่เพราะวิธีเล่าเรื่องที่ดีและประเด็นหลักที่เข้มแข็งมากของเรื่อง
เป็นเรื่องของชาวสวนลุงหลานสองคนที่พยายามจะสร้างกิจการของตัวเองให้ใหญ่โต จนลืมคอมมอนเซนส์เรื่องจริยธรรมไป แต่ที่ผมชอบมากคือ เราตัดสินอะไรไม่ได้เลยว่าอะไรคือคอมมอนเซนส์กันแน่ในโลกที่บริบทไม่แน่นอนแบบนั้น ทุกคนสร้างกรอบของเหตุผลขึ้นมาเองกันหมดเลย (อาจเหมือนสังคมไทยที่ผ่านมา)
อีกเรื่องที่ผมชอบมากคือในส่วนของภาคแรก (Jean De Florette)นั้น เหมือนเป็นการเผชิญหน้ากันระหว่างการใช้ความรู้และความฉลาดของคนเมืองที่มีความภูมิใจในตัวเอง กับความโลภที่ไร้ยางอายและข้อมูลที่มีมากกว่าจากคนในพื้นที่ มันสะท้อนความโหดร้ายออกมาได้เนียนมากแต่ก็หลีกเลี่ยงที่จะไม่รับรู้ความจริงที่มีอยู่ทั่วไปแบบนี้ไม่ได้เช่นกัน เหมือนกับที่ตัวละครตัวหนึ่งในเรื่องพูดว่า “I am smart because I have money.”
หนังสองเรื่องนี้ถ้าเป็นไปได้อยากบอกต่อให้คนอื่นที่มีเวลาว่างเหลือเฟือหามาดูกันครับ ตัวหนังอย่างเดียวก็สวยมากมากแล้วครับ ยิ่งนางเอกในเรื่อง Manon of the Spring นี่ผมว่าในยุค 80’s คุณ Emmanuelle Beart นี่น่าจะเป็นหนึ่งในผู้หญิงที่สวยที่สุดในโลกคนนึงได้เลย

Spring Is Here

April 24th, 2009

เมื่อกี้นี้ผมเพิ่งทำการยกเลิกนัดสัมภาษณ์งานไปด้วยเหตุผลเดียวกับที่ผมลาออกจากที่ทำงานเดิม นั่นคือผมคิดดูแล้วว่าอยากใช้เวลาโฟกัสที่งานของตัวเองมากกว่า
ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าตัวเองเสียสติค้างไปแล้วหรือเปล่า เพราะงานที่สมัครไปจะว่าไปมันก็เป็นงานที่ดีที่สุดตำแหน่งนึงที่จะจินตนาการได้ในเวลานี้ จำได้ว่าตอนที่รอเขาติดต่อมา ก็คิดคิดเหมือนกันว่าถ้าได้ทำงานที่นั่นก็คงดีเหมือนกัน อย่างน้อยก็มั่นคงไปอีกนานแน่ๆ แต่ผมก็ลองมาคิดดูดีดีว่าถ้าผมเป็นคนอยากมั่นคงทำไมไม่ทำงานอยู่ที่เดิมต่อไปแต่แรก เพราะมันก็มั่นคงสุดๆอยู่แล้ว หลังจากประชุมกับตัวเองและเพื่อนอีกคนหนึ่งที่ร้านหนังสือ ก็ตัดสินใจใช้วิธีทำลายโอกาสตัวเองให้หมด แล้วมุ่งพลังไปที่การทำสตูดิโอตัวเองหนึ่งปีเต็มที่ แล้วหลังจากนั้นค่อยว่ากันว่าจะเอาไงต่อ เพราะถ้ามัวแต่คิดเรื่องเงิน ความมั่นคง ตำแหน่งหน้าที่การงาน แบบนั้นผมก็คงไม่ต้องทำอะไรกันพอดี
ผมเองก็ไม่ไช่เด็กแล้ว ไม่รู้ทำไมยังต้องใช้เวลาทำความเข้าใจความต้องการตัวเองมากขนาดนี้อยู่ หรืออาจเพราะไม่ไช่เด็กแล้วก็ได้ ความกลัวมันเลยเพิ่มมากขึ้นตามประสบการณ์ชีวิต ทำให้ตัดสินใจเรื่องต่างๆยากขึ้นไปด้วย
หวังว่าเมื่อผมกลับมาอ่านที่ตัวเองเขียนวันนี้อีกครั้งในปีหน้า จะไม่เขกหัวตัวเองกับการตัดสินใจครั้งนี้ก็แล้วกัน

untitled

April 21st, 2009

วันก่อนเดินแถว Chelsea เจอรูปภาพของคุณ Madoff วางทิ้งอยู่ที่ถังขยะ พอเข้าไปดูใกล้ๆมีเบอร์ติดต่อถ้าอยากซื้อด้วย
ไม่รู้เป็นงานศิลปะจัดแสดง หรือ เจ้าของภาพเขาเอามาทิ้งจริงๆ แต่ฮาดีครับ
?

พูดไม่ออก

April 18th, 2009

การอยู่นิวยอร์คมักจะทำให้ตามโลกภายนอกไม่ทันอยู่เสมอไป วันนี้เพิ่งได้เห็นข่าวของคุณ Susan Boyle ที่สนามบินตอนไปส่งแม่กลับกรุงเทพ พอกลับมาบ้านเลยมาหารายละเอียดอ่านอีกที
บ้าไปแล้ว ทำไมคนอังกฤษที่เสียงดีมีเยอะขนาดนี้ โผล่มาเรื่อยๆเลย ผมชอบเขาตรงที่เขาไม่ได้ถ่อมตัวหรือหงออะไรเลย เขาก็ฮาๆของเขาไป ไม่ได้จ๋อยหรือเขินอะไรเลย แต่เสียงคุณน้าเขาเพราะจริงๆ เพราะแบบไม่ต้องช่วยลุ้นเลย ปรกติผมไม่ชอบนักร้องหญิงบ้าพลัง แต่คุณ Susan แกร้องเพราะแบบไม่ได้เบ่งพลังอะไรเลย โอ้ สุดยอด ได้โปรดทำอัลบัมออกมาเถอะ
ฟังได้ที่นี่ครับ

Democracy

April 14th, 2009

ตอนเด็กๆผมโดนคุณครูสอนมาว่าไม่ควรคุยเรื่องที่เราไม่รู้จริงว่ามันคืออะไรกันแน่ผมเลยไม่ค่อยชอบคุยเรื่อง ศาสนา, ศิลปะ, และ การเมือง เท่าไหร่
แต่พอมาอ่านข่าวเมืองไทยช่วงนี้ ผมเริ่มสงสัยว่าตกลงประชาธิปไตยที่หลายๆคนถามหานี่ มันอันเดียวกันหรือเปล่า หรือตกลงพวกเราเข้าใจมันจริงๆหรือเปล่าว่าเจ้าประชาธิปไตยมันคืออะไรกันแน่
พออ่านๆข่าวไปหลายๆสำนัก ผมพบว่าไม่ไช่แค่ผมคนเดียวที่งงงงเรื่องนิยามของคำว่าประชาธิปไตยในตรรกะของผู้ที่พยายามเชื่อว่าตัวเองรักประชาธิปไตยในเวลานี้ เพราะก็เห็นมีหลายคนที่มาออกความเห็นจากสำนักข่าวแถวนี้เขาก็คงสงสัยเหมือนกันว่า การที่คนเราเกลียดคนที่ทำลายประชาธิปไตยแต่ตัวเองก็ทำตัวไม่ต่างกับคนที่เราเกลียด แล้วมันจะนำไปสู่ประชาธิปไตยได้ยังไง
ไม่รู้จะเขียนอะไร เศร้า

วันนี้เดินผ่านไปเจอห้องเก็บกระเป๋าที่ Smithsonian National Museum of Natural History สวยมาก(สำหรับผม) เลยถ่ายรูปเก็บไว้ครับ

ช่วงนี้แม่กับน้องมาเยี่ยม เลยโชคดีได้โอกาสพาทั้งสองไปเที่ยวPhilip Johnson Glass House ที่เมือง New Canaan
ข้อดีของการไม่ต้องไปทำงานประจำอีกอย่างหนึ่งคือเราสามารถเลือกที่จะใช้วันธรรมดาไปในสถานที่ที่ไม่ง่ายนักที่จะสามารถจองพื้นที่เข้าไปชมได้ในวันเสาร์อาทิตย์ ผมเคยยอมแพ้ที่จะได้ไปเที่ยวที่นี่แล้ว เพราะปรกติถ้าจะไปที่นี่วันเสาร์อาทิตย์นั้นเขาต้องจองกันข้ามปีโน้น แม้แต่วันธรรมดาก็เถอะต้องจองล่วงหน้ากันนานมากมาก แต่วันก่อนลองเช็คดูปรากฎว่ามันมีที่เหลือวันนี้เฉยเลย เลยจองที่เผื่อแม่กับน้องไปด้วยเลย ฮาดี ผมไม่เคยนึกไม่เคยฝันมาก่อนว่าจะได้มีโอกาสพาแม่ไปเดินเล่นในบ้านของ Philip Johnson แบบนี้ ตัวบ้านผมเฉยๆ แต่ landscape รอบบ้านนี่สิ สุดยอด
เนื่องจากวันนี้ฝนตกพรำๆทั้งวันเลย บรรยากาศเลยแปลกไปอีกแบบต่างจากรูปในหนังสือที่เคยเห็น ได้เห็นรายละเอียดหลายๆอย่างที่ต้องรอฝนตกถึงจะรู้ และผมพบว่าข้อดีของ Canon G10 ที่ไร้สาระมากอีกอย่างคือ สามารถเดินถ่ายรูปเรื่อยเปื่อยตอนถือร่มไปด้วยได้

Andes

April 6th, 2009

เหนือเมฆ

หิว

April 1st, 2009

วันนี้คิดถึงอาหารไทยขึ้นมา ไม่ได้ทานแบบอร่อยๆจริงๆมานานแล้ว ผมชอบอาหารไทยไทย (ในที่นี้หมายถึงอาหารที่คนไทยธรรมดาเราๆท่านๆกินกันในชีวิตประจำวันนี่แหล่ะ) ตรงที่มันมีความกลมกล่อมจัดจ้านแต่ไม่กระโตกกระตากและไม่โจ๋งครึ่ม คือมันบอกไม่ได้ว่าตกลงมันเผ็ด เค็ม หรือหวาน กันแน่ มันไม่สามารถบอกได้ในคำคำเดียว ส่วนผสมก็มหาศาลวุ่นวายไปหมด แต่มันก็ออกมาอร่อยอยู่ดี
ผมพยายามทำพวกแกงต่างๆบ้างบางครั้ง ทำยังไงมันก็ไม่เนียน รสชาติมันจะโดดไปทางใดทางนึงมากเกินไปเสมอ ส่วนร้านอาหารไทยที่นี่หลายร้านถ้าไม่บอกเขาว่าขอรสชาติแบบไทยๆ เขาก็จะทำรุ่น’ฝรั่งกินแล้วชอบ’ออกมา ซึ่งผมเองก็ไม่เข้าใจว่าที่เขาคิดว่าฝรั่งชอบนี่เอาผลการวิจัยมาจากไหน เพราะเพื่อนผมส่วนมากที่ไม่ไช่คนไทยก็พยายามเสาะแสวงหาร้านอาหารไทยที่ทำมาให้คนไทยชอบทั้งนั้น (ผมก็บอกเขาไปว่า ร้านไหนก็ได้ บอกเขาไปเถอะว่าเอารสชาติแบบไทยๆ)
เพื่อนที่ทำกับข้าวอร่อยกว่าเคยบอกว่า รสเผ็ดแบบมีชาติตระกูลมันจะต้องไม่กระโดดออกมาจากรสชาติอื่นๆ ไม่ไช่สักแต่ว่าใส่ๆเครื่องปรุงเข้าไปให้มันจัดจ้านเข้าว่า
คงไม่ไช่แต่อาหารไทยหรอกที่เป็นแบบนี้ ผมว่าอาหารประเทศอะไรก็ตาม ถ้าคนทำฝีมือถึง รสชาติมันก็ดีทั้งนั้นแหล่ะ ไม่ว่าจะเรียบง่าย วุ่นวาย ร้อน เย็น ของดีมันก็ดีทั้งนั้น ผมว่า ประเด็นมันไม่ได้อยู่ว่าต้องเรียบ หรือ วุ่นวาย มันอยู่ที่ทำถึงไหมเท่านั้นเอง
ผมว่าวัฒนธรรม’ใส่เยอะๆ’ ของไทยเรา จะว่าไปมันก็ไม่ไช่ปัญหาอะไรเท่าไหร่ แต่ใส่เยอะแล้วไม่ถึงนี่สิที่เป็นปัญหา เหมือนคนตะโกนดังๆ เขียนหนังสือตัวโตๆ แต่ไม่รู้ว่าจะพูดเรื่องอะไร หรือพูดไปก็ไม่มีความหมายอะไรน่าสนใจนี่สิ

Proudly powered by WordPress. Theme developed with WordPress Theme Generator.
Creative Commons License