1.
เพิ่งกลับมาถึงกรุงเทพได้หนึ่งสัปดาห์พอดี ผมยังมึนๆกับบรรยากาศรอบตัวอยู่เหมือนกัน อะไรอะไรมันเปลี่ยนไปมาก โดยเฉพาะจริตและจิตใจของคนกรุง ยิ่งวันแรกๆที่ผมรู้สึกแย่มากมากกับคุณภาพการบริการของห้างร้านหลายๆแห่ง ที่มีแต่ความเข้มข้นทางภาพลักษณ์ขององค์กร แต่แก่นของตัวสินค้าและการบริการจริงๆนั้นแย่มากมาก
ตั้งแต่ผมเคยเดินทางมา มาคิดดูจริงๆผมว่าค่าครองชีพที่กรุงเทพนี่แหล่ะสูงที่สุดแล้ว ถ้าต้องเปรียบเทียบระหว่างเงินที่เสียไป กับคุณภาพของอะไรก็ตามที่เราได้กลับคืนมา ยังไม่นับแรงงานเราที่เสียไป กับรายได้ที่กลับคืนมา และเมื่อเที่ยบกับราคาอสังหาริมทรัพย์ ต่อรายได้ขั้นต่ำ ยิ่งเห็นเลยว่าระบบมันเพี้ยนกันไปหมดแล้ว (บางคนก็บอกว่ามันเป็นแบบนี้มาตั้งนานแล้วนี่นา แต่ผมว่าเมื่อก่อนมันไม่ได้เลวร้ายขนาดนี้นี่นา)
หลังจากบ่นมาสักระยะผมก็เลยพยายามลองเดินออกนอกเส้นทางประจำให้มากที่สุด ลองผ่านเส้นทางใหม่ๆ คุยกับคนกลุ่มใหม่ๆ ทานอาหารร้านใหม่ จนเริ่มรู้สึกว่าเข้าที่เข้าทางมากขึ้น เริ่มเจอร้านค้าที่เราชื่นชอบ เจอกลุ่มคนที่น่ารัก เจอพนักงานขายสินค้าที่เข้าใจหน้าที่ตัวเองว่ากำลังทำอะไรอยู่กันแน่ เจอคนตลกๆเต็มไปหมด บทสนทนาต่างๆของพนักงานขายสินค้าตามที่ต่างๆที่ผมไปเจอมานี่ ตลกจนผมว่ารวมเล่มขายได้เลยมั้ง (จากที่เดินๆดูคร่าวๆ พบว่าบริเวณที่ยิ่งห่างไกลจากสถานีรถไฟฟ้าและความเป็นชาวกรุงแบบกรุงเทพกรุงเทพมากเท่าไหร่ ก็มักจะได้เจอคนที่น่ารักและจริงใจมากขึ้นเท่านั้น และพบว่ายิ่งบริเวณไหนที่เป็นชุมชนเก่าแก่ ที่ชาวบ้านอยู่กันมานาน มักจะได้เห็นสินค้าที่มีคุณภาพเหมาะกับราคามากขึ้น อาหารก็อร่อยขึ้น คนก็ฮาขึ้นครับ)
2.
และตอนนี้ในที่สุด ทาง Studio Aeroplane ก็มีสถานที่ทำงานเป็นเรื่องเป็นราวแล้ว ไม่น่าเชื่อจริงๆ ตอนแรกคิดว่าน่าจะใช้เวลาสักสองถึงสามเดือนกว่าจะหาสถานที่ได้ ไปไปมามาแค่อาทิตย์เดียว เราก็ได้สถานที่ที่คิดว่าน่าจะเหมาะพอสมควรได้แล้ว (สำหรับบริษัทเล็กๆสุดๆอย่างเรา) แถมเริ่มมีคนติดต่อเข้ามาถามไถ่สนใจเรื่องงานบ้างแล้วด้วย ล่าสุดพี่คนขับรถแทกซี่เมื่อวานแกก็คุยกับผมเรื่องฝนฟ้าคะนองทั่วไปแล้วไม่รู้ทำไมแกอารมณ์ดีจังชวนคุยต่อตั้งแต่เรื่องสงครามนิวเคลียร์ ยัน เศรฐกิจพม่า ก่อนเลี้ยวรถเข้าซอยบ้านแกก็ถามว่า “น้องทำงานอะไร”
ผมเองก็ไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกัน แต่ก็บอกไปก่อนว่า “ผมทำงานรับจ้างออกแบบครับ”
พี่แทกซี่ “ออกแบบอะไรบ้างล่ะ”
“ก็ออกแบบอะไรต่อมิอะไรไปเรื่อยแหล่ะพี่”
พี่แกก็เลยถามผมต่อว่า “แล้วน้องรักเสียงดนตรีไหม”
ผมก็ตอบว่า “อุ่ย แน่นอนพี่”
แกเลยบอกว่า “โอ้ งั้นดีเลยน้อง พี่กำลังหาคนมาทำโปสเตอร์วงหมอลำที่พี่เป็นผู้จัดการอยู่พอดี มาช่วยพี่หน่อย”
แล้วพี่แกก็เล่าว่าเพิ่งกลับมาจากพานักดนตรีไปถ่ายรูป พี่เขาคิดมาแล้วแหล่ะ ว่าอยากได้แบบเอานักดนตรีกับหางเครื่องยี่สิบกว่าคนมาวางรูปเรียงกันแล้วทำให้มันเป็นเหมือน สคส เล็กๆ เอาไว้แจกตามวัดต่างจังหวัด “เอาโปสเตอร์ไปแจกเขาเอาไว้ เวลามีงานเลี้ยง เขาจะได้มาตามวงพี่ไปเล่น”
ผมเองกำลังมึนๆกับโอกาสที่โผล่มาโดยไม่ทันตั้งตัว และก็ไม่รู้จะคุยอะไรเรื่องโปสเตอร์ต่อดี เลยถามแกไปว่า “แล้วเพลงหมอลำนี่ พวกพี่แต่งกันเองเลยหรือเปล่า”
แกบอกว่า “แต่งเอง เพิ่งออกจากห้องอัดเลย วางแผงเดือนหน้านี่แหล่ะ”
แล้วรถก็มาจอดหน้าบ้านผมก่อนที่เราจะเจรจาธุรกิจกันเสร็จ ผมเลยรีบวิ่งหนีฝนเข้าบ้านหลังจากจ่ายเงินค่ารถไปแล้ว (ผมไม่แน่ใจว่าตอนนั้นผมวิ่งหนีฝน หรือ วิ่งหนีลูกค้ากันแน่ แต่ถ้าพี่แทกซี่ผู้จัดการวงหมอลำท่านนี้ หลงทางเข้ามา รบกวนฝากคอมเมนท์รายละเอียดของวงพี่ไว้น่ะครับ)














?



