1.
ข้อดีของระบบการเมืองไทย คือมันช่วยให้ผมสามารถทำใจยอมรับกับกระแสอันทะแม่งๆของสิ่งต่างๆรอบตัวได้ง่ายขึ้นมาก ไม่ว่าจะเป็นกระแสในวงการ หนัง, เพลง, ละคร, หนังสือ, นิตยสาร, ร้านอาหาร, เซเลบบริตี้, ออกแบบ, แฟชั่น, ศิลปะ ฯลฯ ถึงจะไม่เข้าใจว่ามันมีจำนวนประชากรที่ชอบมากพอที่จะเกิดเป็นกระแส(ที่บางครั้งกลายไปเป็นมาตรฐานใหม่ด้วยซ้ำไป)ขึ้นมาขนาดนั้นได้อย่างไร แต่ในเมื่อคนส่วนใหญ่ในสังคมเขาชอบ ก็โอเค ก็คงเหมือนเรื่องนักการเมือง ที่ผมก็ยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ว่าหลายๆคนได้รับเลือกเข้าไปในสภาได้อย่างไร แต่ในเมื่อคนส่วนใหญ่เขาชอบ เราก็คงต้องยอมรับกันไป
2.
อาการแพ้อากาศในเมืองเริ่มดีขึ้นมาก หลังจากออกกำลังกายมากขึ้น เดี๋ยวนี้เวียนหัวน้อยลง หายใจสะดวกขึ้น แต่อาการเหงื่อแตก,ตัวเย็น,หายใจไม่ออกเวลาอยู่ร่วมกับคนเยอะๆในสถานที่ที่ใช้เครื่องปรับอากาศยังเป็นอยู่ ส่วนอาการเวียนหัวเวลาได้ยินเสียงจากวิทยุยังมีอยู่เหมือนเดิม ผมว่าหูผมมีปัญหามานานแล้วล่ะ มันแพ้ความถี่เสียงหลายประเภทมากๆ
Filed under: Journal | Comment (0)
วันนี้ลองทดสอบกับเกม Brain Age ครั้งแรกในรอบปี คะแนนย่อยในแต่ละด่านแย่ลงเยอะมาก แต่ผลออกมาก็อยู่ในขั้นยอมรับได้ เห็นได้เลยว่าความสามารถของสมองลดลงเยอะมาก สมาธิ, ความเร็ว, ทักษะเชื่อมโยงของมือกับสมอง ช้าลงเป็นสิบวินาที
หรือว่าเราอยู่ในสภาพแวดล้อมที่สบายเกินไปจนเสียสัญชาตญาณนักล่า(ของแมวเหมียว)ก็ไม่รู้
Filed under: Journal | Comment (0)

วันนี้ตอนเย็นมีฝนตกหนักที่ทำงาน หลังฟ้าสงบเลยเดินออกไปสำรวจน้ำในกระป๋องที่รองไว้ข้างนอก อ่ะจ๊าก นั่นมันรุ้งสองชั้นกำลังจอดอยู่อีกฝั่งของแม่น้ำ ลำดับสีของวงนอก (รุ้งทุติยภูมิ) มันจะกลับกันกับวงใน (รุ้งปฐมภูมิ) ดังที่เห็นในภาพนั้นเอง ตื่นเต้นมาก ผมจำไม่ได้เหมือนกันว่าครั้งสุดท้ายที่เห็นรุ้งในจังหวัดกรุงเทพมหานครนี้มันเมื่อไหร่กัน (เมื่อสมัยก่อนยุคที่จะมีตึกน่าเกลียดน่ากลัวผุดขึ้นมาเต็มเมืองไปหมด สมัยนั้นกรุงเทพฯเราคงเคยสวยงามน่าดู)
Filed under: Journal | Comment (0)
หลังจากไปพบแพทย์เรื่องร่างกายไม่สามารถทรงตัวได้ เพราะเส้นประสาทควบคุมมันมีปัญหาจากอาการไอแรงเกินไป (มันเป็นห่วงโซ่มาจากโรคอื่นอีกที) ผมเลยคิดว่าควรจะต้องกลับมาตั้งใจวิ่งออกกำลังกายอีกครั้ง ถึงแม้คุณหมอจะบอกว่าการวิ่งเป็นการออกกำลังกายที่ไม่ได้ใช้สมองควบคุมการเคลื่อนไหวแบบแอดวานส์เท่าพวกกีฬาตีแบด หรือ บาสเกตบอล ก็ตาม
หลังจากลองวิ่งมาสักสองเดือน สัปดาห์ละสามถึงสี่วัน พบว่าอาการแพ้อากาศหายไปเยอะพอสมควร (ไม่รู้เพราะยังไม่ถึงหน้ามันหรือเปล่า) รู้สึกตัวเบาขึ้น สดชื่นขึ้นมาเยอะเลยครับ
ไม่อยากเชื่อว่า ตอนก่อนย้ายมากรุงเทพ บ้านอยู่ข้างๆ Prospect Park แท้ๆ ผมไปวิ่งจริงๆไม่น่าจะถึงสิบครั้ง (ส่วนใหญ่ไปเดินเนียนๆ นอนอ่านหนังสือเล่น) มาวันนี้ดันเพิ่งจะมาคึกวิ่งอยู่กับที่อยู่บนลู่วิ่งที่ทำงาน แต่ที่เขียนขึ้นมาอยากจะบอกว่า ออกกำลังกาย วันละนิด จิตแจ่มใส จริงๆครับ
Filed under: Journal | Comments (2)
บ่ายนี้โทรไปคุยกับที่บ้าน แม่บอกว่ากำลังทยอยทำความสะอาดบ้านอยู่ จะกำจัดของไม่จำเป็นออกไปเรื่อยๆเพราะบ้านเหลือพื้นที่น้อยมากๆ
ผมเลยบอกแม่ว่า “ดีแม่ ทิ้งเลย อะไรที่ไม่ได้ใช้เกินสองปีก็บริจาคซะ คนเราควรจะเหลือแต่สิ่งที่จำเป็นเอาไว้ในบ้านเท่านั้น”
แม่เลยถามว่า “รวมถึงการ์ตูนที่ลูกเก็บไว้ด้วยไหม เต็มบ้านไปหมดเลย อยู่ในกล่องมาเป็นสิบปีแล้ว”
ผมเลยตอบว่า “อุ่ย ยกเว้นการ์ตูน…”
แม่ “อ้าว…”
วันนี้ผมเรียนรู้ว่าตัวเองก็เป็นพวกสองมาตรฐานสุดๆเหมือนกัน แล้วจะไปเรียกร้องอะไรจากคนอื่นเขาได้ล่ะเนี่ยทีนี้
Filed under: Journal | Comment (0)
ไม่รู้เพราะเหตุใดหลังที่จากได้อ่าน The Fountainhead จบนั้น มันทำให้อดคิดถึงเรื่อง ฤทธิ์มีดสั้น ไม่ได้
ตัวละครอย่าง Howard Roark กับ Gail Wynand มีลักษณะและความสัมพันธ์ที่คล้ายกันกับคนแบบ ลี้คิมฮวง และ เซียงกัวกิมฮง มาก เป็นคนประเภทเดียวกัน ที่เลือกเส้นทางชีวิตต่างกัน คนที่เป็นเงาของกัน แต่คนหนึ่งเลือกที่จะสละทุกอย่างเพื่อทำสิ่งที่ตัวเองเชื่อโดยไม่ต้องไปยุ่งกับยุทธภพ ส่วนอีกคนเลือกที่จะสละทุกอย่างเพื่อครองยุทธภพก่อนค่อยทำสิ่งที่ตัวเองเชื่อ
หรือคนอย่าง Peter Keating ก็ทำให้ผมคิดถึงคนแบบ เล้งโซ่วฮุ้น คนที่ทำทุกอย่างเพื่อที่จะได้ครอบครองอะไรก็ตามที่คนอื่นมองว่าคนที่ประสบความสำเร็จนั้นควรจะมี ยกเว้นอย่างเดียวที่เขาไม่มีคือ ความภูมิใจในตัวเอง
หรือแม้แต่ตัวละครแบบ Ellsworth Toohey ที่ไม่ได้มีความสามารถอะไรด้วยตัวเอง แต่กลับหาวิธีสร้างอำนาจให้ตัวเองได้ด้วยการเป็นนักวิจารณ์ที่ชี้เป็นชี้ตายคนอื่นได้ด้วยปากกา ก็ทำให้คิดถึงคนแบบ แป๊ะเฮียวเซ็ง ที่เขียนตำราอาวุธ ทำตัวเป็นนักจัดอันดับยอดฝีมือในยุทธภพ ทำให้ยอดฝีมือต่างฆ่าฟันกันเพื่อแย่งชิงอันดับในตาราง สามารถเป็นคนที่มีอิทธิพลในยุทธภพได้โดยที่ไม่ต้องเป็นยอดฝีมือเสียเอง
ความเห็นส่วนตัวนั้น ผมรู้สึกว่าตัวละครแบบนี้ เป็นตัวละครที่ไม่มีวันล้าสมัย แต่ละตัวละครก็เป็นเหมือนตัวแทนของมนุษย์แบบต่างๆที่มีอยู่ทุกยุคทุกสมัย เพียงจะจับเอามาใช้กับวงการแบบไหนก็ได้ มันก็มีคนแบบนี้อยู่ทั้งนั้น จอมยุทธ์, สถาปนิก, อาจารย์, นักธุรกิจ, นักดนตรี ฯลฯ (แต่วงการแพทย์ กับ พระ อาจจะไม่ได้ เพราะสองวงการนี้ไม่เคยมีคนไม่ดี)
The Fountainhead เป็นนิยายของคุณ Ayn Rand ที่ตีพิมพ์ออกมาเมื่อปี 1943 แต่เมื่อมาอ่านตอนนี้ ก็ยังรู้สึกว่าเรื่องราวในหนังสือนั้นช่างร่วมสมัยอะไรขนาดนั้น แก่นของเรื่องจริงๆ ผมเองก็ไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไหร่ ในส่วนของการนิยมความเห็นแก่ตัวและความเป็นตัวของตัวเอง (individualistic) เพื่อที่จะผลักดันโลกไปข้างหน้า คือก็อาจจะเห็นด้วยบ้าง แต่ก็ไม่ได้เห็นด้วย100% โดยส่วนตัวผมเชื่อว่า คนคนเดียวไม่สามารถเปลี่ยนโลกได้ แต่คนเกินสามคนก็ไม่สามารถเปลี่ยนโลกได้เช่นกัน
มันน่าสนใจที่เขาใช้สถาปัตยกรรมเป็นตัวแปรในการแทนค่าของการแสดงอัตตาของคนในเรื่อง (คือมันจะเป็นอะไรได้ทั้งนั้นแหล่ะ แต่สถาปัตยกรรมมันอาจเป็นตัวแปรที่เข้าใจง่ายสุด) เช่นตอนที่สถาปัตยกรรมแบบโมเดิร์นโดนทำให้มันฮิต คนที่เคยทำงานแนวอนุรักษ์นิยม หรือแนวคลาสสิก (และแนวอะไรต่อมิอะไร) ก็หันมาใช้องค์ประกอบของงานโมเดิร์นเป็นจุดตกแต่งของอาคาร โดยที่ไม่ได้มีอะไรที่มันออกจากแก่นความเชื่อข้างในเลยอยู่ดี น่ารักดี
Filed under: Books, Journal | Comment (0)
ปรกติแล้วนอกจากเก้าอี้และกีต้าร์ผมมักไม่ค่อยจะอยากเพิ่มเติมวัตถุอะไรเข้ามาในชีวิตเลย (ไม่ได้สมถะ แต่ไม่มีตัง) จนเมื่อเดือนก่อน บังเอิญเผลอไปจับกล้องของเพื่อนตัวนึงคือ GF1 แล้วถ่ายเล่นนิดๆหน่อยๆ หลังจากนั้นก็เกิดกิเลสอยากได้ขึ้นมาเฉย พยายามเอาธรรมะเข้าข่มก็ยังไม่สามารถลืมมันได้ จนเกื้อบเกือบจะทุบกระปุกไปซื้อแล้ว (โชคดีมากมากที่งานที่ทำอยู่ตอนนั้นมันยุ่งมากจนไม่มีเวลาคิดเรื่องอื่นเลย)
จนมาวันหนึ่ง มานั่งมอง G10 ที่ผมใช้อยู่ ก็คิดถึงวันแรกที่เดินไปซื้อที่ร้าน วันแรกที่ใช้กล้องตัวนี้ถ่ายรูปคนที่เรารักและสถานที่ที่เราผูกพันธ์ นึกถึงตอนที่สะพายมันเดินข้ามเขาเป็นลูกๆ เดินตลุยที่ไหนต่อที่ไหนมาด้วยกัน แล้วอยู่ดีดีใจก็สงบ ไม่อยากได้ GF1 อีกต่อไป เอา G10 มานั่งเช็ดทำความสะอาด แล้วก็พยายามทำความเข้าใจและใช้มันให้ดีที่สุดในแบบที่มันเป็นดีกว่า
ผมเรียนรู้ว่า บางทีกิเลส มันไม่สามารถดับกันได้ด้วยเหตุและผล มันต้องดับด้วยความไร้เหตุผล(สิ้นดี)นี่แหล่ะ ดั่งคำกล่าวที่ว่า emotion นั้นต้องดับด้วย perception นั่นเอง
Filed under: Journal | Comment (1)
ร้านรถเข็นผัดไทยหน้าออฟฟิตไม่ขายมาหลายวันแล้ว ลุงคนขายแกเจ็บเท้า แต่ลุงไม่รู้หรอกว่ามันเจ็บมาถึงใจผม เวลาหิวสุดๆ วิ่งลงไปข้างล่าง ฝันถึงอาหารร้านแก แล้วพบว่าวันนี้ไม่มาขายอีกแล้ว แต่เห็นลุงแกนั่งเล่นยิ้มแฉ่งอยู่แถวนั้น มันเจ็บใจ ผมต้องไปกินเส้นเล็กแห้งร้านข้างๆแทนมาวันแล้ว จะสั่งผัดไทยที่ร้านหอยทอดข้างๆก็ไม่กล้า เพราะไม่อยากหลายใจ
โอ่ย หิว
Filed under: Journal | Comments (2)