ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน ผมรู้สึกว่าเวลาอ่านหนังสือ The Fountainhead นั้น มันทำให้อดคิดถึงเรื่อง ฤทธิ์มีดสั้น ไม่ได้ทุกที
ตัวละครอย่าง Howard Roark กับ Gail Wynand มีลักษณะและความสัมพันธ์คล้ายกับคนแบบ ลี้คิมฮวง กับเซียงกัวกิมฮง มาก เป็นคนประเภทเดียวกัน ที่เลือกเส้นทางชีวิตต่างกัน คนที่เป็นเงาของกัน แต่คนหนึ่งเลือกที่จะสละทุกอย่างเพื่อทำสิ่งที่ตัวเองเชื่อโดยไม่ต้องไปยุ่งกับยุทธภพ ส่วนอีกคนเลือกที่จะสละทุกอย่างเพื่อครองยุทธภพก่อนค่อยทำสิ่งที่ตัวเองเชื่อ
หรือคนอย่าง Peter Keating ก็ทำให้ผมคิดถึงคนแบบ เล้งโซ่วฮุ้น คนที่ทำทุกอย่างเพื่อที่จะได้ครอบครองอะไรก็ตามที่คนอื่นมองว่าคนที่ประสบความสำเร็จนั้นควรจะมี ยกเว้นอย่างเดียวที่เขาไม่มีคือ ความภูมิใจในตัวเอง
หรือแม้แต่คนแบบ Ellsworth Toohey ที่ไม่ได้มีความสามารถอะไรด้วยตัวเอง แต่กลับหาวิธีสร้างอำนาจให้ตัวเองได้ด้วยการเป็นนักวิจารณ์ที่ชี้เป็นชี้ตายคนอื่นได้ด้วยปากกา ก็ทำให้คิดถึงคนแบบ แป๊ะเฮียวเซ็ง ที่เขียนตำราอาวุธ ทำตัวเป็นนักจัดอันดับยอดฝีมือในยุทธภพ ทำให้ยอดฝีมือต่างฆ่าฟันกันเพื่อแย่งชิงอันดับในตาราง สามารถเป็นคนที่มีอิทธิพลในยุทธภพได้โดยที่ไม่ต้องเป็นยอดฝีมือเสียเอง
ผมรู้สึกว่าตัวละครแบบนี้ มันเป็นตัวละครที่ไม่มีวันล้าสมัย มันคือตัวแทนของมนุษย์แบบต่างๆที่มีอยู่ทุกยุคทุกสมัย จะจับเอามาใช้กับวงการแบบไหนก็ได้ มันก็มีคนแบบนี้อยู่ทั้งนั้น จอมยุทธ์, สถาปนิก, อาจารย์, นักธุรกิจ, นักดนตรี ฯลฯ (แต่วงการแพทย์ กับ พระ อาจจะไม่ได้)
The Fountainhead เป็นนิยายของคุณ [...]
Filed under: Books, Journal | Comment (0)
ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ผมเริ่มพยายามศึกษาเรื่ององค์ประกอบทางความงามต่างๆอย่างจริงจังมากขึ้น หลังจากที่รู้สึกว่าสิ่งที่เรียนมาตอนเด็กๆมันไม่ค่อยเข้าหัวเท่าไหร่นัก ตอนแรกก็เริ่มๆพยายามดูงานของคนที่เราชอบ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นงานในยุค Mid-Century modern ทั้งนั้นเลย แต่พอลองค้นๆดู ลุงๆป้าๆเหล่านั้นแกมีรากมาจากคลาสสิคเกือบทั้งนั้น จนไปไปมามาเลยค้นย้อนกลับไปที่งานคลาสสิคดู ก็ได้ไปเจอThe Four Books on Architectureที่เขาว่ากันว่าเป็นป๋าของแบบเรียนคลาสสิคทั้งมวล คุณ Andrea Palladio เรียบเรียงเอาไว้และพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1570 ที่เมือง Venice โน้น
ซื้อมาดองเอาไว้หลายเดือนแล้ว กว่าจะได้มามีเวลาอ่านจริงๆก็เมื่อเร็วๆนี้เอง เจ๋งดีครับ เหมือนเป็นตำราสุดยอดพลังฝีมือเล่มหนึ่งที่คิดแล้วเสียดายที่ตอนเด็กๆไม่เคยได้รู้จักเล่มนี้มาก่อน
Filed under: Books | Comment (0)
จำได้ว่านานมาแล้วเคยเจอนิตยสารเล่มนึงวางอยู่ในห้องรับแขกที่บ้าน เป็นนิตยสารที่มีอาร์ตเวิร์คสมัครเล่นและจริงใจสุดๆอย่างเห็นได้ชัด : ) พอลองเปิดอ่านเล่นๆดูพบว่าประทับใจมากมาก รู้สึกเล่มนั้นเป็นเล่มแรกที่ออกมั้งครับ เป็นหนังสือเกี่ยวกับการบริโภคในสังคมไทยที่เนื้อหาแน่นมากมาก แถมสุดขั้วมากมากโดยการที่ทีมงานไม่รับเงินโฆษณาทั้งสิ้น (ก็น่าจะเป็นแบบนั้น เพราะเนื้อหาเล่นแฝงการต่อต้านวัฒนธรรมโฆษณาชวนเชื่อแบบเต็มๆ) นับเป็นหนึ่งในนิตยสารของไทยที่ผมชอบที่สุดเท่าที่เคยมีมาเลยก็ว่าได้
ผ่านไปสิบกว่าปี ไม่น่าเชื่อว่ายังไม่เจ๊งครับท่านผู้ชม! ฉลาดซื้อ เป็นหนังสือนอกกระแส(ของจริง)ที่สุดขั้วที่สุดเล่มนึง(ในความเห็นของผม) มีเป้าหมายคือการคุ้มครองผู้บริโภคจากอันตรายที่มาจากสินค้ารอบๆตัวที่อีกฝ่ายใช้กลวิธีโฆษณาชวนเชื่อ เพื่อเล่าเรื่อง(แค่ครึ่งเดียว)เป็นเครื่องมือ ด้านหนังสือเล่มนี้จึงใช้การวิจัยเป็นเครื่องมือเพื่อเป็นคำอธิบายในการให้ข้อมูลถึงลอจิกอีกครึ่งนึงว่าของที่เขาขายกันมันทำมายังไง เอามาทดลองกันเห็นๆเลยว่ามันได้ผลเหมือนคำสะกดจิตในโฆษณาไหม เพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้ข้อมูลก่อนตัดสินใจเลือกซื้อของมากขึ้น
ถ้ามีโอกาสสักครั้งในชีวิต ผมก็อยากสมัครไปทำงานให้หนังสือเล่มนี้มากมาก เจ้าพระคุณ ขอให้นิตยสารฉบับนี้อยู่คู่บ้านคู่เมืองไปอีกนานแสนนานเถอะครับ
Filed under: Books | Comment (0)
เมื่อวานผมบังเอิญเดินไปเจอหนังสือ Beautiful Evidence เล่มนี้ของคุณ Edward Tufte ที่ร้านหนังสือแถวที่ทำงาน ผมเห็นเขาโฆษณามานานแล้วแต่ก็ไม่ได้สนใจอะไร แต่พอเปิดๆดูแล้วก็รู้สึกว่า ลุงแกเป็นสุดยอดในเรื่อง information visualization ในแบบของแกจริงๆ
เนื้อหาในเล่มก็เหมือนงานเดิมๆของแก ในเรื่องการนำเสนอข้อมูลออกมา ให้คนเข้าใจได้อย่างมีประสิทธิผล (และงดงาม) บางส่วนของเล่มก็ออกแนวขยับขยายหัวข้อใหม่มาจากข้อมูลและกรณีศึกษาเดิมจากเล่มก่อนๆ แต่ก็น่าจะสนใจอยู่ดี แต่อย่างว่าคอนเซปมันก็เหมือนที่ผ่านมา ก็เลยไม่ค่อยรู้สึกแปลกใหม่อะไรมากนัก ไม่เหมือนกับตอนที่อ่าน Envisioning Information ครั้งแรกหลายปีก่อน (ตอนนั้นรู้สึกเหมือนตอนอ่าน มานี มานะ เล่มหนึ่ง ครั้งแรกตื่นเต้นมาก)
จะว่าไป ก็มีหลายคนที่ผมรู้สึกว่าเขามีแรงบันดาลใจกับวิธีทำงานของผม หนังสือของคุณ Tufte ก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วยมั้ง แต่เหมือนมันไม่ได้แค่เป็นแรงบันดาลใจ มันออกไปทางเปลี่ยนพื้นฐานวิธีการคิดในการออกแบบของผมไปเยอะมากมากเลยมากว่า (เหมือนตอนอ่าน มานี มานะ ครั้งแรก แล้วมองตัวหนังสือเป็นภาษาได้อ่ะครับ) ไม่รู้ดีหรือไม่ดี แต่ชอบ
Filed under: Books | Comment (0)