unmodern blog

วันนี้ไปงานมหกรรมหนังสือ(ระดับชาติเชียว)มา คนเยอะจริงๆ ประทับใจมากมากที่งานออกร้านขายหนังสือของบ้านเรา มีคนเดินมหาศาลจนล้นทะลักออกมาจากศูนย์ประชุมได้ปานนั้น เด็กๆที่ผู้ปกครองพามาเดินงานนี้จะรู้ไหมหนอว่าพวกเขาช่างเป็นกลุ่มคนที่โชคดีมากมากในสังคมไทย หลายคนอยากอ่านหนังสือแต่ไม่มีโอกาส หลายคนมีโอกาสแต่ไม่อยากอ่านหนังสือ คนที่มีทั้งโอกาสและความชอบพร้อมๆกันนี่ถือว่าโชคดีมาก

เสียอย่างเดียว ผมเป็นโรคประจำตัวอะไรก็ไม่รู้คือแพ้สถานที่ในร่มที่มีฝูงชนเดินสวนกันเยอะๆ เดินยังไม่ทันถึงบูธไหนเลยก็มีอาการขึ้นมาอีกแล้ว เวียนหัวหายใจไม่ออกอึดอัดมาก จะเป็นลม ต้องเดินหนีออกไปนั่งหายใจตรงประตูทางออก สุดท้ายไม่ได้แม้แต่เดินเข้าไปหยิบจับหนังสือสักเล่มในงาน

ไม่รู้ว่าจะแก้โรคนี้ได้ด้วยวิธีไหนเหมือนกัน ไปหาหมอตรวจความดัน, ไปพบจิตแพทย์, หรือจะไปบวชดี

Everyday is Like Sunday.

October 21st, 2009

เมื่อเช้าระหว่างนั่งแทกซี่ ผมบ่นๆกับคนขับว่า อยากให้มีดาวหางหรือระเบิดมหาประลัยมาถล่มกทม. แล้วให้คนที่รอดมาสร้างเมืองกันใหม่ตั้งแต่ต้น

พี่คนขับบอกว่า เขาก็อยากเหมือนกัน

แต่ก่อนที่เราจะวางแผนจุดธูปเรียกดาวหางกัน พี่คนขับก็พูดขึ้นมาว่า แล้วเราจะทำไงกันดี ถ้าคนนิสัยดีดีมีคุณภาพดันตายกันหมดเหลือแต่พวก… ไม่แย่หนักกว่าเดิมเหรอ

อืมม นั่นสิ ทำไงดี…  สงสัยเหมือนกันว่าปรกติเวลาพวกองค์กรเหล่าร้ายเขาวางแผนล้างโลกนี่เข้ากลัวไหมว่า เกิดล้างไปแล้วคนเลวๆมันตายหมดเหลือแต่คนดีดี พวกปีศาจเองจะทำไงดี

แต่อย่างน้อยการสนทนาครั้งนี้ทำให้ผมรู้สึกได้ว่า ไม่ว่าอุดมการณ์ทางการเมืองของผม(ซึ่งไม่มีเลย) กับพี่แทกซี่จะต่างกันยังไง แต่เราก็รู้สึก…กับกอทอมอพอพอกัน

กาแฟ

October 21st, 2009

เมื่อตอนกลางวัน เดินไปสั่งกาแฟดื่ม บอกเขาว่า ขอ กาแฟเย็น หวานน้อย* 

คุณคนชงเขาก็ชงกาแฟไปตามปรกติ แล้วเผลอใส่นมข้นหวานลงไปเยอะมากๆ เขา(ไม่เห็นว่าผมเห็นหรือไงไม่ทราบ)จึงแก้ปัญหาได้มหัศจรรย์มาก โดยการเทกาแฟ(ที่เข้มสุดๆนั้นแหล่ะ)เติมลงไปอีกเท่าตัว พร้อมกับเทน้ำแข็งในแก้วออกพอสมควร ก่อนจะเทกาแฟเข็มสุดๆผสมนมข้นหวานสุดๆลงไปในนั้น ตกลงผมได้น้ำคาเฟอีนผสมน้ำตาลและไขมันแบบเข้มข้นมาหนึ่งแก้ว

พอดื่มไปอึกแรก ยังเฉยๆ เนื่องจากกระหายน้ำจัด เลยดื่มกาแฟแก้วนี้รวดเดียวถึงครึ่งแก้ว หลังจากนั้นสักพัก รู้สึกเหมือนเมายาอะไรบางอย่าง+หายใจไม่ออก+เหงื่อเริ่มออก+คลื่นไส้+มองไปทางไหนก็มึนไปหมด+ได้ยินเสียงเพลงในคลื่นวิทยุก็จะอาเจียน(สองอันหลังนี่ไม่รู้เป็นเพราะกาแฟหรือเปล่า) จนทนไม่ไหวจริงๆ ต้องทิ้งกาแฟแก้วนั้น นั่งสมาธิหายใจเข้าลึกๆ และอดทนนั่งรถต่อไปจนเจอแหล่งน้ำ และดื่มน้ำเปล่าตามเยอะมาก คือผมเองก็แก้ปัญหาของกาแฟ(ที่ใส่นมเยอะเกินไปเลยต้องใส่กาแฟเพิ่มจนเข้มเกินไป) ด้วยการดื่มน้ำให้มันเข้าไปแชร์ปริมาณในร่างกายหน่อย ไม่งั้นกระแสเลือดผมคงมีแต่คาเฟอีนไปอีกนาน 

นี่ดึกแล้ว ยังตาสว่างอยู่เลย สงสัยร่างกายคงไม่ต้องการคาเฟอีนไปอีกนาน

 

*คือปรกติผมดื่มกาแฟไม่ใส่น้ำตาลมาตลอดหลายปี แต่ไม่รู้ทำไมหลายร้านในกรุงเทพ เวลาทำกาแฟเย็นเขาชอบใส่นมหวานกับกาแฟไปเลย และกาแฟตามร้านที่นี่มักจะขมแบบสุดขีดมากๆ เคยสั่งแบบไม่เอานมหวาน เขาก็จะใส่แต่นมข้นธรรมดา แล้วมันก็จะขมมากๆแบบไม่จำเป็นยังไงไม่รู้ จริงๆผมก็ไม่ได้เป็นคอกาแฟผู้เฉิดฉายหรอก ที่ผ่านมาก็สั่งกาแฟดื่มกันง่วงเวลาทำงานเท่านั้นเอง แต่กาแฟที่กรุงเทพนี่หาร้านกาแฟแบบที่ให้เกียรติธรรมชาติของกาแฟจริงๆยากเหมือนกัน ส่วนมากชงกาแฟกันยังกับจะทำต้มยำกุ้งแหน่ะ

ไม่รู้ทำไมช่วงหลังๆมานี้ เวลาตื่นมาตอนเช้า ผมมักรู้สึกจำอะไรไม่ค่อยได้ เช่นจำไม่ได้ว่าเราตื่นมาที่ไหน และเราต้องทำอะไรบ้างวันนี้ แถมบางครั้งไม่ได้เป็นแค่ตอนตื่นด้วย บางทีนั่งเฉยๆมันก็เป็น เหมือนจะรู้สึกว่า อั๊วมานั่งทำบ้าอะไรตรงนี้หนอ

ค่อนข้างกลัวเหมือนกันว่า ตัวเองจะสมองพัง ผมรู้สึกแบบนี้ครั้งแรกตอนทำงานหนักมากๆสมัยก่อน ที่นั่งทำงานไปถึงเช้าโดยที่ไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรอยู่ แล้วพอนึกขึ้นมาได้ว่าตัวเองทำอะไรอยู่ มันกลับทำต่อไม่ได้ สมองมันจะงงงงว่าทำไงดีเรา (เหมือนเวลาวิ่งเร็วๆ แล้วดันไปเผลอคิดตามว่าตอนนี้เราใช้ขาข้างไหนวิ่งอยู่ มันจะวิ่งช้าลงเลย)

สมัยเล่มเกมหนักๆ จำได้ว่ามันก็จะมีอยู่โหมดหนึ่ง ที่อยู่ดีดีอะไรต่อมิอะไรมันเข้าทางไปหมด เหมือนนิ้วกับจิตมันสัมพันธ์กันได้เนียนมากมาก เล่นโดยไม่ต้องใช้ความคิดอะไรอีกแล้ว มันไปของมันเอง (เพื่อนผมคนนึงมันเรียกอาการนี้ว่า the force) แล้วพอสักพัก พลังนั้นมันก็จะหายไปเมื่อเรารู้ตัวว่าเราอยู่ในโหมดนั้น

อาจารย์สอนกีต้าร์ผมเคยบอกว่า เวลาเล่นบนเวทีให้ซ้อมยากกว่าที่จะเล่นจริงเอาไว้หน่อย เผื่อเวลาเราเล่นแล้วมันจะได้เป็นธรรมชาติ อย่าไปซ้อมเท่าที่จะไปเล่นเชียว เพราะมันจะไม่มีพื้นที่เหลือให้ได้ใช้ความรู้สึกกับการเล่นดนตรีได้เต็มที่ ดูรายการสอนกอล์ฟเขาก็ว่ากันเช่นนั้นเหมือนกัน เวลาตีจริงให้ใช้แรง 80% ของวงสวิงที่ตัวเองเคยทำได้ อย่าตีเต็ม 100% เพราะมันจะพลาดได้ (ผมก็เล่นกีต้าร์ไม่เก่ง แถมเล่นกอล์ฟก็ไม่เป็นหรอกครับ)

ตอนสมัยเรียน physical computing ใหม่ๆ อะไรๆมันยากไปหมด แถมเวลาหัดก็ต้องไปจองคิวใช้อุปกรณ์ที่โรงเรียน จนทนไม่ไหวต้องเอาเงินในกระปุกมาซื้ออุปกรณ์กลับไปทำที่อพาทเมนท์เลยแล้วกัน จะได้นั่งลุยมันทั้งวันทั้งคืนได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องเวลาปิดเปิดห้องworkshopที่โรงเรียน ผลคือ ทำไปสักอาทิตย์ไม่หลับไม่นอน สมองมันเริ่มเข้าสู่โหมดนั้นอีกแล้ว เห็นอะไรเป็นอะไรไปโดยไม่รู้สึกตัว คือทำไปได้โดยไม่รู้ว่าทำไปได้ยังไง อยู่ดีดีงานออกมาเสร็จโดยที่ผมกลับไปนั่งแกะงานตัวเองออกมาดูแล้วก็งงงงว่ามันทำเข้าไปได้ยังไง ไม่ไช่ผมคนเดียวมั้งที่เป็นแบบนี้ คงเกือบทุกคนก็คงเคยรู้สึกแบบนี้ล่ะมั้ง

โดยส่วนตัวผมเชื่อว่าคงดี ถ้าคนเราสามารถรักษาพลังในโหมดนั้นให้อยู่กับตัวเองได้ตลอดเวลาโดยที่ยังมีสติอยู่ได้ มันคงจะดีมาก แต่มันน่าจะยากมาก ขนาดนักกีฬาระดับโลก เขายังต้องมีโค็ชมาฝึกจิตให้นิ่งเสมอๆเลย (สมัยเรียนเพื่อนคนนึงเล่าว่า นักแข่งรถทีมMercedes ก่อนแข่งเขาจะไปปีนเขากัน เพื่อฝึกสมาธิ เพราะเรื่องขับรถมันขับกันได้อยู่แล้ว แต่สมาธิมันต้องนิ่ง)

ไม่น่าเชื่อว่าหลังจากกลับมาเมืองไทยเมืองพุทธครั้งนี้ จิตใจผมกลับฟุ้งกระเจิงไม่มีชิ้นดี กลับกลายเป็นว่าตอนอยู่นิวยอร์คนั้นจิตใจผมกลับนิ่งกว่านี้มากๆ เห็นอะไรกระจ่างกว่าเดี๋ยวนี้มาก เห็นทีต้องฝึกสมาธิอย่างจริงจังอีกครั้งแล้ว ว่าแล้วก็ไปเล่นเกมดีกว่า

ช้อนเงิน

October 14th, 2009

ผมไม่เกี่ยวอะไรกับเขาหรอกครับ แต่มาช่วยเพื่อนขายของ ใครมีเวลาว่างเหลือเฟือแล้วบังเอิญผ่านไปงาน BIG+BIH แถมถ้าฟ้าลิขิตให้เดินผ่านบูธของร้านอิงฟ้า ก็แวะเข้าไปดูได้เด้อ เป็นเฟอร์นิเจอสำหรับวางในที่แจ้งครับ

Our Last Summer

October 4th, 2009

วันนี้ไม่รู้เป็นไง อยู่ดีดีผมก็อยากนั่งฟังเพลงนี้ทั้งวันเลย

Proudly powered by WordPress. Theme developed with WordPress Theme Generator.
Creative Commons License