unmodern blog

Archive for the ‘Journal’ category

กทม.

June 28th, 2009

1.

เพิ่งกลับมาถึงกรุงเทพได้หนึ่งสัปดาห์พอดี ผมยังมึนๆกับบรรยากาศรอบตัวอยู่เหมือนกัน อะไรอะไรมันเปลี่ยนไปมาก โดยเฉพาะจริตและจิตใจของคนกรุง ยิ่งวันแรกๆที่ผมรู้สึกแย่มากมากกับคุณภาพการบริการของห้างร้านหลายๆแห่ง ที่มีแต่ความเข้มข้นทางภาพลักษณ์ขององค์กร แต่แก่นของตัวสินค้าและการบริการจริงๆนั้นแย่มากมาก

ตั้งแต่ผมเคยเดินทางมา มาคิดดูจริงๆผมว่าค่าครองชีพที่กรุงเทพนี่แหล่ะสูงที่สุดแล้ว ถ้าต้องเปรียบเทียบระหว่างเงินที่เสียไป กับคุณภาพของอะไรก็ตามที่เราได้กลับคืนมา ยังไม่นับแรงงานเราที่เสียไป กับรายได้ที่กลับคืนมา และเมื่อเที่ยบกับราคาอสังหาริมทรัพย์ ต่อรายได้ขั้นต่ำ ยิ่งเห็นเลยว่าระบบมันเพี้ยนกันไปหมดแล้ว (บางคนก็บอกว่ามันเป็นแบบนี้มาตั้งนานแล้วนี่นา แต่ผมว่าเมื่อก่อนมันไม่ได้เลวร้ายขนาดนี้นี่นา)

หลังจากบ่นมาสักระยะผมก็เลยพยายามลองเดินออกนอกเส้นทางประจำให้มากที่สุด ลองผ่านเส้นทางใหม่ๆ คุยกับคนกลุ่มใหม่ๆ ทานอาหารร้านใหม่ จนเริ่มรู้สึกว่าเข้าที่เข้าทางมากขึ้น เริ่มเจอร้านค้าที่เราชื่นชอบ เจอกลุ่มคนที่น่ารัก เจอพนักงานขายสินค้าที่เข้าใจหน้าที่ตัวเองว่ากำลังทำอะไรอยู่กันแน่ เจอคนตลกๆเต็มไปหมด บทสนทนาต่างๆของพนักงานขายสินค้าตามที่ต่างๆที่ผมไปเจอมานี่ ตลกจนผมว่ารวมเล่มขายได้เลยมั้ง (จากที่เดินๆดูคร่าวๆ พบว่าบริเวณที่ยิ่งห่างไกลจากสถานีรถไฟฟ้าและความเป็นชาวกรุงแบบกรุงเทพกรุงเทพมากเท่าไหร่ ก็มักจะได้เจอคนที่น่ารักและจริงใจมากขึ้นเท่านั้น และพบว่ายิ่งบริเวณไหนที่เป็นชุมชนเก่าแก่ ที่ชาวบ้านอยู่กันมานาน มักจะได้เห็นสินค้าที่มีคุณภาพเหมาะกับราคามากขึ้น อาหารก็อร่อยขึ้น คนก็ฮาขึ้นครับ)

 

2.

และตอนนี้ในที่สุด ทาง Studio Aeroplane ก็มีสถานที่ทำงานเป็นเรื่องเป็นราวแล้ว ไม่น่าเชื่อจริงๆ ตอนแรกคิดว่าน่าจะใช้เวลาสักสองถึงสามเดือนกว่าจะหาสถานที่ได้ ไปไปมามาแค่อาทิตย์เดียว เราก็ได้สถานที่ที่คิดว่าน่าจะเหมาะพอสมควรได้แล้ว (สำหรับบริษัทเล็กๆสุดๆอย่างเรา) แถมเริ่มมีคนติดต่อเข้ามาถามไถ่สนใจเรื่องงานบ้างแล้วด้วย ล่าสุดพี่คนขับรถแทกซี่เมื่อวานแกก็คุยกับผมเรื่องฝนฟ้าคะนองทั่วไปแล้วไม่รู้ทำไมแกอารมณ์ดีจังชวนคุยต่อตั้งแต่เรื่องสงครามนิวเคลียร์ ยัน เศรฐกิจพม่า ก่อนเลี้ยวรถเข้าซอยบ้านแกก็ถามว่า “น้องทำงานอะไร”

ผมเองก็ไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกัน แต่ก็บอกไปก่อนว่า “ผมทำงานรับจ้างออกแบบครับ”

พี่แทกซี่ “ออกแบบอะไรบ้างล่ะ”

“ก็ออกแบบอะไรต่อมิอะไรไปเรื่อยแหล่ะพี่”

พี่แกก็เลยถามผมต่อว่า “แล้วน้องรักเสียงดนตรีไหม”

ผมก็ตอบว่า “อุ่ย แน่นอนพี่”

แกเลยบอกว่า “โอ้ งั้นดีเลยน้อง พี่กำลังหาคนมาทำโปสเตอร์วงหมอลำที่พี่เป็นผู้จัดการอยู่พอดี มาช่วยพี่หน่อย”

แล้วพี่แกก็เล่าว่าเพิ่งกลับมาจากพานักดนตรีไปถ่ายรูป พี่เขาคิดมาแล้วแหล่ะ ว่าอยากได้แบบเอานักดนตรีกับหางเครื่องยี่สิบกว่าคนมาวางรูปเรียงกันแล้วทำให้มันเป็นเหมือน สคส เล็กๆ เอาไว้แจกตามวัดต่างจังหวัด “เอาโปสเตอร์ไปแจกเขาเอาไว้ เวลามีงานเลี้ยง เขาจะได้มาตามวงพี่ไปเล่น”

ผมเองกำลังมึนๆกับโอกาสที่โผล่มาโดยไม่ทันตั้งตัว และก็ไม่รู้จะคุยอะไรเรื่องโปสเตอร์ต่อดี เลยถามแกไปว่า “แล้วเพลงหมอลำนี่ พวกพี่แต่งกันเองเลยหรือเปล่า”

แกบอกว่า “แต่งเอง เพิ่งออกจากห้องอัดเลย วางแผงเดือนหน้านี่แหล่ะ”

แล้วรถก็มาจอดหน้าบ้านผมก่อนที่เราจะเจรจาธุรกิจกันเสร็จ ผมเลยรีบวิ่งหนีฝนเข้าบ้านหลังจากจ่ายเงินค่ารถไปแล้ว (ผมไม่แน่ใจว่าตอนนั้นผมวิ่งหนีฝน หรือ วิ่งหนีลูกค้ากันแน่ แต่ถ้าพี่แทกซี่ผู้จัดการวงหมอลำท่านนี้ หลงทางเข้ามา รบกวนฝากคอมเมนท์รายละเอียดของวงพี่ไว้น่ะครับ)

Le Corbusier Apartment

June 17th, 2009

ช่วงนี้ผมยังอยู่ในระหว่างการเดินทางกลับเมืองไทย โดยทำการแวะพักตามจุดต่างๆระหว่างทางจากนิวยอร์คถึงกรุงเทพ หลังจากเดินทางอย่างหนักหน่วงมาตลอด ตอนนี้ก็เริ่มเหนื่อยแล้วเหมือนกันแฮะ

การเดินทางท่องเที่ยวครั้งนี้มี Theme ที่ชัดเจนว่า 1. จะตามไปดูงานสถาปัตยกรรมของคนที่เราชื่นชอบตั้งแต่สมัยเด็กๆ และ 2. ทำความเข้าใจถึงวัฒนธรรมการบริโภคของคนในเมืองต่างๆว่าทำไมเขาถึงกระตุ้นให้นักออกแบบสามารถสร้างงานที่ดีออกมาได้เสมอมา 

เอาไว้วันหลังมีเวลาว่างจะเขียนบทความ หรือเขียนบล็อกเล่นๆ ของสองเรื่องนี้ออกมาอีกที

อันนี้เอารูปตอนไปบ้านพักคุณ Le Corbusier ที่ Paris มาแปะก่อน ช่างเป็นเครื่องจักรสำหรับการอยู่อาศัยที่ไม่น่าอยู่เอาเสียเลย คือมันมีที่มาที่ไปอะไรต่่างๆนาๆมาเป็นข้ออ้างของแกเยอะมากในสูจิบัตรอธิบายงาน แต่ผมว่ามันก็ไม่น่าประทับใจอะไรมากนักอยู่ดี โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับงานของมาสเตอร์คนอื่นๆในยุคสมัยเดียวกัน

จะว่าไปผมแทบไม่เคยชอบงานที่พักอาศัยชิ้นไหนของแกเลย ตามสถิติแล้วงานที่อยู่อาศัยที่แกออกแบบถึงแม้จะประสบความสำเร็จทางด้านการใช้เงินคนอื่นส่ง message ส่วนตัวแกออกไปให้สังคมรับรู้ และก็ประสบความสำเร็จด้านการเอาบ้านคนอื่นมาเปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยว(เพราะเจ้าของเขาอยู่ในนั้นไม่ได้กัน) แต่ในพื้นฐานของคำว่า”ที่พักอาศัย”แล้ว งานแกเหมืิิอนจะล้มเหลวเกือบทั้งนั้น เคยถามเพื่อนที่มีบ้านพักอยู่ที่เมือง Chandigarh ที่ Le Corbusier ออกแบบ เขาก็บอกว่าเขาไม่ชอบบ้านเขาเหมือนกัน หนังสือของแกผมอ่านแล้วก็ไม่ชอบ และไม่เห็นด้วยอีกเช่นกัน แต่อย่างว่าผมอ่านเป็นฉบับแปลเป็นอังกฤษอีกทีเมื่อปี 1927 โน้น เป็นเวอร์ชั่นที่โดนด่าว่าแปลห่วยมาก ว่าจะลองไปหาฉบับแก้ไขมาอ่านอีกที อาจจะเข้าใจคุณ Le Corbusier แกมากขึ้นบ้าง ไม่รู้เหมือนกัน ผมรู้สึกเหมือนคุณ Le Corbusier แกเชื่อว่ามาตรฐานความต้องการของมนุษย์มันสามารถปรับให้เท่ากันได้ แกเลยชักแม่น้ำทั้งห้าเอามาใช้อ้างมาตรฐานของแก(คนเดียว)จัดระเบียบโลกใหม่เลย 

วันนี้นัดเจอเพื่อนๆที่ร้านกาแฟเพื่อพบปะกันก่อนผมจะออกเดินทางในวันพรุ่งนี้ ปรากฏว่าโต๊ะข้างๆมองไปเจอคุณ Malcolm Gladwell นั่งพิมพ์งานหน้าเครียดอยู่ ไม่น่าเชื่อว่าวันก่อนเดินทางออกจากนิวยอร์ค ผมได้มีโอกาสเจอนักเขียนที่ผมชื่นชอบนั่งอยู่โต๊ะข้างๆเฉยเลย

ใจจริงตอนแรกจะเดินเข้าไปบอกเขาว่าผมชอบงานพี่แกมาก แต่เห็นเขาทำงานอยู่ก็เลยไม่ได้เสียมารยาทเข้าไปกวนเขา

ยิ่งทำให้ผมรู้สึกว่าผมควรจะต้องกลับมาทำงานที่นิวยอร์คอีกแน่ๆ เมืองขำๆที่มีคนที่ผมชื่นชอบผลงานเดินชนกันเต็มไปหมดแบบนี้ หาที่ไหนได้อีก (แต่ถ้าเป็นไปได้ ผมอยากกลับมาในฐานะผู้ประกอบการ ไม่ไช่พนักงาน)

เหลือเวลาในนิวยอร์คครั้งนี้อีกแค่สามวัน ก่อนจะออกเดินทางตระเวนท่องเที่ยวตามที่ต่างๆอีกครั้งโดยมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่กรุงเทพโน้น

ไม่ค่อยเข้าใจเหมืิอนกัน ทำไมมาวันนี้ ผมรู้สึกเหมือนการไปเมืองไทย การไปอยู่ที่กรุงเทพ มันเป็นเหมือนการเดินทาง มากกว่าการกลับบ้าน หลายปีที่ผ่านมากรุงเทพเปลี่ยนไปเยอะมากมาก(สำหรับผม) ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าการตัดสินใจกลับไปทำงานที่นั่นสักพักมันจะเป็นความคิดที่ถูกไหม 

หัวหน้าของเพื่อนผมก็เล่าว่าน้องชายเขาก็มีdilemma เรื่องการเลือกเมืองที่จะใช้ชีวิตเหมือนกัน คือบ้านและครอบครัวอยู่ที่หนึ่ง แต่หน้าที่การงานกลับอยู่อีกที่หนึ่ง ต้องทิ้งหน้าที่การงานจากที่หนึ่งเพื่อย้ายไปอยู่อีกที่หนึ่งไปไปมามา ผมเชื่อว่าโลกเราทุกวันนี้ คงมีอีกหลายๆคนมากๆที่เจอปัญหาเดียวกันนี้ เราไม่สามารถเลืิอกที่จะอยู่ในที่ที่เหมาะสมกับตัวเองได้หมดทั้งในด้าน สุขภาพ ครอบครัว เพื่อนฝูง และ การงาน มันก็ต้องเลือกเอาว่า จะเก็บส่วนไหนไว้ในช่วงเวลาไหน ช่วงเวลาสองปีต่อจากนี้ผมคงพยายามมองมันเป็นการทดลองการใช้ชีวิตของผมเองว่า จะสามารถรักษาสมดุลเรื่อง สุขภาพ ครอบครัว งาน และ สังคม ที่กรุงเทพเอาไว้ได้ไหม ได้ไม่ได้อย่างน้อยก็ถือว่าก็พยายามแล้ว จะได้ไม่ต้องมาเสียใจทีหลัง

เดือนนี้

May 16th, 2009

หนังสือ Mastery: The Keys to Success and Long-Term Fulfillment ของคุณ George Leonard เป็นหนังสือที่ amazon แนะนำผมมานานแล้ว ว่าถ้าชอบหนังสือของคุณ Malcolm Gladwell มาก่อน ก็น่าจะชอบเล่มนี้ได้ จนได้ลองซื้อหามาอ่านดู

คุณ George เล่าเรื่องเส้นทางไปสู่การเป็น Master ทางด้านใดด้านหนึ่ง โดยใช้ประสบการณ์สู่การเป็น Master ทางด้านไอคิโดของเขาเป็นตัวเล่าเรื่อง เป็นหนังสือที่ดีมากมากครับ อ่านแล้วสะท้อนให้ผมมองเห็นคนรอบข้างทั้งในอดีตและปัจจุบันหลายๆคน คนส่วนมากที่ผมยอมรับว่าเขาเป็นMaster ทางด้านของเขาที่ผมได้เจอมา ต่างก็พูดเหมือนในหนังสือเล่มนี้ในเรื่องของการฝึกตนฝึกฝนเพื่อผ่านเพดานฝีมือทีละช่วงให้ได้ ทำไปเรื่อยๆเป็นปีปี จนอยู่มาวันหนึ่งก็พบว่าคนอื่นบอกว่าเขาเป็น Master ไปแล้ว (และส่วนมากคนพวกนั้นผมก็เห็นเขาก็ยังฝึกฝนอยู่เลย)

เป็นหนังสือต่อต้านทางลัดโดยสิ้นเชิง เพราะผู้เขียนมองช่วงเวลาของความสำเร็จในระยะไกลมากมาก คนชอบทางลัดบางประเภทอาจจะกระโดดเข้ามาแล้วก็ประสบความสำเร็จเร็วกว่าในขั้นแรกๆ แต่ก็จะหยุดและติดเพดานในเร็ววันอยู่ดี หรือคนที่ลุ่มหลงบางคนก็อาจจะกระโดดเข้ามาฝึกอย่างหนักด้วยความรัก คนพวกนั้นถ้าถึงจุดที่ติดเพดานก็อาจจะเสียใจยอมแพ้หันหลังให้สิ่งที่เขารักไปเลย แล้วพลังฝีมืออาจจะตกลงมาต่ำกว่าตอนแรกอีกด้วยซ้ำ

ผู้เขียนยังได้วิเคราะห์ลักษณะสังคมของอเมริกาในยุค 90’s ไว้ด้วยว่าเป็นสังคมบริโภคที่ใจร้อน ชอบทางลัด และต่อต้านวิถึความเป็น Master อย่างชัดเจน เป็นสังคมที่โดนสื่อต่างๆสร้างมายาของทางลัดเอาไว้เต็มไปหมด ต่อต้านการทำงานหนัก และถ้าปล่อยไว้แบบนั้น สังคมของประเทศจะตกต่ำและคนที่มีฝีมือที่แท้จริงก็จะหายไปหมด แล้วไม่ถึงยี่สิบปี สิ่งที่เขาทำนายไว้ก็เป็นจริง จริงๆด้วยครับ

เป็นหนังสือที่ถ้ามีโอกาสมีครอบครัวมีลูกมีหลาน ผมอยากให้พวกเขาได้อ่านตั้งแต่ยังเด็กจริงๆ อยากย้อนเวลาเอาไปให้ตัวเองตอนเด็กๆอ่านด้วยซ้ำ

ที่ทำงาน

May 3rd, 2009

จำได้ว่าตอนอยู่บริษัทเคยคุยกันเรื่องทำอาหารที่บ้าน ผมบอกไปว่าผมไม่ค่อยชอบเอาจานไปเก็บที่ครัว ตอนนั้นคนทำท่างงกันทั้งโต๊ะพร้อมกับถามว่า “โอ้ บ้านคุณไม่ได้ทานข้าวในห้องครัวหรอกหรือ”

จะว่าไปการมีโต๊ะที่เอาไว้นั่งทานข้าวแบบถูกท่าถูกทางได้นับเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมากมากสำหรับชาวบ้านหาเช้ากินค่ำอย่างผมในเมืองอย่างนิวยอร์ค เพราะปรกติบ้านที่เคยอยู่มาจะเล็กมากมาก เรามักจะยืินทานข้าวที่counter ในครัวเลย หรือไม่ก็ต้องนั่งพื้นทานที่ห้องนั่งอเนกประสงค์ (คือมีอยู่ห้องเดียวทั้งบ้าน) เราโชคดีมากมากที่หลงทางมาเจอบ้านหลังนี้ซึ่งมีมุมเหลือที่พอสามารถวางโต๊ะอาหารได้

ตอนนี้เราแทบไม่ได้ใช้โต๊ะนี้ไว้เป็นโต๊ะทานอาหารแล้ว เพราะในที่สุดก็กลับเข้าสู่พฤติกรรมเดิมๆนั่นคือ นั่งพื้นทานข้าวกับโต๊ะกาแฟกลางบ้านนั่นแหล่ะ และบริเวณที่ผมเคยคิดไว้ว่าจะได้นั่งทานข้าว ก็กลายเป็นโต๊ะทำงานหลักของเราไปแล้ว (ผมพบว่าการเก็บจานไปล้างนั้นง่ายกว่าการเก็บของบนโต๊ะทำงานมากมาก)ช่วงนี้ผมนั่งบริเวณนี้บ่อยมากมาก จะว่าไปก็เกือบทั้งวันทั้งคืน เพราะห้องทำงานจริงๆมันรกจนหาอะไรไม่เจอแล้ว

ถ้าจะต้องย้ายออกไปจากอพาทเมนท์นี้ ผมคงคิดถึงบริเวณนี้มากมาก ปรกติผมไม่ค่อยยึดติดกับสถานที่ไหนมากนัก แต่อพาทเมนท์นี้เป็นที่แรกที่ผมรู้สึกว่ามันเป็นบ้านของผมจริงๆ

แปลกมากที่บางครั้งเวลาคิดถึงบ้าน ไปไปมามาผมนึกไม่ออกจริงๆว่าตกลงบ้านผมมันอยู่ที่ไหนกันแน่ และพอคิดคิดดูอีกที มันก็อยู่ที่นี่นั่นแหล่ะ

จำได้ว่าตอนช่วง Spring ของ 2006 มีเสียงนกร้องข้างหน้าต่างดังมาก เปิดหน้าต่างออกไปดู ก็มีนกสองตัวยืนเล่นกันอยู่ แล้วมันก็มาเล่นที่บันไดหนีไฟทุกวัน สมัยนั้นผมทำงานในห้องนอนก็เลยเจอมันทุกวันเกือบปีจนถึงหน้าหนาว มันก็หายไป ไม่เจอกันอีกเลย

จนมาถึงปี 2007 จำได้ว่าตอนนั้นนั่งๆอยู่มองไปข้างหน้าต่าง ก็เห็นพวกมันกลับมาอีกครั้ง สองตัวเดิม ยืนที่เดิม ยังรักกันดี แข็งแรงทั้งคู่ แล้วมันก็แวะมายืนตรงนี้ไปอีกปี จนถึงหน้าหนาวเช่นเดม

ปี 2008 เป็นปีที่ผมไม่มีใจให้กับอะไรยกเว้นเรื่องที่ทำงาน ผมลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าผ่านปีนั้นมาได้ยังไงเร็วมากมาก

จนมาถึงวันนี้ นั่งเล่นอยู่ที่โต๊ะตัวเดิม ได้ยินเสียงนกร้องอีกครั้ง เปิดม่านไปดู รู้สึกเหมือนเจอเพื่อนเก่าอีกครั้ง จะว่าไปมันเป็นยิ่งกว่าเพื่อนเก่าอีก มันเหมือนเป็นความสมบูรณ์ของเรื่องราวเล็กๆบางอย่างที่ผมสงสัยเมื่อสองปีก่อน ว่าผมจะได้เจอมันอีกไหมหรอ วันนี้มันมาอีกแล้วครับ แต่คราวนี้พี่แกมาตัวเดียว ร้องไม่หยุดเลย ผมไม่รู้เหมือนกันว่าช่วงเกือบสองปีที่ผ่านมามันไปเที่ยวที่ไหนกันบ้าง แล้วคู่หูของมันอีกตัวหายไปไหนแล้ว ได้แต่หวังว่ามันจะมีความสุขความเจริญในแบบของมันต่อไป ปีหน้าผมคงไม่ได้เจอมันแล้ว เพราะถึงตอนนั้นผมคงย้ายไปอยู่ที่อื่นแล้ว ขอให้มันเจอแฟนใหม่เร็วๆแล้วกัน อย่าเหงามากนักเด้อ

เพิ่งได้มีโอกาสได้ดู Jean De Florette กับ Manon of the Spring (กำกับโดยคุณ Claude Berri) ตอนแรกไม่ได้เตรียมใจว่าจะเสียเวลาทนดูหนังสองเรื่องยาวต่อกันเกือบสี่ชั่วโมงได้ แต่พอเริ่มดูแล้วก็ลืมเวลาไปเลย ตัวหนังมันก็ไปเรื่อยๆของมัน แต่บทซึ่งดัดแปลงมาจากหนังสือของMarcel Pagnolนั้นเป็นบทประพันธ์ที่สุดยอดมากมาก เริ่มดูแล้วก็หนีไปไหนไม่ได้ ไม่ไช่เพราะมันตื่นเต้น แต่เพราะวิธีเล่าเรื่องที่ดีและประเด็นหลักที่เข้มแข็งมากของเรื่อง

เป็นเรื่องของชาวสวนลุงหลานสองคนที่พยายามจะสร้างกิจการของตัวเองให้ใหญ่โต จนลืมคอมมอนเซนส์เรื่องจริยธรรมไป แต่ที่ผมชอบมากคือ เราตัดสินอะไรไม่ได้เลยว่าอะไรคือคอมมอนเซนส์กันแน่ในโลกที่บริบทไม่แน่นอนแบบนั้น ทุกคนสร้างกรอบของเหตุผลขึ้นมาเองกันหมดเลย (อาจเหมือนสังคมไทยที่ผ่านมา)

อีกเรื่องที่ผมชอบมากคือในส่วนของภาคแรก (Jean De Florette)นั้น เหมือนเป็นการเผชิญหน้ากันระหว่างการใช้ความรู้และความฉลาดของคนเมืองที่มีความภูมิใจในตัวเอง กับความโลภที่ไร้ยางอายและข้อมูลที่มีมากกว่าจากคนในพื้นที่ มันสะท้อนความโหดร้ายออกมาได้เนียนมากแต่ก็หลีกเลี่ยงที่จะไม่รับรู้ความจริงที่มีอยู่ทั่วไปแบบนี้ไม่ได้เช่นกัน เหมือนกับที่ตัวละครตัวหนึ่งในเรื่องพูดว่า “I am smart because I have money.”

หนังสองเรื่องนี้ถ้าเป็นไปได้อยากบอกต่อให้คนอื่นที่มีเวลาว่างเหลือเฟือหามาดูกันครับ ตัวหนังอย่างเดียวก็สวยมากมากแล้วครับ ยิ่งนางเอกในเรื่อง Manon of the Spring นี่ผมว่าในยุค 80’s คุณ Emmanuelle Beart นี่น่าจะเป็นหนึ่งในผู้หญิงที่สวยที่สุดในโลกคนนึงได้เลย

Spring Is Here

April 24th, 2009

เมื่อกี้นี้ผมเพิ่งทำการยกเลิกนัดสัมภาษณ์งานไปด้วยเหตุผลเดียวกับที่ผมลาออกจากที่ทำงานเดิม นั่นคือผมคิดดูแล้วว่าอยากใช้เวลาโฟกัสที่งานของตัวเองมากกว่า

ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าตัวเองเสียสติค้างไปแล้วหรือเปล่า เพราะงานที่สมัครไปจะว่าไปมันก็เป็นงานที่ดีที่สุดตำแหน่งนึงที่จะจินตนาการได้ในเวลานี้ จำได้ว่าตอนที่รอเขาติดต่อมา ก็คิดคิดเหมือนกันว่าถ้าได้ทำงานที่นั่นก็คงดีเหมือนกัน อย่างน้อยก็มั่นคงไปอีกนานแน่ๆ แต่ผมก็ลองมาคิดดูดีดีว่าถ้าผมเป็นคนอยากมั่นคงทำไมไม่ทำงานอยู่ที่เดิมต่อไปแต่แรก เพราะมันก็มั่นคงสุดๆอยู่แล้ว หลังจากประชุมกับตัวเองและเพื่อนอีกคนหนึ่งที่ร้านหนังสือ ก็ตัดสินใจใช้วิธีทำลายโอกาสตัวเองให้หมด แล้วมุ่งพลังไปที่การทำสตูดิโอตัวเองหนึ่งปีเต็มที่ แล้วหลังจากนั้นค่อยว่ากันว่าจะเอาไงต่อ เพราะถ้ามัวแต่คิดเรื่องเงิน ความมั่นคง ตำแหน่งหน้าที่การงาน แบบนั้นผมก็คงไม่ต้องทำอะไรกันพอดี

ผมเองก็ไม่ไช่เด็กแล้ว ไม่รู้ทำไมยังต้องใช้เวลาทำความเข้าใจความต้องการตัวเองมากขนาดนี้อยู่ หรืออาจเพราะไม่ไช่เด็กแล้วก็ได้ ความกลัวมันเลยเพิ่มมากขึ้นตามประสบการณ์ชีวิต ทำให้ตัดสินใจเรื่องต่างๆยากขึ้นไปด้วย

หวังว่าเมื่อผมกลับมาอ่านที่ตัวเองเขียนวันนี้อีกครั้งในปีหน้า จะไม่เขกหัวตัวเองกับการตัดสินใจครั้งนี้ก็แล้วกัน

untitled

April 21st, 2009

วันก่อนเดินแถว Chelsea เจอรูปภาพของคุณ Madoff วางทิ้งอยู่ที่ถังขยะ พอเข้าไปดูใกล้ๆมีเบอร์ติดต่อถ้าอยากซื้อด้วย

ไม่รู้เป็นงานศิลปะจัดแสดง หรือ เจ้าของภาพเขาเอามาทิ้งจริงๆ แต่ฮาดีครับ

?

พูดไม่ออก

April 18th, 2009

การอยู่นิวยอร์คมักจะทำให้ตามโลกภายนอกไม่ทันอยู่เสมอไป วันนี้เพิ่งได้เห็นข่าวของคุณ Susan Boyle ที่สนามบินตอนไปส่งแม่กลับกรุงเทพ พอกลับมาบ้านเลยมาหารายละเอียดอ่านอีกที

บ้าไปแล้ว ทำไมคนอังกฤษที่เสียงดีมีเยอะขนาดนี้ โผล่มาเรื่อยๆเลย ผมชอบเขาตรงที่เขาไม่ได้ถ่อมตัวหรือหงออะไรเลย เขาก็ฮาๆของเขาไป ไม่ได้จ๋อยหรือเขินอะไรเลย แต่เสียงคุณน้าเขาเพราะจริงๆ เพราะแบบไม่ต้องช่วยลุ้นเลย ปรกติผมไม่ชอบนักร้องหญิงบ้าพลัง แต่คุณ Susan แกร้องเพราะแบบไม่ได้เบ่งพลังอะไรเลย โอ้ สุดยอด ได้โปรดทำอัลบัมออกมาเถอะ

ฟังได้ที่นี่ครับ

Democracy

April 14th, 2009

ตอนเด็กๆผมโดนคุณครูสอนมาว่าไม่ควรคุยเรื่องที่เราไม่รู้จริงว่ามันคืออะไรกันแน่ผมเลยไม่ค่อยชอบคุยเรื่อง ศาสนา, ศิลปะ, และ การเมือง เท่าไหร่

แต่พอมาอ่านข่าวเมืองไทยช่วงนี้ ผมเริ่มสงสัยว่าตกลงประชาธิปไตยที่หลายๆคนถามหานี่ มันอันเดียวกันหรือเปล่า หรือตกลงพวกเราเข้าใจมันจริงๆหรือเปล่าว่าเจ้าประชาธิปไตยมันคืออะไรกันแน่

พออ่านๆข่าวไปหลายๆสำนัก ผมพบว่าไม่ไช่แค่ผมคนเดียวที่งงงงเรื่องนิยามของคำว่าประชาธิปไตยในตรรกะของผู้ที่พยายามเชื่อว่าตัวเองรักประชาธิปไตยในเวลานี้ เพราะก็เห็นมีหลายคนที่มาออกความเห็นจากสำนักข่าวแถวนี้เขาก็คงสงสัยเหมือนกันว่า การที่คนเราเกลียดคนที่ทำลายประชาธิปไตยแต่ตัวเองก็ทำตัวไม่ต่างกับคนที่เราเกลียด แล้วมันจะนำไปสู่ประชาธิปไตยได้ยังไง

ไม่รู้จะเขียนอะไร เศร้า

วันนี้เดินผ่านไปเจอห้องเก็บกระเป๋าที่ Smithsonian National Museum of Natural History สวยมาก(สำหรับผม) เลยถ่ายรูปเก็บไว้ครับ

Proudly powered by WordPress. Theme developed with WordPress Theme Generator.
Creative Commons License