unmodern blog

Archive for the ‘Journal’ category

2:21

August 28th, 2010

1.

ข้อดีของระบบการเมืองไทย คือมันช่วยให้ผมสามารถทำใจยอมรับกับกระแสอันทะแม่งๆของสิ่งต่างๆรอบตัวได้ง่ายขึ้นมาก ไม่ว่าจะเป็นกระแสในวงการ หนัง, เพลง, ละคร, หนังสือ, นิตยสาร, ร้านอาหาร, เซเลบบริตี้, ออกแบบ, แฟชั่น, ศิลปะ ฯลฯ ถึงจะไม่เข้าใจว่ามันมีจำนวนประชากรที่ชอบมากพอที่จะเกิดเป็นกระแส(ที่บางครั้งกลายไปเป็นมาตรฐานใหม่ด้วยซ้ำไป)ขึ้นมาขนาดนั้นได้อย่างไร แต่ในเมื่อคนส่วนใหญ่ในสังคมเขาชอบ ก็โอเค ก็คงเหมือนเรื่องนักการเมือง ที่ผมก็ยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ว่าหลายๆคนได้รับเลือกเข้าไปในสภาได้อย่างไร แต่ในเมื่อคนส่วนใหญ่เขาชอบ เราก็คงต้องยอมรับกันไป

2.

อาการแพ้อากาศในเมืองเริ่มดีขึ้นมาก หลังจากออกกำลังกายมากขึ้น เดี๋ยวนี้เวียนหัวน้อยลง หายใจสะดวกขึ้น แต่อาการเหงื่อแตก,ตัวเย็น,หายใจไม่ออกเวลาอยู่ร่วมกับคนเยอะๆในสถานที่ที่ใช้เครื่องปรับอากาศยังเป็นอยู่ ส่วนอาการเวียนหัวเวลาได้ยินเสียงจากวิทยุยังมีอยู่เหมือนเดิม ผมว่าหูผมมีปัญหามานานแล้วล่ะ มันแพ้ความถี่เสียงหลายประเภทมากๆ

ใจลอย

August 27th, 2010

วันนี้ลองทดสอบกับเกม Brain Age ครั้งแรกในรอบปี คะแนนย่อยในแต่ละด่านแย่ลงเยอะมาก แต่ผลออกมาก็อยู่ในขั้นยอมรับได้ เห็นได้เลยว่าความสามารถของสมองลดลงเยอะมาก สมาธิ, ความเร็ว, ทักษะเชื่อมโยงของมือกับสมอง ช้าลงเป็นสิบวินาที

หรือว่าเราอยู่ในสภาพแวดล้อมที่สบายเกินไปจนเสียสัญชาตญาณนักล่า(ของแมวเหมียว)ก็ไม่รู้

เรื่อยๆ

August 9th, 2010

เมื่อวานไปขี่จักรยานขำๆกันกับเพื่อนๆบริเวณจากที่ทำงานลัดเลาะไปเรื่อยถึงวัดอรุณฯ รู้สึกดีที่ได้เดินทางตามซอยต่างๆด้วยจักรยาน มันประหยัดและได้เข้าใกล้กลิ่นอาหารระหว่างทางเยอะดี ถ้าจังหวัดกรุงเทพฯเรามีเลนจักรยานแบบนี้ในสถานที่ทั่วไปให้ประชาชนได้ใช้จักรยานเดินทางอย่างปลอดภัยบ้างก็คงจะดี (ไม่ไช่แค่ในเขตสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ)

เนื่องจากผมไม่ขับรถยนต์ ดังนั้นเส้นเดินทางโดยหลักในชีวิตประจำวันก็มีอยู่แค่ในเส้นที่มี BTS เท่านั้น จากบ้านไปขึ้นรถไฟฟ้า ก็ต้องนั่งมอร์เตอร์ไซด์ จากรถไฟฟ้าเข้าที่ทำงานก็นั่งเรือ ตอนแรกๆที่รู้ว่าจะมาทำงานที่นี่ ผมก็เคยคิดเรื่องจะปั่นจักรยานจากบ้านไปรถไฟฟ้าไปทำงานเอา แต่พอเห็นพฤติกรรมการขับรถในกรุงแล้ว ก็คิดว่าควรจะเลิกฝันที่จะเดินทางด้วยจักรยานในจังหวัดนี้ดีกว่า (มีอย่างอื่นที่ท้าทายและคู่ควรให้เสี่ยงชีวิตมากกว่าปั่นจักรยานบนถนนใหญ่ที่นี่อีกเยอะ)

ทั้งที่จะว่าไปกรุงเทพฯเราถึงจะใหญ่พอสมควร แต่ถ้าปั่นจักรยานไปเรื่อยๆก็น่าจะเคลื่อนที่ไปจุดต่างๆได้ในเวลาไม่นาน มีกติกา,มีเลนจักรยานเป็นเรื่องเป็นราว (อาจแบ่งเป็นช่วงเวลา) สนับสนุนให้คนหันมาใช้จักรยานในชีวิตประจำวันมากขึ้น เราน่าจะลดปริมาณรถบนถนนไปได้เยอะมาก ลดการบริโภคน้ำมันไปได้อีกมหาศาล นึกภาพปั่นจักรยานริมคลองในถนนที่มีต้นไม้ใหญ่สองข้างทางในกรุงเทพฯ(เหมือนสมัยปู่ผมหนุ่มๆ)ไปทำงานตอนเช้าๆ มันคงช่างเป็นชีวิตศิวิไลซ์เสียจริง

แต่ก็นั่นแหล่ะ เริ่มต้นที่ตัวเราเท่าที่ทำได้ ปั่นเท่าที่ปั่นได้ ส่วนเรื่องที่ต้องฝากความหวังไว้กับรัฐหรือสังคม สู้เอาเวลาไปฝันเรื่องอื่นแทนดีกว่า ราตรีสวัสดิ์

ขนมชั้น

August 7th, 2010

วันนี้ตอนเย็นมีฝนตกหนักที่ทำงาน หลังฟ้าสงบเลยเดินออกไปสำรวจน้ำในกระป๋องที่รองไว้ข้างนอก อ่ะจ๊าก นั่นมันรุ้งสองชั้นกำลังจอดอยู่อีกฝั่งของแม่น้ำ ลำดับสีของวงนอก (รุ้งทุติยภูมิ) มันจะกลับกันกับวงใน (รุ้งปฐมภูมิ) ดังที่เห็นในภาพนั้นเอง ตื่นเต้นมาก ผมจำไม่ได้เหมือนกันว่าครั้งสุดท้ายที่เห็นรุ้งในจังหวัดกรุงเทพมหานครนี้มันเมื่อไหร่กัน (เมื่อสมัยก่อนยุคที่จะมีตึกน่าเกลียดน่ากลัวผุดขึ้นมาเต็มเมืองไปหมด สมัยนั้นกรุงเทพฯเราคงเคยสวยงามน่าดู)

วิ่งเล่น

July 25th, 2010

หลังจากไปพบแพทย์เรื่องร่างกายไม่สามารถทรงตัวได้ เพราะเส้นประสาทควบคุมมันมีปัญหาจากอาการไอแรงเกินไป (มันเป็นห่วงโซ่มาจากโรคอื่นอีกที) ผมเลยคิดว่าควรจะต้องกลับมาตั้งใจวิ่งออกกำลังกายอีกครั้ง ถึงแม้คุณหมอจะบอกว่าการวิ่งเป็นการออกกำลังกายที่ไม่ได้ใช้สมองควบคุมการเคลื่อนไหวแบบแอดวานส์เท่าพวกกีฬาตีแบด หรือ บาสเกตบอล ก็ตาม

หลังจากลองวิ่งมาสักสองเดือน สัปดาห์ละสามถึงสี่วัน พบว่าอาการแพ้อากาศหายไปเยอะพอสมควร (ไม่รู้เพราะยังไม่ถึงหน้ามันหรือเปล่า) รู้สึกตัวเบาขึ้น สดชื่นขึ้นมาเยอะเลยครับ

ไม่อยากเชื่อว่า ตอนก่อนย้ายมากรุงเทพ บ้านอยู่ข้างๆ Prospect Park แท้ๆ ผมไปวิ่งจริงๆไม่น่าจะถึงสิบครั้ง (ส่วนใหญ่ไปเดินเนียนๆ นอนอ่านหนังสือเล่น) มาวันนี้ดันเพิ่งจะมาคึกวิ่งอยู่กับที่อยู่บนลู่วิ่งที่ทำงาน แต่ที่เขียนขึ้นมาอยากจะบอกว่า ออกกำลังกาย วันละนิด จิตแจ่มใส จริงๆครับ

บ่ายนี้โทรไปคุยกับที่บ้าน แม่บอกว่ากำลังทยอยทำความสะอาดบ้านอยู่ จะกำจัดของไม่จำเป็นออกไปเรื่อยๆเพราะบ้านเหลือพื้นที่น้อยมากๆ

ผมเลยบอกแม่ว่า “ดีแม่ ทิ้งเลย อะไรที่ไม่ได้ใช้เกินสองปีก็บริจาคซะ คนเราควรจะเหลือแต่สิ่งที่จำเป็นเอาไว้ในบ้านเท่านั้น”

แม่เลยถามว่า “รวมถึงการ์ตูนที่ลูกเก็บไว้ด้วยไหม เต็มบ้านไปหมดเลย อยู่ในกล่องมาเป็นสิบปีแล้ว”

ผมเลยตอบว่า “อุ่ย ยกเว้นการ์ตูน…”

แม่ “อ้าว…”

วันนี้ผมเรียนรู้ว่าตัวเองก็เป็นพวกสองมาตรฐานสุดๆเหมือนกัน แล้วจะไปเรียกร้องอะไรจากคนอื่นเขาได้ล่ะเนี่ยทีนี้

The Creator and The Parasite.

February 21st, 2010

ไม่รู้เพราะเหตุใดหลังที่จากได้อ่าน The Fountainhead จบนั้น มันทำให้อดคิดถึงเรื่อง ฤทธิ์มีดสั้น ไม่ได้

ตัวละครอย่าง Howard Roark กับ Gail Wynand มีลักษณะและความสัมพันธ์ที่คล้ายกันกับคนแบบ ลี้คิมฮวง และ เซียงกัวกิมฮง มาก เป็นคนประเภทเดียวกัน ที่เลือกเส้นทางชีวิตต่างกัน คนที่เป็นเงาของกัน แต่คนหนึ่งเลือกที่จะสละทุกอย่างเพื่อทำสิ่งที่ตัวเองเชื่อโดยไม่ต้องไปยุ่งกับยุทธภพ ส่วนอีกคนเลือกที่จะสละทุกอย่างเพื่อครองยุทธภพก่อนค่อยทำสิ่งที่ตัวเองเชื่อ

หรือคนอย่าง Peter Keating ก็ทำให้ผมคิดถึงคนแบบ เล้งโซ่วฮุ้น คนที่ทำทุกอย่างเพื่อที่จะได้ครอบครองอะไรก็ตามที่คนอื่นมองว่าคนที่ประสบความสำเร็จนั้นควรจะมี ยกเว้นอย่างเดียวที่เขาไม่มีคือ ความภูมิใจในตัวเอง

หรือแม้แต่ตัวละครแบบ Ellsworth Toohey ที่ไม่ได้มีความสามารถอะไรด้วยตัวเอง แต่กลับหาวิธีสร้างอำนาจให้ตัวเองได้ด้วยการเป็นนักวิจารณ์ที่ชี้เป็นชี้ตายคนอื่นได้ด้วยปากกา ก็ทำให้คิดถึงคนแบบ แป๊ะเฮียวเซ็ง ที่เขียนตำราอาวุธ ทำตัวเป็นนักจัดอันดับยอดฝีมือในยุทธภพ ทำให้ยอดฝีมือต่างฆ่าฟันกันเพื่อแย่งชิงอันดับในตาราง สามารถเป็นคนที่มีอิทธิพลในยุทธภพได้โดยที่ไม่ต้องเป็นยอดฝีมือเสียเอง

ความเห็นส่วนตัวนั้น ผมรู้สึกว่าตัวละครแบบนี้ เป็นตัวละครที่ไม่มีวันล้าสมัย แต่ละตัวละครก็เป็นเหมือนตัวแทนของมนุษย์แบบต่างๆที่มีอยู่ทุกยุคทุกสมัย เพียงจะจับเอามาใช้กับวงการแบบไหนก็ได้ มันก็มีคนแบบนี้อยู่ทั้งนั้น จอมยุทธ์, สถาปนิก, อาจารย์, นักธุรกิจ, นักดนตรี ฯลฯ (แต่วงการแพทย์ กับ พระ อาจจะไม่ได้ เพราะสองวงการนี้ไม่เคยมีคนไม่ดี)

The Fountainhead เป็นนิยายของคุณ Ayn Rand ที่ตีพิมพ์ออกมาเมื่อปี 1943 แต่เมื่อมาอ่านตอนนี้ ก็ยังรู้สึกว่าเรื่องราวในหนังสือนั้นช่างร่วมสมัยอะไรขนาดนั้น แก่นของเรื่องจริงๆ ผมเองก็ไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไหร่ ในส่วนของการนิยมความเห็นแก่ตัวและความเป็นตัวของตัวเอง (individualistic) เพื่อที่จะผลักดันโลกไปข้างหน้า คือก็อาจจะเห็นด้วยบ้าง แต่ก็ไม่ได้เห็นด้วย100% โดยส่วนตัวผมเชื่อว่า คนคนเดียวไม่สามารถเปลี่ยนโลกได้ แต่คนเกินสามคนก็ไม่สามารถเปลี่ยนโลกได้เช่นกัน

มันน่าสนใจที่เขาใช้สถาปัตยกรรมเป็นตัวแปรในการแทนค่าของการแสดงอัตตาของคนในเรื่อง (คือมันจะเป็นอะไรได้ทั้งนั้นแหล่ะ แต่สถาปัตยกรรมมันอาจเป็นตัวแปรที่เข้าใจง่ายสุด)  เช่นตอนที่สถาปัตยกรรมแบบโมเดิร์นโดนทำให้มันฮิต คนที่เคยทำงานแนวอนุรักษ์นิยม หรือแนวคลาสสิก (และแนวอะไรต่อมิอะไร) ก็หันมาใช้องค์ประกอบของงานโมเดิร์นเป็นจุดตกแต่งของอาคาร โดยที่ไม่ได้มีอะไรที่มันออกจากแก่นความเชื่อข้างในเลยอยู่ดี  น่ารักดี

ไร้เหตุผล

January 30th, 2010

ปรกติแล้วนอกจากเก้าอี้และกีต้าร์ผมมักไม่ค่อยจะอยากเพิ่มเติมวัตถุอะไรเข้ามาในชีวิตเลย (ไม่ได้สมถะ แต่ไม่มีตัง) จนเมื่อเดือนก่อน บังเอิญเผลอไปจับกล้องของเพื่อนตัวนึงคือ GF1 แล้วถ่ายเล่นนิดๆหน่อยๆ หลังจากนั้นก็เกิดกิเลสอยากได้ขึ้นมาเฉย พยายามเอาธรรมะเข้าข่มก็ยังไม่สามารถลืมมันได้ จนเกื้อบเกือบจะทุบกระปุกไปซื้อแล้ว (โชคดีมากมากที่งานที่ทำอยู่ตอนนั้นมันยุ่งมากจนไม่มีเวลาคิดเรื่องอื่นเลย)

จนมาวันหนึ่ง มานั่งมอง G10 ที่ผมใช้อยู่ ก็คิดถึงวันแรกที่เดินไปซื้อที่ร้าน วันแรกที่ใช้กล้องตัวนี้ถ่ายรูปคนที่เรารักและสถานที่ที่เราผูกพันธ์ นึกถึงตอนที่สะพายมันเดินข้ามเขาเป็นลูกๆ เดินตลุยที่ไหนต่อที่ไหนมาด้วยกัน แล้วอยู่ดีดีใจก็สงบ ไม่อยากได้ GF1 อีกต่อไป เอา G10 มานั่งเช็ดทำความสะอาด แล้วก็พยายามทำความเข้าใจและใช้มันให้ดีที่สุดในแบบที่มันเป็นดีกว่า

ผมเรียนรู้ว่า บางทีกิเลส มันไม่สามารถดับกันได้ด้วยเหตุและผล มันต้องดับด้วยความไร้เหตุผล(สิ้นดี)นี่แหล่ะ ดั่งคำกล่าวที่ว่า emotion นั้นต้องดับด้วย perception นั่นเอง

หิว

January 22nd, 2010

ร้านรถเข็นผัดไทยหน้าออฟฟิตไม่ขายมาหลายวันแล้ว ลุงคนขายแกเจ็บเท้า แต่ลุงไม่รู้หรอกว่ามันเจ็บมาถึงใจผม เวลาหิวสุดๆ วิ่งลงไปข้างล่าง ฝันถึงอาหารร้านแก แล้วพบว่าวันนี้ไม่มาขายอีกแล้ว แต่เห็นลุงแกนั่งเล่นยิ้มแฉ่งอยู่แถวนั้น มันเจ็บใจ ผมต้องไปกินเส้นเล็กแห้งร้านข้างๆแทนมาวันแล้ว จะสั่งผัดไทยที่ร้านหอยทอดข้างๆก็ไม่กล้า เพราะไม่อยากหลายใจ

โอ่ย หิว

เท่มาก

January 1st, 2010

Proudly powered by WordPress. Theme developed with WordPress Theme Generator.
Creative Commons License