
ช่วยด้วย สัตว์ประหลาดบุกโลก

ช่วยด้วย สัตว์ประหลาดบุกโลก
เมื่อวานอ่านบทความของคุณ เคนยะ ฮาระ อีกครั้ง เรื่องการปลูกต้นไม้ลงบนดินชนิดต่างๆ โดยเขาเปรียบเทียบต้นไม้และผลของมันก็เหมือนคุณภาพของผลิตภัณฑ์และงานออกแบบ ส่วนดินก็เหมือนคุณภาพของผู้บริโภค ถ้าคุณภาพของดินนั้นดี ต้นไม้ก็ออกดอกออกผลไม่ยาก แต่ถ้าดินนั้นไม่มีคุณภาพจะหวังให้ต้นไม้ออกดอกออกผลที่ดีก็คงจะยากมาก ปัจจัยที่จะทำให้ดินหรือคุณภาพของผู้บริโภคในที่นี้ดีขึ้นได้หรือไม่ส่วนหนึ่งของคือการตลาด เขากล่าวว่าหากนักการตลาดในประเทศที่ด้อยปัญญาทำตัวด้อยปัญญาตามไปด้วย ก็จะนำพาไปสู่ความด้อยคุณภาพของผู้บริโภค และมันก็จะนำไปสู่ความด้อยคุณภาพของสินค้าที่ทำมาตอบสนองตลาดท้องถิ่นในประเทศนั้นๆ เป็นเกลียวหมุนวนต่ำลงไปเรื่อยๆ แต่ถ้าหากระบบการตลาดใช้ปัญญาในการกระตุ้นผู้บริโภคให้มีคุณภาพและเรียกร้องคุณภาพจากผู้ผลิตที่สูงมากขึ้น ก็จะสามารถดึงประเทศที่ด้อยปัญญาออกมาจากการหมุนเกลียวลงของระบบการผลิตและการออกแบบได้
ผมเองคงอายุมากเกินกว่าจะมองโลกในแง่ดีได้ว่าจะมีนักการตลาดคนไหนจะมาสนใจหรอกว่า คุณภาพของผู้บริโภคคืออะไร คุณภาพของสินค้าคืออะไร การพัฒนาคุณภาพของผู้บริโภคในท้องถิ่นสำคัญต่อการหาที่ยืนในตลาดโลกยังไง ไม่อย่างงั้นเขาคงเลือกทำอาชีพอื่นไปนานแล้ว เพียงแต่ผมก็ยังไม่มองโลกในแง่ร้ายจนถึงขั้นสิ้นหวังยอมรับว่าสังคมไทยเรานั้นด้อยปัญญาขนาดที่ต้องยอมให้นักการตลาดมาชี้นำเรื่องการใช้ชีวิตในสังคมที่แสนศิวิไลของเรานี้ไปตลอด และผมก็ยังเห็นหลายๆคนหลายๆหน่วยงานที่พยายามช่วยและสนับสนุนผู้บริโภคให้มีความรู้ความเข้าใจและคาดหวังคุณภาพจากสินค้ามากขึ้น เพียงแต่จำนวนคนเหล่านั้นช่างมีน้อยเสียเหลือเกิน
หลายคนบอกว่าปัญหาเรื่องคุณภาพของสังคมมันเกิดจากระบบการศึกษาที่ไม่ได้ความของบ้านเมืองเรา แต่ผมว่าการศึกษาเป็นแค่ส่วนหนึ่ง แต่ปัจจัยหลักๆมันน่าจะเกิดจากสถาบันครอบครัวมากกว่า เพราะผมก็เห็นหลายๆคนที่เขาก็ไม่ได้ร่ำเรียนสูงส่งมาจากไหน แต่ก็เป็นประชาชนที่มีคุณภาพได้ ไม่ได้สร้างปัญหาหรือบ่อนทำลายสังคมเท่ากับอีกหลายๆคนที่ได้รับการศึกษาสูงเสียดฟ้าด้วยซ้ำ และพอลองๆมองเข้าไปที่แก่นของความคิดหลายๆอย่าง ผมก็รู้สึกว่าคนเหล่านั้นก็เป็นผลสะท้อนมาจากครอบครัวเขานั่นแหล่ะ
วันหลังค่อยเขียนต่อแล้วกันครับ เรื่องมันท่าจะยาว
ผมไม่เคยคิดจะซื้อเกมแนว Rock Band เทือกนี้มาก่อนเลย ที่ผ่านมาก็แค่ไปเล่นฟรีตามร้านขายเครื่องไฟฟ้าเพลงสองเพลงแถวที่ทำงานเวลาเดินผ่าน รู้สึกมาตลอดว่าทำไมต้องเสียเวลาเล่นกีต้าร์จริงๆเพื่อไปเล่นกีต้าร์พลาสติกด้วย
แต่เมื่อมาเจอรุ่น The Beatles Rock Band นี้เข้าไป คงต้องเก็บสตางค์ไปหาซื้อมาครอบครองแล้ว
เป็นตัวอย่างที่รู้สึกได้เลยว่าถึงแม้เทคโนโลยี่จะเหมือนเดิม แต่ถ้ามี style + story ที่ดี ยังไงก็เพิ่มมูลค่าและเปลี่ยนใจคนได้

สำหรับผม สิ่งที่เท่ที่สุดอย่างหนึ่งของเมืองไทยก็คือหมานี่แหล่ะ
เราดั้นด้นไปที่The chapel of Notre Dame du Haut เมือง Ronchamp กันเมื่อสองเดือนก่อน อากาศดีสุดๆ ถ้าเป็นชาวบ้านที่นั่นคงอยากไปโบสถ์ทุกวัน เพราะอากาศข้างบนดีกว่าในหมู่บ้านมากมาก เป็นงานของ Le Corbusier อีกชิ้นหนึ่งที่พวกเรามีโอกาสไปชมกัน ใจจริงผมก็ไม่ได้เป็นแฟนผลงานสถาปัตยกรรมของลุงแกนัก (ผมชอบตัวเขากับบทความเขามากกว่าผลงานเขา) แต่พอมานั่งคิดดูดีดี สำหรับบริบทต่างๆของมันในเวลานั้นผมก็มองไม่เห็นว่ามันจะมีอะไรดีกว่านี้ได้อีกแล้วเหมือนกัน ถึงมันจะทำให้อดคิดถึงการ์ตูนเรื่อง The Smurfs บ้างไม่ได้ก็ตาม (ผมว่าคุณ Pierre Culliford แกอาจจะได้แรงบันดาลใจในการออกแบบหมู่บ้าน Smurfs มาจากโบสถ์นี้ก็ได้มั้ง)
วิธีไปก็นั่งรถไฟไปลงสถานี Ronchamp แล้วก็เดินไปตามเส้นทางเข้าหมู่บ้าน เดินไปสักพักจะมีซอยเล็กๆให้เดินขึ้นเขาครับ เดินขึ้นไปตามเขาเรื่อยๆ ต้องคอยหลบรถวิ่งขึ้นวิ่งลงตลอดทาง เหนื่อยนิดหน่อยแต่อากาศดีมาก เดินอย่าหยุดสักสิบห้านาทีไปถึงยอดเขาจะมีทางเข้าโบสถ์ เราสามารถซื้อตั๋วทางเข้าได้ที่นั่น (พร้อมน้ำเปล่าฟรี)
สำหรับคนที่แบกของไปเยอะมากมาก เนื่องจาก Ronchamp เป็นเมืองที่เล็กมากมาก เขาไม่มีที่ฝากกระเป๋าที่สถานีรถไฟกัน แต่เราใช้วิธีเดินไปที่ห้องทำงานเจ้าหน้าที่การรถไฟเขาแล้วขอวางเป้สัมภาระต่างๆไว้หลังห้องเขาเลย เขาก็ยอมน่ะครับ ใจดีพอสมควร (ถ้าขืนต้องแบกของทั้งหมดเดินขึ้นเขาไปด้วยนี่คงเครียดเหมือนกัน)
(ผมเรียนรู้ว่า การได้เพื่อนร่วมทางที่อ่านแผนที่เก่ง, วิ่งเร็ว, และ อดทน ถือเป็นลาภอันประเสริฐจริงๆ)

ด้วยความบังเอิญหลายๆอย่างประกอบกัน วันนี้ผมเลยมีโอกาสได้ไปเดินเล่นที่ชายหาดแถวชะอำประมาณห้านาทีเฉยเลย ไม่ได้มาแถวนี้เกือบสิบปีแล้วมั้ง วุ่นวายดีแท้ แต่ชอบตรงที่มันให้ความรู้สึกเหมือนไปแถวมุมสวนสนุกเล็กๆตามห้างสรรพสินค้าเลย ของเล่นอะไรต่อมิอะไรเพียบ พ่อแม่จูงลูกเดินกันวุ่นวายไปหมด การได้เห็นครอบครัวอื่นเขาเดินเล่นกันพ่อแม่จูงแขนลูกคนละข้างมันเป็นภาพที่ทำให้รู้สึกดีมาก คิดถึงเวลาพ่อกับแม่พาไปทะเลตอนเด็กๆ มันเป็นช่วงที่มีความสุขที่สุดในโลกเลย มีความสุขมากอย่างไม่น่าเชื่อ
ทะเลไทยจะให้เจ๋งต้องมีหมาเดินเล่นด้วย

ตอนไปเดินเล่นที่ประตู Brandenburg Gate ที่ Berlin เขาก็มีคนแต่งชุด Mascot ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์เยอรมันมาให้เราเข้าไปจ่ายเงินเพื่อถ่ายรูปด้วย แต่มองดีดี มีตาลุง Stormtrooper มายืนพุงพลุ้ยแย่งซีนให้ถ่ายรูปด้วยเฉยเลย (แถมมีคนเข้าไปขอถ่ายคู่ด้วยเรื่อยๆเลย)
ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่ากองทัพของ Palpatine เข้ามาเกี่ยวอะไรกับประวัติศาสตร์ที่เยอรมันนี่ แต่เล่นมามุกนี้จะทำอะไรก็ได้แล้ว จะไปยืนที่ไหนในโลกก็หาเงินได้แล้วล่ะ แกบรรลุหัวใจของการตลาดการท่องเที่ยวแล้วจริงๆ
Note:
เนื่องจากคุณ Stormtrooper ตัวจริงเข้ามาให้ความรู้เพิ่มเติมในคอมเมนท์ จึงขอเพิ่มข้อมูลว่าหน่วย Stormtrooper (Stoßtruppen) ของเยอรมันนั้นเป็นหน่วยรบพิเศษจริงๆที่โดนฝึกขึ้นมาตั้งขึ้นมาประมาณปลายสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง(แต่เขาไม่ได้แต่งตัวแบบนี้เฟ่ย) ลุงคนนี้แกคงหาชุด Stormtrooper แบบเยอรมันไม่เจอ เลยไปหาชุด Stormtrooper จากกองทัพของจักรพรรดิ Palpatine มาใส่แทน ไหนไหนก็ชื่อเหมือนกัน คงใช้แทนกันได้
สมัยเรียนหนังสือนานมาแล้ว เป็นบุญของผมมากที่อาจารย์ท่านหนึ่งหยิบหนังสือ Carlo Scarpa มาให้ผมยืมไปดู แกบอกว่าเห็นการบ้านที่ผมทำอยู่แล้วคิดว่าผมน่าจะชอบ Scarpa เลยเอามาให้ยืมไปนั่งดู จำได้ว่าตอนนั้นเป็นครั้งแรกในชีวิตการเรียนมั้งที่ผมเริ่มเข้าใจความรู้สึกของคำว่า “อร่อย” จากการดูภาพสิ่งก่อสร้าง นับแต่นั้นมา Carlo Scarpa กลายมาเป็นหนึ่งในฮีโร่ของผมไปโดยปริยาย
ผ่านมาเป็นสิบปี ไม่อยากเชื่อเหมือนกันว่าชาตินี้จะมีโอกาสเดินทางไปดูงานของแกจริงๆกับเขา รูปที่เอามาโพสครั้งนี้ถ่ายมาจากที่ Museo Civico di Castelvecchio ที่เมือง Verona คือลงจากสถานีรถไฟนั่งรถเมล์ต่ออีกนิดประมาณห้านาทีก็ถึงแล้ว หรือถามเขาเอาก็ได้ว่าไปปราสาทไปทางไหน ชาวบ้านเขาจะบอกทางให้ได้เลย หาไม่ยากเลย (เมื่อเทียบกับงานชิ้นอื่นของแก)
ไม่ได้มีอินเตอร์เนทใช้มานานเป็นเดือน
วันนี้เพิ่งบังเอิญไปเห็นงานที่ตัวเองเคยร่วมทำมานานแล้วถูกเขียนถึงลงในNew York Times รู้สึกชื่นใจมากครับ คิดว่าเขาจะไม่ทำกันต่อแล้วเสียอีก
ลองได้ตีพิมพ์แบบนี้เขาคงไม่สร้างจริงไม่ได้แล้วมั้ง

นอกจากสิ่งก่อสร้าง เมืองนี้หาอะไรประทับใจจากสิ่งมีชีวิตไม่ได้เลยจริงๆ
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ. สถานที่อันไกลโพ้น มีคุณตาเลี้ยงม้าอยู่คนหนึี่ง แกอาศัยอยู่กับหลานชายอยู่ในหุบเขาที่ห่างไกล ทั้งชีวิตแกไม่เคยเห็นสัตว์สี่เท้าชนิดอื่นเลยนอกจากม้า ทุกวันแกอยู่กับการเลี้ยงม้าจำนวนมากมายอยู่ที่คอกเท่านั้น
อยู่มาวันหนึ่ง หลานชายรีบวิ่งตาเหลือกกลับมาหาคุณตา แล้วบอกว่า ”เมื่อกี้ไปเจอสัตว์ประหลาดมา น่ากลัวมาก”
คุณตาเลยถามว่า “มันประหลาดยังไง”
“มันมีสี่ขา กล้ามบึกๆ บางตัวมีแผงขนอยู่ที่คอ ฟันใหญ่ๆ และมันวิ่งเร็วมาก ตา”
ตาเลยตอบไปว่า “อ้าว ก็นั่นมันม้าไม่ไช่หรือ”
หลานชายก็พยายามอธิบายเพิ่มเติม “ไม่ไช่ม้า ไม่ไช่ม้า มันดูแข็งแรงมาก หน้าดุมาก ตัวสีน้ำตาลอ่อนๆ”
ตาจึงบอกว่า “นั่นแหล่ะม้า ม้าสีน้ำตาลอ่อนคอกเราก็มีเยอะไป เจ้าคงไม่เคยเข้าไปดูล่ะสิ วันวันเอาแต่วิ่งเล่นข้างนอก”
หลานชายยังไม่ยอมแพ้ “ไม่ไช่น่ะตา มันตัวเตี้ยกว่าม้าน่ะครับ”
ตาเริ่มรำคาญ แต่ก็อดทนอธิบายต่อว่า “นั่นแหล่ะม้า ตัวเตี้ยๆก็ม้าแคระไง เจ้านี่ยังไง แสดงว่าไม่เคยเดินดูม้าในคอกเราเลยจริงด้วยล่ะสิ พอเจอม้าแคระก็เลยคิดว่าเป็นสัตว์ประหลาด”
หลานชายมาถึงขั้นนี้ก็จึงยอมรับและเข้าใจในคำสั่งสอนของคุณตา “ครับตา ผมเข้าใจผิดไปเอง ต่อไปนี้ผมจะทำงานในคอกม้าของเราให้มากขึ้นครับ จะได้เป็นการเปิดหูเปิดตาตัวเองให้มากขึ้น”
คืนนั้นเอง ฝูงสิงโตต่างถิ่นก็เข้ามาคาบสองตาหลานไปกิน
นิทานเรื่องนี้มันเข้ามาอยู่ในใจผมได้ยังไงก็ไม่รู้เมื่อนานมาแล้ว แต่ยิ่งช่วงหลังๆมานี่โผล่มาแม้แต่ในฝัน
1.
เพิ่งกลับมาถึงกรุงเทพได้หนึ่งสัปดาห์พอดี ผมยังมึนๆกับบรรยากาศรอบตัวอยู่เหมือนกัน อะไรอะไรมันเปลี่ยนไปมาก โดยเฉพาะจริตและจิตใจของคนกรุง ยิ่งวันแรกๆที่ผมรู้สึกแย่มากมากกับคุณภาพการบริการของห้างร้านหลายๆแห่ง ที่มีแต่ความเข้มข้นทางภาพลักษณ์ขององค์กร แต่แก่นของตัวสินค้าและการบริการจริงๆนั้นแย่มากมาก
ตั้งแต่ผมเคยเดินทางมา มาคิดดูจริงๆผมว่าค่าครองชีพที่กรุงเทพนี่แหล่ะสูงที่สุดแล้ว ถ้าต้องเปรียบเทียบระหว่างเงินที่เสียไป กับคุณภาพของอะไรก็ตามที่เราได้กลับคืนมา ยังไม่นับแรงงานเราที่เสียไป กับรายได้ที่กลับคืนมา และเมื่อเที่ยบกับราคาอสังหาริมทรัพย์ ต่อรายได้ขั้นต่ำ ยิ่งเห็นเลยว่าระบบมันเพี้ยนกันไปหมดแล้ว (บางคนก็บอกว่ามันเป็นแบบนี้มาตั้งนานแล้วนี่นา แต่ผมว่าเมื่อก่อนมันไม่ได้เลวร้ายขนาดนี้นี่นา)
หลังจากบ่นมาสักระยะผมก็เลยพยายามลองเดินออกนอกเส้นทางประจำให้มากที่สุด ลองผ่านเส้นทางใหม่ๆ คุยกับคนกลุ่มใหม่ๆ ทานอาหารร้านใหม่ จนเริ่มรู้สึกว่าเข้าที่เข้าทางมากขึ้น เริ่มเจอร้านค้าที่เราชื่นชอบ เจอกลุ่มคนที่น่ารัก เจอพนักงานขายสินค้าที่เข้าใจหน้าที่ตัวเองว่ากำลังทำอะไรอยู่กันแน่ เจอคนตลกๆเต็มไปหมด บทสนทนาต่างๆของพนักงานขายสินค้าตามที่ต่างๆที่ผมไปเจอมานี่ ตลกจนผมว่ารวมเล่มขายได้เลยมั้ง (จากที่เดินๆดูคร่าวๆ พบว่าบริเวณที่ยิ่งห่างไกลจากสถานีรถไฟฟ้าและความเป็นชาวกรุงแบบกรุงเทพกรุงเทพมากเท่าไหร่ ก็มักจะได้เจอคนที่น่ารักและจริงใจมากขึ้นเท่านั้น และพบว่ายิ่งบริเวณไหนที่เป็นชุมชนเก่าแก่ ที่ชาวบ้านอยู่กันมานาน มักจะได้เห็นสินค้าที่มีคุณภาพเหมาะกับราคามากขึ้น อาหารก็อร่อยขึ้น คนก็ฮาขึ้นครับ)
2.
และตอนนี้ในที่สุด ทาง Studio Aeroplane ก็มีสถานที่ทำงานเป็นเรื่องเป็นราวแล้ว ไม่น่าเชื่อจริงๆ ตอนแรกคิดว่าน่าจะใช้เวลาสักสองถึงสามเดือนกว่าจะหาสถานที่ได้ ไปไปมามาแค่อาทิตย์เดียว เราก็ได้สถานที่ที่คิดว่าน่าจะเหมาะพอสมควรได้แล้ว (สำหรับบริษัทเล็กๆสุดๆอย่างเรา) แถมเริ่มมีคนติดต่อเข้ามาถามไถ่สนใจเรื่องงานบ้างแล้วด้วย ล่าสุดพี่คนขับรถแทกซี่เมื่อวานแกก็คุยกับผมเรื่องฝนฟ้าคะนองทั่วไปแล้วไม่รู้ทำไมแกอารมณ์ดีจังชวนคุยต่อตั้งแต่เรื่องสงครามนิวเคลียร์ ยัน เศรฐกิจพม่า ก่อนเลี้ยวรถเข้าซอยบ้านแกก็ถามว่า “น้องทำงานอะไร”
ผมเองก็ไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกัน แต่ก็บอกไปก่อนว่า “ผมทำงานรับจ้างออกแบบครับ”
พี่แทกซี่ “ออกแบบอะไรบ้างล่ะ”
“ก็ออกแบบอะไรต่อมิอะไรไปเรื่อยแหล่ะพี่”
พี่แกก็เลยถามผมต่อว่า “แล้วน้องรักเสียงดนตรีไหม”
ผมก็ตอบว่า “อุ่ย แน่นอนพี่”
แกเลยบอกว่า “โอ้ งั้นดีเลยน้อง พี่กำลังหาคนมาทำโปสเตอร์วงหมอลำที่พี่เป็นผู้จัดการอยู่พอดี มาช่วยพี่หน่อย”
แล้วพี่แกก็เล่าว่าเพิ่งกลับมาจากพานักดนตรีไปถ่ายรูป พี่เขาคิดมาแล้วแหล่ะ ว่าอยากได้แบบเอานักดนตรีกับหางเครื่องยี่สิบกว่าคนมาวางรูปเรียงกันแล้วทำให้มันเป็นเหมือน สคส เล็กๆ เอาไว้แจกตามวัดต่างจังหวัด “เอาโปสเตอร์ไปแจกเขาเอาไว้ เวลามีงานเลี้ยง เขาจะได้มาตามวงพี่ไปเล่น”
ผมเองกำลังมึนๆกับโอกาสที่โผล่มาโดยไม่ทันตั้งตัว และก็ไม่รู้จะคุยอะไรเรื่องโปสเตอร์ต่อดี เลยถามแกไปว่า “แล้วเพลงหมอลำนี่ พวกพี่แต่งกันเองเลยหรือเปล่า”
แกบอกว่า “แต่งเอง เพิ่งออกจากห้องอัดเลย วางแผงเดือนหน้านี่แหล่ะ”
แล้วรถก็มาจอดหน้าบ้านผมก่อนที่เราจะเจรจาธุรกิจกันเสร็จ ผมเลยรีบวิ่งหนีฝนเข้าบ้านหลังจากจ่ายเงินค่ารถไปแล้ว (ผมไม่แน่ใจว่าตอนนั้นผมวิ่งหนีฝน หรือ วิ่งหนีลูกค้ากันแน่ แต่ถ้าพี่แทกซี่ผู้จัดการวงหมอลำท่านนี้ หลงทางเข้ามา รบกวนฝากคอมเมนท์รายละเอียดของวงพี่ไว้น่ะครับ)
ช่วงนี้ผมยังอยู่ในระหว่างการเดินทางกลับเมืองไทย โดยทำการแวะพักตามจุดต่างๆระหว่างทางจากนิวยอร์คถึงกรุงเทพ หลังจากเดินทางอย่างหนักหน่วงมาตลอด ตอนนี้ก็เริ่มเหนื่อยแล้วเหมือนกันแฮะ
การเดินทางท่องเที่ยวครั้งนี้มี Theme ที่ชัดเจนว่า 1. จะตามไปดูงานสถาปัตยกรรมของคนที่เราชื่นชอบตั้งแต่สมัยเด็กๆ และ 2. ทำความเข้าใจถึงวัฒนธรรมการบริโภคของคนในเมืองต่างๆว่าทำไมเขาถึงกระตุ้นให้นักออกแบบสามารถสร้างงานที่ดีออกมาได้เสมอมา
เอาไว้วันหลังมีเวลาว่างจะเขียนบทความ หรือเขียนบล็อกเล่นๆ ของสองเรื่องนี้ออกมาอีกที
อันนี้เอารูปตอนไปบ้านพักคุณ Le Corbusier ที่ Paris มาแปะก่อน ช่างเป็นเครื่องจักรสำหรับการอยู่อาศัยที่ไม่น่าอยู่เอาเสียเลย คือมันมีที่มาที่ไปอะไรต่่างๆนาๆมาเป็นข้ออ้างของแกเยอะมากในสูจิบัตรอธิบายงาน แต่ผมว่ามันก็ไม่น่าประทับใจอะไรมากนักอยู่ดี โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับงานของมาสเตอร์คนอื่นๆในยุคสมัยเดียวกัน
จะว่าไปผมแทบไม่เคยชอบงานที่พักอาศัยชิ้นไหนของแกเลย ตามสถิติแล้วงานที่อยู่อาศัยที่แกออกแบบถึงแม้จะประสบความสำเร็จทางด้านการใช้เงินคนอื่นส่ง message ส่วนตัวแกออกไปให้สังคมรับรู้ และก็ประสบความสำเร็จด้านการเอาบ้านคนอื่นมาเปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยว(เพราะเจ้าของเขาอยู่ในนั้นไม่ได้กัน) แต่ในพื้นฐานของคำว่า”ที่พักอาศัย”แล้ว งานแกเหมืิิอนจะล้มเหลวเกือบทั้งนั้น เคยถามเพื่อนที่มีบ้านพักอยู่ที่เมือง Chandigarh ที่ Le Corbusier ออกแบบ เขาก็บอกว่าเขาไม่ชอบบ้านเขาเหมือนกัน หนังสือของแกผมอ่านแล้วก็ไม่ชอบ และไม่เห็นด้วยอีกเช่นกัน แต่อย่างว่าผมอ่านเป็นฉบับแปลเป็นอังกฤษอีกทีเมื่อปี 1927 โน้น เป็นเวอร์ชั่นที่โดนด่าว่าแปลห่วยมาก ว่าจะลองไปหาฉบับแก้ไขมาอ่านอีกที อาจจะเข้าใจคุณ Le Corbusier แกมากขึ้นบ้าง ไม่รู้เหมือนกัน ผมรู้สึกเหมือนคุณ Le Corbusier แกเชื่อว่ามาตรฐานความต้องการของมนุษย์มันสามารถปรับให้เท่ากันได้ แกเลยชักแม่น้ำทั้งห้าเอามาใช้อ้างมาตรฐานของแก(คนเดียว)จัดระเบียบโลกใหม่เลย




