unmodern blog

จำได้ว่าเช้าตรู่เดือนมกราคมปี 2001 ผมนั่งรถแทกซี่ไปสนามบิน JFK เพื่อกลับบ้าน(ในเวลานั้น)ที่ CA คุณคนขับเปิดเพลงนี้ให้ฟัง ตอนใกล้จะถึงสนามบิน ท้องฟ้าโปร่งมากเมื่อรถวิ่งอยู่นอกเมืองแล้ว อากาศหนาวจัด แต่ฟ้าสวยมากมาก แสงอาทิตย์เป็นสีชมพูตัดกับท้องฟ้าตอนเช้า ตั้งแต่นั้นมาพอได้ยินเพลงนี้ทีไรผมคิดถึงเช้าวันนั้นทุกทีเลย พอมาถึงครั้งนี้ผมกำลังจะไปจากนิวยอร์คอีกแล้ว เลยคิดถึงเพลงนี้อีกครั้ง

เหลือเวลาในนิวยอร์คครั้งนี้อีกแค่สามวัน ก่อนจะออกเดินทางตระเวนท่องเที่ยวตามที่ต่างๆอีกครั้งโดยมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่กรุงเทพโน้น

ไม่ค่อยเข้าใจเหมืิอนกัน ทำไมมาวันนี้ ผมรู้สึกเหมือนการไปเมืองไทย การไปอยู่ที่กรุงเทพ มันเป็นเหมือนการเดินทาง มากกว่าการกลับบ้าน หลายปีที่ผ่านมากรุงเทพเปลี่ยนไปเยอะมากมาก(สำหรับผม) ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าการตัดสินใจกลับไปทำงานที่นั่นสักพักมันจะเป็นความคิดที่ถูกไหม 

หัวหน้าของเพื่อนผมก็เล่าว่าน้องชายเขาก็มีdilemma เรื่องการเลือกเมืองที่จะใช้ชีวิตเหมือนกัน คือบ้านและครอบครัวอยู่ที่หนึ่ง แต่หน้าที่การงานกลับอยู่อีกที่หนึ่ง ต้องทิ้งหน้าที่การงานจากที่หนึ่งเพื่อย้ายไปอยู่อีกที่หนึ่งไปไปมามา ผมเชื่อว่าโลกเราทุกวันนี้ คงมีอีกหลายๆคนมากๆที่เจอปัญหาเดียวกันนี้ เราไม่สามารถเลืิอกที่จะอยู่ในที่ที่เหมาะสมกับตัวเองได้หมดทั้งในด้าน สุขภาพ ครอบครัว เพื่อนฝูง และ การงาน มันก็ต้องเลือกเอาว่า จะเก็บส่วนไหนไว้ในช่วงเวลาไหน ช่วงเวลาสองปีต่อจากนี้ผมคงพยายามมองมันเป็นการทดลองการใช้ชีวิตของผมเองว่า จะสามารถรักษาสมดุลเรื่อง สุขภาพ ครอบครัว งาน และ สังคม ที่กรุงเทพเอาไว้ได้ไหม ได้ไม่ได้อย่างน้อยก็ถือว่าก็พยายามแล้ว จะได้ไม่ต้องมาเสียใจทีหลัง

เดือนนี้

May 16th, 2009

หนังสือ Mastery: The Keys to Success and Long-Term Fulfillment ของคุณ George Leonard เป็นหนังสือที่ amazon แนะนำผมมานานแล้ว ว่าถ้าชอบหนังสือของคุณ Malcolm Gladwell มาก่อน ก็น่าจะชอบเล่มนี้ได้ จนได้ลองซื้อหามาอ่านดู

คุณ George เล่าเรื่องเส้นทางไปสู่การเป็น Master ทางด้านใดด้านหนึ่ง โดยใช้ประสบการณ์สู่การเป็น Master ทางด้านไอคิโดของเขาเป็นตัวเล่าเรื่อง เป็นหนังสือที่ดีมากมากครับ อ่านแล้วสะท้อนให้ผมมองเห็นคนรอบข้างทั้งในอดีตและปัจจุบันหลายๆคน คนส่วนมากที่ผมยอมรับว่าเขาเป็นMaster ทางด้านของเขาที่ผมได้เจอมา ต่างก็พูดเหมือนในหนังสือเล่มนี้ในเรื่องของการฝึกตนฝึกฝนเพื่อผ่านเพดานฝีมือทีละช่วงให้ได้ ทำไปเรื่อยๆเป็นปีปี จนอยู่มาวันหนึ่งก็พบว่าคนอื่นบอกว่าเขาเป็น Master ไปแล้ว (และส่วนมากคนพวกนั้นผมก็เห็นเขาก็ยังฝึกฝนอยู่เลย)

เป็นหนังสือต่อต้านทางลัดโดยสิ้นเชิง เพราะผู้เขียนมองช่วงเวลาของความสำเร็จในระยะไกลมากมาก คนชอบทางลัดบางประเภทอาจจะกระโดดเข้ามาแล้วก็ประสบความสำเร็จเร็วกว่าในขั้นแรกๆ แต่ก็จะหยุดและติดเพดานในเร็ววันอยู่ดี หรือคนที่ลุ่มหลงบางคนก็อาจจะกระโดดเข้ามาฝึกอย่างหนักด้วยความรัก คนพวกนั้นถ้าถึงจุดที่ติดเพดานก็อาจจะเสียใจยอมแพ้หันหลังให้สิ่งที่เขารักไปเลย แล้วพลังฝีมืออาจจะตกลงมาต่ำกว่าตอนแรกอีกด้วยซ้ำ

ผู้เขียนยังได้วิเคราะห์ลักษณะสังคมของอเมริกาในยุค 90’s ไว้ด้วยว่าเป็นสังคมบริโภคที่ใจร้อน ชอบทางลัด และต่อต้านวิถึความเป็น Master อย่างชัดเจน เป็นสังคมที่โดนสื่อต่างๆสร้างมายาของทางลัดเอาไว้เต็มไปหมด ต่อต้านการทำงานหนัก และถ้าปล่อยไว้แบบนั้น สังคมของประเทศจะตกต่ำและคนที่มีฝีมือที่แท้จริงก็จะหายไปหมด แล้วไม่ถึงยี่สิบปี สิ่งที่เขาทำนายไว้ก็เป็นจริง จริงๆด้วยครับ

เป็นหนังสือที่ถ้ามีโอกาสมีครอบครัวมีลูกมีหลาน ผมอยากให้พวกเขาได้อ่านตั้งแต่ยังเด็กจริงๆ อยากย้อนเวลาเอาไปให้ตัวเองตอนเด็กๆอ่านด้วยซ้ำ

ที่ทำงาน

May 3rd, 2009

จำได้ว่าตอนอยู่บริษัทเคยคุยกันเรื่องทำอาหารที่บ้าน ผมบอกไปว่าผมไม่ค่อยชอบเอาจานไปเก็บที่ครัว ตอนนั้นคนทำท่างงกันทั้งโต๊ะพร้อมกับถามว่า “โอ้ บ้านคุณไม่ได้ทานข้าวในห้องครัวหรอกหรือ”

จะว่าไปการมีโต๊ะที่เอาไว้นั่งทานข้าวแบบถูกท่าถูกทางได้นับเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมากมากสำหรับชาวบ้านหาเช้ากินค่ำอย่างผมในเมืองอย่างนิวยอร์ค เพราะปรกติบ้านที่เคยอยู่มาจะเล็กมากมาก เรามักจะยืินทานข้าวที่counter ในครัวเลย หรือไม่ก็ต้องนั่งพื้นทานที่ห้องนั่งอเนกประสงค์ (คือมีอยู่ห้องเดียวทั้งบ้าน) เราโชคดีมากมากที่หลงทางมาเจอบ้านหลังนี้ซึ่งมีมุมเหลือที่พอสามารถวางโต๊ะอาหารได้

ตอนนี้เราแทบไม่ได้ใช้โต๊ะนี้ไว้เป็นโต๊ะทานอาหารแล้ว เพราะในที่สุดก็กลับเข้าสู่พฤติกรรมเดิมๆนั่นคือ นั่งพื้นทานข้าวกับโต๊ะกาแฟกลางบ้านนั่นแหล่ะ และบริเวณที่ผมเคยคิดไว้ว่าจะได้นั่งทานข้าว ก็กลายเป็นโต๊ะทำงานหลักของเราไปแล้ว (ผมพบว่าการเก็บจานไปล้างนั้นง่ายกว่าการเก็บของบนโต๊ะทำงานมากมาก)ช่วงนี้ผมนั่งบริเวณนี้บ่อยมากมาก จะว่าไปก็เกือบทั้งวันทั้งคืน เพราะห้องทำงานจริงๆมันรกจนหาอะไรไม่เจอแล้ว

ถ้าจะต้องย้ายออกไปจากอพาทเมนท์นี้ ผมคงคิดถึงบริเวณนี้มากมาก ปรกติผมไม่ค่อยยึดติดกับสถานที่ไหนมากนัก แต่อพาทเมนท์นี้เป็นที่แรกที่ผมรู้สึกว่ามันเป็นบ้านของผมจริงๆ

แปลกมากที่บางครั้งเวลาคิดถึงบ้าน ไปไปมามาผมนึกไม่ออกจริงๆว่าตกลงบ้านผมมันอยู่ที่ไหนกันแน่ และพอคิดคิดดูอีกที มันก็อยู่ที่นี่นั่นแหล่ะ

Proudly powered by WordPress. Theme developed with WordPress Theme Generator.
Creative Commons License