ไม่รู้ทำไมช่วงหลังๆมานี้ เวลาตื่นมาตอนเช้า ผมมักรู้สึกจำอะไรไม่ค่อยได้ เช่นจำไม่ได้ว่าเราตื่นมาที่ไหน และเราต้องทำอะไรบ้างวันนี้ แถมบางครั้งไม่ได้เป็นแค่ตอนตื่นด้วย บางทีนั่งเฉยๆมันก็เป็น เหมือนจะรู้สึกว่า อั๊วมานั่งทำบ้าอะไรตรงนี้หนอ
ค่อนข้างกลัวเหมือนกันว่า ตัวเองจะสมองพัง ผมรู้สึกแบบนี้ครั้งแรกตอนทำงานหนักมากๆสมัยก่อน ที่นั่งทำงานไปถึงเช้าโดยที่ไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรอยู่ แล้วพอนึกขึ้นมาได้ว่าตัวเองทำอะไรอยู่ มันกลับทำต่อไม่ได้ สมองมันจะงงงงว่าทำไงดีเรา (เหมือนเวลาวิ่งเร็วๆ แล้วดันไปเผลอคิดตามว่าตอนนี้เราใช้ขาข้างไหนวิ่งอยู่ มันจะวิ่งช้าลงเลย)
สมัยเล่มเกมหนักๆ จำได้ว่ามันก็จะมีอยู่โหมดหนึ่ง ที่อยู่ดีดีอะไรต่อมิอะไรมันเข้าทางไปหมด เหมือนนิ้วกับจิตมันสัมพันธ์กันได้เนียนมากมาก เล่นโดยไม่ต้องใช้ความคิดอะไรอีกแล้ว มันไปของมันเอง (เพื่อนผมคนนึงมันเรียกอาการนี้ว่า the force) แล้วพอสักพัก พลังนั้นมันก็จะหายไปเมื่อเรารู้ตัวว่าเราอยู่ในโหมดนั้น
อาจารย์สอนกีต้าร์ผมเคยบอกว่า เวลาเล่นบนเวทีให้ซ้อมยากกว่าที่จะเล่นจริงเอาไว้หน่อย เผื่อเวลาเราเล่นแล้วมันจะได้เป็นธรรมชาติ อย่าไปซ้อมเท่าที่จะไปเล่นเชียว เพราะมันจะไม่มีพื้นที่เหลือให้ได้ใช้ความรู้สึกกับการเล่นดนตรีได้เต็มที่ ดูรายการสอนกอล์ฟเขาก็ว่ากันเช่นนั้นเหมือนกัน เวลาตีจริงให้ใช้แรง 80% ของวงสวิงที่ตัวเองเคยทำได้ อย่าตีเต็ม 100% เพราะมันจะพลาดได้ (ผมก็เล่นกีต้าร์ไม่เก่ง แถมเล่นกอล์ฟก็ไม่เป็นหรอกครับ)
ตอนสมัยเรียน physical computing ใหม่ๆ อะไรๆมันยากไปหมด แถมเวลาหัดก็ต้องไปจองคิวใช้อุปกรณ์ที่โรงเรียน จนทนไม่ไหวต้องเอาเงินในกระปุกมาซื้ออุปกรณ์กลับไปทำที่อพาทเมนท์เลยแล้วกัน จะได้นั่งลุยมันทั้งวันทั้งคืนได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องเวลาปิดเปิดห้องworkshopที่โรงเรียน ผลคือ ทำไปสักอาทิตย์ไม่หลับไม่นอน สมองมันเริ่มเข้าสู่โหมดนั้นอีกแล้ว เห็นอะไรเป็นอะไรไปโดยไม่รู้สึกตัว คือทำไปได้โดยไม่รู้ว่าทำไปได้ยังไง อยู่ดีดีงานออกมาเสร็จโดยที่ผมกลับไปนั่งแกะงานตัวเองออกมาดูแล้วก็งงงงว่ามันทำเข้าไปได้ยังไง ไม่ไช่ผมคนเดียวมั้งที่เป็นแบบนี้ คงเกือบทุกคนก็คงเคยรู้สึกแบบนี้ล่ะมั้ง
โดยส่วนตัวผมเชื่อว่าคงดี ถ้าคนเราสามารถรักษาพลังในโหมดนั้นให้อยู่กับตัวเองได้ตลอดเวลาโดยที่ยังมีสติอยู่ได้ มันคงจะดีมาก แต่มันน่าจะยากมาก ขนาดนักกีฬาระดับโลก เขายังต้องมีโค็ชมาฝึกจิตให้นิ่งเสมอๆเลย (สมัยเรียนเพื่อนคนนึงเล่าว่า นักแข่งรถทีมMercedes ก่อนแข่งเขาจะไปปีนเขากัน เพื่อฝึกสมาธิ เพราะเรื่องขับรถมันขับกันได้อยู่แล้ว แต่สมาธิมันต้องนิ่ง)
ไม่น่าเชื่อว่าหลังจากกลับมาเมืองไทยเมืองพุทธครั้งนี้ จิตใจผมกลับฟุ้งกระเจิงไม่มีชิ้นดี กลับกลายเป็นว่าตอนอยู่นิวยอร์คนั้นจิตใจผมกลับนิ่งกว่านี้มากๆ เห็นอะไรกระจ่างกว่าเดี๋ยวนี้มาก เห็นทีต้องฝึกสมาธิอย่างจริงจังอีกครั้งแล้ว ว่าแล้วก็ไปเล่นเกมดีกว่า
Filed under: Journal | Comment (0)
ผมไม่เกี่ยวอะไรกับเขาหรอกครับ แต่มาช่วยเพื่อนขายของ ใครมีเวลาว่างเหลือเฟือแล้วบังเอิญผ่านไปงาน BIG+BIH แถมถ้าฟ้าลิขิตให้เดินผ่านบูธของร้านอิงฟ้า ก็แวะเข้าไปดูได้เด้อ เป็นเฟอร์นิเจอสำหรับวางในที่แจ้งครับ
Filed under: Journal | Comment (0)
Filed under: Music | Comment (0)
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว หลังจากที่มนุษย์โลกค้นพบว่าสิ่งต่างๆบนโลกมันไม่ได้มีแค่ขาวกับดำ สีสันบนโลกนี้ก็เลยเหลืออยู่แค่สามสีนับแต่นั้นเป็นต้นมา
Filed under: Journal | Comment (0)
ช่วยด้วย สัตว์ประหลาดบุกโลก
Filed under: Journal | Comments (4)
เมื่อวานอ่านบทความของคุณ เคนยะ ฮาระ อีกครั้ง เรื่องการปลูกต้นไม้ลงบนดินชนิดต่างๆ โดยเขาเปรียบเทียบต้นไม้และผลของมันก็เหมือนคุณภาพของผลิตภัณฑ์และงานออกแบบ ส่วนดินก็เหมือนคุณภาพของผู้บริโภค ถ้าคุณภาพของดินนั้นดี ต้นไม้ก็ออกดอกออกผลไม่ยาก แต่ถ้าดินนั้นไม่มีคุณภาพจะหวังให้ต้นไม้ออกดอกออกผลที่ดีก็คงจะยากมาก ปัจจัยที่จะทำให้ดินหรือคุณภาพของผู้บริโภคในที่นี้ดีขึ้นได้หรือไม่ส่วนหนึ่งของคือการตลาด เขากล่าวว่าหากนักการตลาดในประเทศที่ด้อยปัญญาทำตัวด้อยปัญญาตามไปด้วย ก็จะนำพาไปสู่ความด้อยคุณภาพของผู้บริโภค และมันก็จะนำไปสู่ความด้อยคุณภาพของสินค้าที่ทำมาตอบสนองตลาดท้องถิ่นในประเทศนั้นๆ เป็นเกลียวหมุนวนต่ำลงไปเรื่อยๆ แต่ถ้าหากระบบการตลาดใช้ปัญญาในการกระตุ้นผู้บริโภคให้มีคุณภาพและเรียกร้องคุณภาพจากผู้ผลิตที่สูงมากขึ้น ก็จะสามารถดึงประเทศที่ด้อยปัญญาออกมาจากการหมุนเกลียวลงของระบบการผลิตและการออกแบบได้
ผมเองคงอายุมากเกินกว่าจะมองโลกในแง่ดีได้ว่าจะมีนักการตลาดคนไหนจะมาสนใจหรอกว่า คุณภาพของผู้บริโภคคืออะไร คุณภาพของสินค้าคืออะไร การพัฒนาคุณภาพของผู้บริโภคในท้องถิ่นสำคัญต่อการหาที่ยืนในตลาดโลกยังไง ไม่อย่างงั้นเขาคงเลือกทำอาชีพอื่นไปนานแล้ว เพียงแต่ผมก็ยังไม่มองโลกในแง่ร้ายจนถึงขั้นสิ้นหวังยอมรับว่าสังคมไทยเรานั้นด้อยปัญญาขนาดที่ต้องยอมให้นักการตลาดมาชี้นำเรื่องการใช้ชีวิตในสังคมที่แสนศิวิไลของเรานี้ไปตลอด และผมก็ยังเห็นหลายๆคนหลายๆหน่วยงานที่พยายามช่วยและสนับสนุนผู้บริโภคให้มีความรู้ความเข้าใจและคาดหวังคุณภาพจากสินค้ามากขึ้น เพียงแต่จำนวนคนเหล่านั้นช่างมีน้อยเสียเหลือเกิน
หลายคนบอกว่าปัญหาเรื่องคุณภาพของสังคมมันเกิดจากระบบการศึกษาที่ไม่ได้ความของบ้านเมืองเรา แต่ผมว่าการศึกษาเป็นแค่ส่วนหนึ่ง แต่ปัจจัยหลักๆมันน่าจะเกิดจากสถาบันครอบครัวมากกว่า เพราะผมก็เห็นหลายๆคนที่เขาก็ไม่ได้ร่ำเรียนสูงส่งมาจากไหน แต่ก็เป็นประชาชนที่มีคุณภาพได้ ไม่ได้สร้างปัญหาหรือบ่อนทำลายสังคมเท่ากับอีกหลายๆคนที่ได้รับการศึกษาสูงเสียดฟ้าด้วยซ้ำ และพอลองๆมองเข้าไปที่แก่นของความคิดหลายๆอย่าง ผมก็รู้สึกว่าคนเหล่านั้นก็เป็นผลสะท้อนมาจากครอบครัวเขานั่นแหล่ะ
วันหลังค่อยเขียนต่อแล้วกันครับ เรื่องมันท่าจะยาว
Filed under: Journal | Comments (3)
ผมไม่เคยคิดจะซื้อเกมแนว Rock Band เทือกนี้มาก่อนเลย ที่ผ่านมาก็แค่ไปเล่นฟรีตามร้านขายเครื่องไฟฟ้าเพลงสองเพลงแถวที่ทำงานเวลาเดินผ่าน รู้สึกมาตลอดว่าทำไมต้องเสียเวลาเล่นกีต้าร์จริงๆเพื่อไปเล่นกีต้าร์พลาสติกด้วย
แต่เมื่อมาเจอรุ่น The Beatles Rock Band นี้เข้าไป คงต้องเก็บสตางค์ไปหาซื้อมาครอบครองแล้ว
เป็นตัวอย่างที่รู้สึกได้เลยว่าถึงแม้เทคโนโลยี่จะเหมือนเดิม แต่ถ้ามี style + story ที่ดี ยังไงก็เพิ่มมูลค่าและเปลี่ยนใจคนได้
Filed under: Journal | Comment (0)
สำหรับผม สิ่งที่เท่ที่สุดอย่างหนึ่งของเมืองไทยก็คือหมานี่แหล่ะ
Filed under: Journal | Comment (1)
เราดั้นด้นไปที่The chapel of Notre Dame du Haut เมือง Ronchamp กันเมื่อสองเดือนก่อน อากาศดีสุดๆ ถ้าเป็นชาวบ้านที่นั่นคงอยากไปโบสถ์ทุกวัน เพราะอากาศข้างบนดีกว่าในหมู่บ้านมากมาก เป็นงานของ Le Corbusier อีกชิ้นหนึ่งที่พวกเรามีโอกาสไปชมกัน ใจจริงผมก็ไม่ได้เป็นแฟนผลงานสถาปัตยกรรมของลุงแกนัก (ผมชอบตัวเขากับบทความเขามากกว่าผลงานเขา) แต่พอมานั่งคิดดูดีดี สำหรับบริบทต่างๆของมันในเวลานั้นผมก็มองไม่เห็นว่ามันจะมีอะไรดีกว่านี้ได้อีกแล้วเหมือนกัน ถึงมันจะทำให้อดคิดถึงการ์ตูนเรื่อง The Smurfs บ้างไม่ได้ก็ตาม (ผมว่าคุณ Pierre Culliford แกอาจจะได้แรงบันดาลใจในการออกแบบหมู่บ้าน Smurfs มาจากโบสถ์นี้ก็ได้มั้ง)
วิธีไปก็นั่งรถไฟไปลงสถานี Ronchamp แล้วก็เดินไปตามเส้นทางเข้าหมู่บ้าน เดินไปสักพักจะมีซอยเล็กๆให้เดินขึ้นเขาครับ เดินขึ้นไปตามเขาเรื่อยๆ ต้องคอยหลบรถวิ่งขึ้นวิ่งลงตลอดทาง เหนื่อยนิดหน่อยแต่อากาศดีมาก เดินอย่าหยุดสักสิบห้านาทีไปถึงยอดเขาจะมีทางเข้าโบสถ์ เราสามารถซื้อตั๋วทางเข้าได้ที่นั่น (พร้อมน้ำเปล่าฟรี)
สำหรับคนที่แบกของไปเยอะมากมาก เนื่องจาก Ronchamp เป็นเมืองที่เล็กมากมาก เขาไม่มีที่ฝากกระเป๋าที่สถานีรถไฟกัน แต่เราใช้วิธีเดินไปที่ห้องทำงานเจ้าหน้าที่การรถไฟเขาแล้วขอวางเป้สัมภาระต่างๆไว้หลังห้องเขาเลย เขาก็ยอมน่ะครับ ใจดีพอสมควร (ถ้าขืนต้องแบกของทั้งหมดเดินขึ้นเขาไปด้วยนี่คงเครียดเหมือนกัน)
(ผมเรียนรู้ว่า การได้เพื่อนร่วมทางที่อ่านแผนที่เก่ง, วิ่งเร็ว, และ อดทน ถือเป็นลาภอันประเสริฐจริงๆ)
Filed under: Journal | Comment (0)
ด้วยความบังเอิญหลายๆอย่างประกอบกัน วันนี้ผมเลยมีโอกาสได้ไปเดินเล่นที่ชายหาดแถวชะอำประมาณห้านาทีเฉยเลย ไม่ได้มาแถวนี้เกือบสิบปีแล้วมั้ง วุ่นวายดีแท้ แต่ชอบตรงที่มันให้ความรู้สึกเหมือนไปแถวมุมสวนสนุกเล็กๆตามห้างสรรพสินค้าเลย ของเล่นอะไรต่อมิอะไรเพียบ พ่อแม่จูงลูกเดินกันวุ่นวายไปหมด การได้เห็นครอบครัวอื่นเขาเดินเล่นกันพ่อแม่จูงแขนลูกคนละข้างมันเป็นภาพที่ทำให้รู้สึกดีมาก คิดถึงเวลาพ่อกับแม่พาไปทะเลตอนเด็กๆ มันเป็นช่วงที่มีความสุขที่สุดในโลกเลย มีความสุขมากอย่างไม่น่าเชื่อ
ทะเลไทยจะให้เจ๋งต้องมีหมาเดินเล่นด้วย
Filed under: Journal | Comment (0)
ตอนไปเดินเล่นที่ประตู Brandenburg Gate ที่ Berlin เขาก็มีคนแต่งชุด Mascot ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์เยอรมันมาให้เราเข้าไปจ่ายเงินเพื่อถ่ายรูปด้วย แต่มองดีดี มีตาลุง Stormtrooper มายืนพุงพลุ้ยแย่งซีนให้ถ่ายรูปด้วยเฉยเลย (แถมมีคนเข้าไปขอถ่ายคู่ด้วยเรื่อยๆเลย)
ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่ากองทัพของ Palpatine เข้ามาเกี่ยวอะไรกับประวัติศาสตร์ที่เยอรมันนี่ แต่เล่นมามุกนี้จะทำอะไรก็ได้แล้ว จะไปยืนที่ไหนในโลกก็หาเงินได้แล้วล่ะ แกบรรลุหัวใจของการตลาดการท่องเที่ยวแล้วจริงๆ
Note:
เนื่องจากคุณ Stormtrooper ตัวจริงเข้ามาให้ความรู้เพิ่มเติมในคอมเมนท์ จึงขอเพิ่มข้อมูลว่าหน่วย Stormtrooper (Stoßtruppen) ของเยอรมันนั้นเป็นหน่วยรบพิเศษจริงๆที่โดนฝึกขึ้นมาตั้งขึ้นมาประมาณปลายสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง(แต่เขาไม่ได้แต่งตัวแบบนี้เฟ่ย) ลุงคนนี้แกคงหาชุด Stormtrooper แบบเยอรมันไม่เจอ เลยไปหาชุด Stormtrooper จากกองทัพของจักรพรรดิ Palpatine มาใส่แทน ไหนไหนก็ชื่อเหมือนกัน คงใช้แทนกันได้
Filed under: Journal | Comments (3)
ทำไมเวลาที่เรางง แล้วต้องเกาหัวด้วย
Filed under: Journal | Comments (3)
สมัยเรียนหนังสือนานมาแล้ว เป็นบุญของผมมากที่อาจารย์ท่านหนึ่งหยิบหนังสือ Carlo Scarpa มาให้ผมยืมไปดู แกบอกว่าเห็นการบ้านที่ผมทำอยู่แล้วคิดว่าผมน่าจะชอบ Scarpa เลยเอามาให้ยืมไปนั่งดู จำได้ว่าตอนนั้นเป็นครั้งแรกในชีวิตการเรียนมั้งที่ผมเริ่มเข้าใจความรู้สึกของคำว่า “อร่อย” จากการดูภาพสิ่งก่อสร้าง นับแต่นั้นมา Carlo Scarpa กลายมาเป็นหนึ่งในฮีโร่ของผมไปโดยปริยาย
ผ่านมาเป็นสิบปี ไม่อยากเชื่อเหมือนกันว่าชาตินี้จะมีโอกาสเดินทางไปดูงานของแกจริงๆกับเขา รูปที่เอามาโพสครั้งนี้ถ่ายมาจากที่ Museo Civico di Castelvecchio ที่เมือง Verona คือลงจากสถานีรถไฟนั่งรถเมล์ต่ออีกนิดประมาณห้านาทีก็ถึงแล้ว หรือถามเขาเอาก็ได้ว่าไปปราสาทไปทางไหน ชาวบ้านเขาจะบอกทางให้ได้เลย หาไม่ยากเลย (เมื่อเทียบกับงานชิ้นอื่นของแก)
Filed under: Journal | Comments (3)
ไม่ได้มีอินเตอร์เนทใช้มานานเป็นเดือน
วันนี้เพิ่งบังเอิญไปเห็นงานที่ตัวเองเคยร่วมทำมานานแล้วถูกเขียนถึงลงในNew York Times รู้สึกชื่นใจมากครับ คิดว่าเขาจะไม่ทำกันต่อแล้วเสียอีก
ลองได้ตีพิมพ์แบบนี้เขาคงไม่สร้างจริงไม่ได้แล้วมั้ง
Filed under: Journal | Comment (0)