เมื่อวานอ่านบทความของคุณ เคนยะ ฮาระ อีกครั้ง เรื่องการปลูกต้นไม้ลงบนดินชนิดต่างๆ โดยเขาเปรียบเทียบต้นไม้และผลของมันก็เหมือนคุณภาพของผลิตภัณฑ์และงานออกแบบ ส่วนดินก็เหมือนคุณภาพของผู้บริโภค ถ้าคุณภาพของดินนั้นดี ต้นไม้ก็ออกดอกออกผลไม่ยาก แต่ถ้าดินนั้นไม่มีคุณภาพจะหวังให้ต้นไม้ออกดอกออกผลที่ดีก็คงจะยากมาก ปัจจัยที่จะทำให้ดินหรือคุณภาพของผู้บริโภคในที่นี้ดีขึ้นได้หรือไม่ส่วนหนึ่งของคือการตลาด เขากล่าวว่าหากนักการตลาดในประเทศที่ด้อยปัญญาทำตัวด้อยปัญญาตามไปด้วย ก็จะนำพาไปสู่ความด้อยคุณภาพของผู้บริโภค และมันก็จะนำไปสู่ความด้อยคุณภาพของสินค้าที่ทำมาตอบสนองตลาดท้องถิ่นในประเทศนั้นๆ เป็นเกลียวหมุนวนต่ำลงไปเรื่อยๆ แต่ถ้าหากระบบการตลาดใช้ปัญญาในการกระตุ้นผู้บริโภคให้มีคุณภาพและเรียกร้องคุณภาพจากผู้ผลิตที่สูงมากขึ้น ก็จะสามารถดึงประเทศที่ด้อยปัญญาออกมาจากการหมุนเกลียวลงของระบบการผลิตและการออกแบบได้
ผมเองคงอายุมากเกินกว่าจะมองโลกในแง่ดีได้ว่าจะมีนักการตลาดคนไหนจะมาสนใจหรอกว่า คุณภาพของผู้บริโภคคืออะไร คุณภาพของสินค้าคืออะไร การพัฒนาคุณภาพของผู้บริโภคในท้องถิ่นสำคัญต่อการหาที่ยืนในตลาดโลกยังไง ไม่อย่างงั้นเขาคงเลือกทำอาชีพอื่นไปนานแล้ว เพียงแต่ผมก็ยังไม่มองโลกในแง่ร้ายจนถึงขั้นสิ้นหวังยอมรับว่าสังคมไทยเรานั้นด้อยปัญญาขนาดที่ต้องยอมให้นักการตลาดมาชี้นำเรื่องการใช้ชีวิตในสังคมที่แสนศิวิไลของเรานี้ไปตลอด และผมก็ยังเห็นหลายๆคนหลายๆหน่วยงานที่พยายามช่วยและสนับสนุนผู้บริโภคให้มีความรู้ความเข้าใจและคาดหวังคุณภาพจากสินค้ามากขึ้น เพียงแต่จำนวนคนเหล่านั้นช่างมีน้อยเสียเหลือเกิน
หลายคนบอกว่าปัญหาเรื่องคุณภาพของสังคมมันเกิดจากระบบการศึกษาที่ไม่ได้ความของบ้านเมืองเรา แต่ผมว่าการศึกษาเป็นแค่ส่วนหนึ่ง แต่ปัจจัยหลักๆมันน่าจะเกิดจากสถาบันครอบครัวมากกว่า เพราะผมก็เห็นหลายๆคนที่เขาก็ไม่ได้ร่ำเรียนสูงส่งมาจากไหน แต่ก็เป็นประชาชนที่มีคุณภาพได้ ไม่ได้สร้างปัญหาหรือบ่อนทำลายสังคมเท่ากับอีกหลายๆคนที่ได้รับการศึกษาสูงเสียดฟ้าด้วยซ้ำ และพอลองๆมองเข้าไปที่แก่นของความคิดหลายๆอย่าง ผมก็รู้สึกว่าคนเหล่านั้นก็เป็นผลสะท้อนมาจากครอบครัวเขานั่นแหล่ะ
วันหลังค่อยเขียนต่อแล้วกันครับ เรื่องมันท่าจะยาว



September 27th, 2009 - 2:15 pm
มีแม่ของเพื่อนคนนึงเค้าเป็นคนพิถีพิถันในการหาส่วนประกอบอาหารมากๆ อย่างเช่น ถ้าทำขนมเทียน ก็ต้องใช้แป้งคุณภาพจากร้านนี้เท่านั้น ถั่วก็ต้องมาจากอีกร้านนึงถึงจะดีที่สุด อย่างนู้นอย่างนี้ ถ้าผู้บริโภคส่วนในตลาดเป็นอย่างนี้ ผู้ผลิตก็คงแข่งกันพัฒนาที่ตัวสินค้ากันมากขึ้น คนที่ทำของไม่มีคุณภาพก็คงมีพื้นที่ในตลาดน้อยๆลงไปแน่ๆ
ปัจจัยอีกอย่างนึงที่คิดว่ามีผลต่อคุณภาพของผู้บริโภคน่าจะเป็น’ความมักง่าย’ด้วยน่ะ การที่ผู้บริโภคใช้ชีวิตแบบมักง่าย ทำให้เค้ายอมรับสินค้าไม่มีคุณภาพง่ายๆไปด้วย ทำให้ผู้ผลิตไม่มีความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาอะไรใหม่ ก็ในเมื่อผู้บริโภคไม่เรียกร้องอะไรที่ดีกว่า (ไม่มักง่ายในที่นี้ไม่ได้แปลว่าต้องหัวสูงน่ะ แต่หมายถึงว่า ไม่แค่พอใจกับสินค้าที่ไม่ห่วยแต่ควรเรียกร้องสินค้าที่ดีและได้มาตรฐานจริงๆ – พูดไปพูดมา รู้สึกว่ามันเหมือนเวลาเราเลือกตั้งเหมือนกันแฮะ เลือกเอาคนที่โกงน้อยที่สุดก็พอใจแล้ว ฮ่า ฮ่า)
September 27th, 2009 - 5:40 pm
อาจจะไม่ได้เรียกว่ามักง่าย อาจจะไม่ได้เรียกว่าด้อยปัญญา
อาจเป็นเพราะเงินไม่พอก็ได้
ขนมที่อร่อยน้อยลงหน่อย แต่ราคาถูกลงเยอะ บางทีอาจจะกลืนง่ายกว่าก็ได้ (สำหรับคนลิ้นจรเข้อย่างผมนะ)
ผมสงสัยเหมือนกันว่า ประเทศด้อยพัฒนา คนไม่เจริญ มันผลิตของดีไม่ได้จริงๆเหรอ (จงจำกัดความคำว่าของดี และมีคุณภาพ)
แล้วถ้าของมันดีไม่ได้จริงๆ มันเป็นเพราะผู้บริโภคด้อยปัญญาเกินกว่าจะบริโภค หรือผู้ผลิตเจริญเกินกว่าจะผลิตใหัผู้บริโภคด้อยปัญญา
หรือผู้ผลิตเองก็ด้อยปัญญาเกินกว่าจะผลิตให้ผู้บริโภคที่ด้อยปัญญา
งง
September 27th, 2009 - 5:54 pm
to หมูน้อย
ส่วนนึงมันอาจจะเป็นปัญหาทางภาษาก็ได้ หลายๆท่านเลยอาจเข้าใจว่า “เรียบง่าย” มันเท่ากับ “มักง่าย”
พอทำอะไร”มักง่าย” เลยชอบอ้างว่าฉันเป็นคน”เรียบง่าย”
มันเลยมีของมักง่ายๆออกมาให้คนที่คนที่นำเสนอการใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายใช้กันเต็มบ้านเต็มเมือง
ไม่รู้ทำไม สองวันมานี้ฝนตก อากาศมันแปลกๆ อยู่ดีดีผมก็ปลงตกขึ้นมา(หรืออาจะเรียกว่า “ยอมแพ้” หรือ “ปล่อยวาง” หรือ “บรรลุ” ก็แล้วแต่ใครจะเรียก)ตอนเย็นไปฟังคอนเสริตที่มาจัดแถวบ้านอยู่ดีดีก็เห็นบ้านเมืองรอบตัวเป็นดิสนี่ย์แลนด์ไปเฉยเลย แล้วพอมองแบบนั้นแล้วก็รู้สึกสบายใจขึ้น ไม่ต้องคิดอะไรมากดี
วู้ฮู้
to นอร์ท
เราเห็นด้วยและสงสัยเหมือนกับนอร์ทน่ะว่าตกลงปัญหามันคืออะไรกันแน่ เหมือนไก่กับไข่วนไปวนมา
แต่ส่วนนึงที่อยากอธิบายเพิ่มคือ ที่เราเขียนถึงเราไม่ได้เขียนถึงงานศิลปะหรืองานออกแบบชิ้นสองชิ้นน่ะ เราหมายถึงงานแมสในระบบอุตสาหกรรม
เราเชื่อว่าการทำงานมีคุณภาพ มันคงยากอยู่แล้วแหล่ะ และเราว่านั่นก็คงเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมด้วยมั้ง แต่มันก็ไม่ยากเท่ากับทำงานคุณภาพให้ขายได้ด้วย เพราะการขายได้มันต้องอาศัยตลาดไง โดยเฉพาะตลาดท้องถิ่นภายใน และผู้เล่นก็เลยไม่ได้มีแค่ผู้ผลิตกับผู้บริโภคสองฝ่ายแล้วไง ก็เลยมีนักการตลาดเข้ามาร่วมวงด้วย เรื่องนี้เป็นปัญหาคลาสสิกมาตั้งแต่ตอนหลังจากมีการปฎิวัติอุตสาหกรรมในยุโรปแล้วล่ะ
ญี่ปุ่น เยอรมัน กับ อิตาลี่ หลังแพ้สงครามโลก เขาก็ยังลำบากน่ะ แต่ตลาดของเขาเลือกที่จะสนับสนุนแต่ของมีคุณภาพไง เพื่อพยุงช่วยให้อุตสาหกรรมที่มีคุณภาพมันเกิดขึ้นมาได้ ในขณะที่อเมริกา เราก็เห็นว่านับวันของยิ่งด้อยคุณภาพ เพราะคนจำนวนมากกว่าที่ไม่ได้ต้องการของที่คุณภาพ แต่ต้องการที่ขนาดและราคา
ความเห็นส่วนตัวเราว่า ศิลปินไทยฝีมือระดับโลกก็พอมีให้เห็น อาจเพราะเขาไม่ได้ทำงานแมสออกมาขาย เขาหาแค่คนที่สนับสนุนไม่กี่คนก็พอ ทำงานแบบที่ตัวเองชอบไป อยากทำอะไรก็ทำ แบบนั้นก็มีไง แต่พอมาเป็นคำว่าออกแบบ โดยเฉพาะงานที่เป็นงานแมส มันไม่ไช่แล้วไง มันต้องทำงานให้คนอื่น มันมีเรื่องตลาดเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
เราเชื่อว่าคนทุกชาติก็มีคนเก่งทั้งนั้นแหล่ะ ภาพวาด ดนตรี หนังสือ ภาพยนต์ ดีดีก็มีมาจากตั้งหลายๆประเทศที่ยังไมได้พัฒนา แต่สินค้าอุตสาหกรรม นี่มันคนละเรื่องจริงๆน่ะ ขนาดยุโรปยังต้องรวมตัวกันเพื่อช่วยกันเป็นตลาดภายในกันเองเลย เพื่อจะได้สามารถผลิตสินค้าได้มากขึ้น เพื่อลดค้าใช้จ่ายต่อหน่วยให้ราคาต่ำลง
ส่วนเรื่องเงินไม่มีนั้นเราว่ามันก็มีส่วนน่ะ แต่มันก็ไม่ไช่ทั้งหมดอยู่ดี เพราะของมีคุณภาพก็ไม่ได้แปลว่าต้องแพง เรามองว่าของดีราคาถูกยังมีให้เห็นอยู่อีกนี่ แต่เออเนอะ พวกนั้นก็มักเป็นงานฝีมือ อาหาร หรือ สินค้าทางการเกษตร มากกว่า เราก็ยังนึกถึงงานอุตสาหกรรมที่ดีในราคาถูก(เมื่อเทียบกับค่าครองชีพ)ในประเทศไทยไม่ออกเหมือนกัน (ที่ตลกกว่าคือ มันมีของไม่มีคุณภาพที่ดันเอาเงินไปเปลี่ยนภาพลักษณ์ตัวเองให้ดูดีแล้วขายแพงขึ้นเพื่อแสดงออกว่าตัวเองเพิ่มคุณภาพเฉยเลยเยอะมาก แถมขายดีขึ้นด้วยนี่สิ)
เรื่องมันยาวจริงๆน่ะ วันหลังนั่งคุยกันดีกว่าว่ะ