ปี 2554 ตั้งใจว่า
• จะไม่จู้จี้, ไม่ขี้บ่น, แต่จะเข้มงวดมากขึ้น
• จะลดการทานเนื้อแดง และกลับมาทานผัก,ปลา, และผลไม้ให้ได้ในระดับเดิม
• จะใช้เวลาอยู่กับคนที่เรารักและรักเรามากขึ้น
• จะไม่ผลัดวันประกันพรุ่ง และต้องมีการลงโทษตัวเองถ้าทำงานไม่สำเร็จตามที่ตั้งไว้อย่างจริงจัง
• จะไม่เสียเวลาโต้เถียงกับคนแปลกหน้า ที่ไม่ได้ใช้เหตุผลเป็นเครื่องมืออีกต่อไป
• จะต้องพัฒนาตัวเองต่อไปอย่างต่อเนื่อง
• จะไม่ทิ้งสิ่งที่เคยฝัน และจะไม่เพิ่มสิ่งที่ไม่จำเป็นเข้ามาในชีวิต
• จะวิ่งให้ได้ 10 กิโลเมตร ในเวลาต่ำกว่าหนึ่งชั่วโมง
• จะต้องมีสติอยู่ตลอดเวลา
• จะไม่ปล่อยให้ปัจจัยภายนอกมาทำลายตัวเอง
• จะไม่ท้อ
Filed under: Thought | Comment (0)

สมาชิกใหม่ของที่ทำงาน เพื่อนที่อยู่ตึกข้างๆช่วยเลือกซื้อจักรยานมือสองมาให้ (แต่เราจ่ายเงินน่ะ) เพราะเห็นว่าน่าจะเป็นการดีถ้าเรามียานพาหนะไว้ปั่นไปซื้อหมูปิ้งทานกันได้ หรือว่างๆเสาร์อาทิตย์ก็ไปปั่นเล่นกับพวกแก๊งค์ ‘ปั่น เพื่อ กิน’ แถวนี้ด้วยกัน และเนื่องจากข้อจำกัดทางสถานที่ทำให้เรามีที่จอดได้แค่จักรยานพับคันเดียวนั้นแหล่ะ
ถึงมันจะเก่า แต่ผมว่าผมชอบมันมากน่ะ เส้นสายเงียบๆ เรียบร้อยดี สัมผัสในการปั่นก็โอเค (อาจต้องไปปรับอะไหล่บางอย่างนิดหน่อย) ราคาก็ประหยัดเลยทีเดียว
Filed under: Journal | Comments (3)
หลายวันนี้ blog มีปัญหานิดหน่อย คาดว่าจะเป็นจาก database ของ hosting service พอเขียนจดหมายไปถามวิธีแก้ไข แล้วก็ลงมือทำตามที่เขาบอกมันเลยเป็นปัญหาใหญ่ไปเลย คือจากแค่ update ไม่ได้ กลายเป็นหายไปทั้งเวบเลย ตอนแรกก็ถอดใจแล้ว แต่เนื่องจากรู้สึกว่าคงนอนไม่หลับถ้าไม่ลุยมันให้ตายไปข้าง จนได้ blog กลับมาอีกครั้ง
1. ไม่น่าเชื่อว่าผมใจหายมาก ตอนที่ blog นี้หายไปทั้งยวง เพราะมันเหมือนกับความทรงจำที่เป็นตัวหนังสือในรอบหลายปีที่ผ่านมา หายไปหมดเลย
2. อยู่ดีดีก็คิดขึ้นมาได้ว่า คนอายุมากๆ เขาจำอดีตกันได้ยังไง ถ้ามีข้อมูลใหม่ๆเข้ามาเพิ่มทุกวันหลายๆสิบปี
3. ตอนที่เกือบถอดใจไม่เก็บ blog นี้ไว้แล้ว รู้สึกเศร้ามาก แต่อีกใจก็รู้สึกปลอดโปร่งว่า ต่อไปนี้จะได้โฟกัสแต่เรื่องในอนาคตโดยไม่ต้องไปจำอดีตอีก
4. ทุกอย่างที่เรามีอยู่ มันมีค่าทั้งนั้น อย่ารอให้สูญเสียมันไปก่อนค่อยรู้ค่าของมัน
Filed under: Journal | Comment (0)
“The old believe everything, the middle-aged suspect everything, the young know everything.” - Oscar Wilde
มีเรื่องหนึ่งที่ผมคิดทบทวนมาได้สักพักใหญ่หลังจากกลับมาอยู่กรุงเทพฯ คือของนิยามคำว่า ‘ความมั่นใจ’
โดยส่วนตัวผมเห็นด้วยกับการที่ใครจะมั่นใจและเชื่อในสิ่งที่เขาทำ แต่บ่อยครั้งที่เริ่มเกิดคำถามว่าก่อนจะมั่นใจหรือเชื่อในสิ่งที่ตัวเองทำนั้น ควรจะมีพื้นฐานข้อมูลมากน้อยก่อนตัดสินใจแค่ไหน (ถ้าจะมองแบบอภิปรัชญาก็ยาวเลยทีนี้ เพราะอะไรมากอะไรน้อย อะไรจริงอะไรไม่จริงก็ไม่รู้อีก)
ความเห็นส่วนตัวผมว่า ‘ประสบการณ์’ บวก ‘ความรู้’ ผสมกับ ‘ตรรกะ’ อีกนิดนึง น่าจะเป็นสมการที่ดูน่าจะพอไปวัดไปวาได้…เท่าที่คิดออกตอนนี้
กลับมาที่เรื่องความมั่นใจ ถ้าแยกเรื่องความมั่นใจเชิงรสนิยมออกไป (ทำนองว่าฉันเป็นฉันเอง เป็นตัวของตัวเองในสไตล์เกาหลี หรือ คนรุ่นใหม่แบบวิลเลี่ยมส์เบิร์กฮิพสเตอร์ ฯลฯ) แต่เป็นเรื่องที่มีผลกระทบกว่านั้น เช่นมีคนรู้จักอยากไปหาปลาทะเล แต่ขับรถเข้าป่าขึ้นดอยไปด้วยความมั่นใจ เราควรจะเตือนเขาไหม หรือปล่อยเขาไป เพราะไม่แน่ว่าบางทีอาจจะมีปัจจัยพิเศษบางอย่างมาเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เราเคยรู้มาก็ได้ หรือเราอาจะไปยังไม่ทั่วก็ได้เลยไม่รู้ว่าบนดอยมีแหล่งน้ำเค็มอยู่จริง อีกอย่างถ้ามันไม่ได้ทำลายอนาคตกันมากมาย อาจจะปล่อยให้เขาลองขับรถขึ้นเขาไปหาทะเลดูก็ได้ ถ้าเจอก็เจ๋งไปเลย ถ้าไม่เจอก็ไม่เป็นไร ขำๆกันไป หรือก็อาจจะแค่ออกความเห็นไปว่า “มันไม่น่าจะมีน่ะ ทะเลบนดอยเนี่ย…” เขาจะไปต่อก็ไม่มีปัญหา
แต่สถานการณ์ที่อึดอัดบ่อยมากก็คือ คนที่มีชุดความรู้ + ชุดประสบการณ์มาพอสมควร แต่บังเอิญปิดใจ จึงคิดว่าตัวเองรู้และเข้าใจหมดแล้วและเกิดอัตตา จนนำไปสู่การตัดสินคนอื่นที่คิดไม่เหมือนกันนี่สิ อันนี้ผมว่ามันไม่ค่อยขำแล้ว
ที่น่ากลัวก็คือ ถ้าใครก็ตามลองเข้าไปอยู่ในวงจรนี้ มันจะยากมากที่จะหลุดออกมาได้ เพราะวงจรมันจะสมบูรณ์ได้เองโดยไม่จำเป็นต้องรับรู้อะไรเพิ่มอีกต่อไปเลย เช่น สมมุติิว่าเราคิดว่าสิ่งที่เราเคยรู้และเข้าใจมันจริงหมดแล้ว พอเวลาไปเจอคนที่เขามีความรู้หรือมีประสบการณ์ที่แตกต่างเข้า ถ้าเผลอปิดใจเราก็อาจจะไม่ได้ยินเสียงอะไรก็ตามของเขาที่อยู่นอกเหนือความรู้เราอีกแล้ว และด้วยทัศนคติและความมั่นใจของเราที่อาจจะไปพิพากษาเขาด้วยคำพูดหรือสีหน้าท่าทางอะไรก็ตาม มันก็จะทำให้คนอื่นหยุดที่จะแลกเปลี่ยนกับเรา เพราะเขาก็คงไม่อยากเสียเวลากับเราด้วย และเราก็จะได้รู้แค่เท่าที่เราเคยรู้และคิดว่านั่นคือความรู้ไปตลอดกาล (ยกเว้นจะเดินทางไปเจอประสบการณ์ใหม่ ที่ทำให้เราเรียนรู้ด้วยตนเอง)
โดยส่วนตัว ผมชอบบรรยากาศที่คนเอาความรู้และไม่รู้ที่ไม่เหมือนกัน,ประสบการณ์ต่างกัน มาแชร์ความเห็นกันขำๆโดยไม่ยึดอะไรถูกหรือผิดกว่ากัน มากกว่ามานั่งนับว่าใครอายุมากกว่า, ใครเรียนสูงกว่า, ใครรู้จักคนเยอะกว่า ฯลฯ แต่บรรยากาศแบบนั้นหาได้ค่อนข้างยากขึ้น อย่างน้อยก็ในโลกที่ผมอาศัยอยู่ในปีที่ผ่านมานี้ (ถ้าไม่นับเพื่อนที่ยังตลกๆไร้สาระกันได้อยู่) การออกความเห็นแต่ละอย่าง มันกลายเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก มากจนไม่น่าเชื่อ
การใช้ Operating System (OS) คนละแบบ ไม่ควรเป็นอุปสรรคในการเรียนรู้กันและกัน แต่ในเมื่อถ้าเรายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าโลกนี้มันมี OS หลายแบบ ก็คงยากมากจริงๆ ที่จะพัฒนาไปถึงขั้นการแชร์ข้อมูลระหว่างกันได้ เอาเถอะ โลกนี้ยังเหลืออะไรน่าสนใจให้คิดถึงอีกเยอะ
Filed under: Thought | Comment (0)
บล็อกของสตูดิโอแอโรเพลนครับ ผมไม่ได้เขียนเองหรอก (อีกคนเขาเขียน) เผื่อใครจะสนใจเข้าไปเยี่ยมชมครับ
Filed under: Journal | Comments (2)
หลังจากติดตาม Zen 2010 จากสวนโมกข์สู่หมู่บ้านพลัม มาหลายสัปดาห์ ผมรู้สึกอย่างหนึ่งว่า คำสอนในศาสนา มีอะไรบางอย่างคล้ายคลึงกับคำสอนในงานออกแบบ (และศาสตร์อื่นๆ) คือ มันเป็นการปฎิบัติ ไม่ไช่การท่องจำ
ผู้ที่เข้าใจอย่างถ่องแท้ในศาสนาพุทธอย่างท่านพุทธทาส หรือ ท่าน ติช นัท ฮันห์ นั้นได้พยายามสื่อส่วนที่เป็นแก่นของธรรมะที่เป็น wisdom ของท่านออกมาให้ชาวบ้านอย่างเราเข้าใจ เป็นประโยคข้อความที่เข้าใจง่าย ด้วยเหตุด้วยผล ซึ่งก็คงเหมือนคนที่บรรลุในศาสตร์ต่างๆของตนอีกหลายท่าน ที่ก็มักจะอธิบาย wisdom ที่เป็นแก่นออกมาง่ายๆให้คนเข้าใจ แต่บนความง่ายนั้น ในการรับรู้ของคนฟังก็คงยังเป็นเพียงแค่ระดับ data เท่านั้น ไช่ว่าเขาพูด wisdom มาแล้วเราจะฉลาดเลย
(เช่น “อย่ายึดมั่นในตัวกู ของกู” ประโยคนี้เด็กที่ไหนก็ท่องได้ ออกข้อสอบวิชาพุทธศาสนา คนคงได้เต็มกันหมด แต่มีสักกี่คนบรรลุได้จริง) การที่มนุษย์สักคนจะฝ่าด่านจาก Data, Information, Knowledge จนไปสู่ Wisdom ได้นั้น มันคงต้องใช่เวลาปฎิบัติจริงๆเท่านั้น
การออกแบบก็คงคล้ายกัน คนเก่งๆที่ผมเคยเจอมา เขาพูดอะไรก็ดูง่ายไปหมด แต่คำพูดของเขามันผ่านการฝึกฝนด้วยตนเองมาก่อนทั้งนั้นกว่าเขาจะพูดอะไรง่ายๆที่เขาค้นพบออกมาให้เราฟัง แต่ฟังแล้วถ้าไม่ปฎิบัติหรือไม่หาหนทางตัวเอง มันก็เป็นแค่ data อีกประโยคหนึ่งที่เก็บไว้เฉยๆ ไม่ได้มีประโยชน์อะไรอยู่ดี
Filed under: Journal | Comment (0)
เดือนนี้ผมเพิ่งมีโอกาสได้กลับมาทำงานศิลปะของตัวเองอีกครั้ง หลังจากไม่ได้มีเวลา(ที่สงบและต่อเนื่องพอให้คิดอะไร)เลยตั้งแต่กลับมาเมืองไทย โปรดติดตามชมเร็วๆนี้ ไม่บนจอก็นอกจอ
หมายเหตุ: ที่เขียนนี่ เพื่อกดดันตัวเองครับ
Filed under: Experiments | Comment (0)
1.
ข้อดีของระบบการเมืองไทย คือมันช่วยให้ผมสามารถทำใจยอมรับกับกระแสอันทะแม่งๆของสิ่งต่างๆรอบตัวได้ง่ายขึ้นมาก ไม่ว่าจะเป็นกระแสในวงการ หนัง, เพลง, ละคร, หนังสือ, นิตยสาร, ร้านอาหาร, เซเลบบริตี้, ออกแบบ, แฟชั่น, ศิลปะ ฯลฯ ถึงจะไม่เข้าใจว่ามันมีจำนวนประชากรที่ชอบมากพอที่จะเกิดเป็นกระแส(ที่บางครั้งกลายไปเป็นมาตรฐานใหม่ด้วยซ้ำไป)ขึ้นมาขนาดนั้นได้อย่างไร แต่ในเมื่อคนส่วนใหญ่ในสังคมเขาชอบ ก็โอเค ก็คงเหมือนเรื่องนักการเมือง ที่ผมก็ยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ว่าหลายๆคนได้รับเลือกเข้าไปในสภาได้อย่างไร แต่ในเมื่อคนส่วนใหญ่เขาชอบ เราก็คงต้องยอมรับกันไป
2.
อาการแพ้อากาศในเมืองเริ่มดีขึ้นมาก หลังจากออกกำลังกายมากขึ้น เดี๋ยวนี้เวียนหัวน้อยลง หายใจสะดวกขึ้น แต่อาการเหงื่อแตก,ตัวเย็น,หายใจไม่ออกเวลาอยู่ร่วมกับคนเยอะๆในสถานที่ที่ใช้เครื่องปรับอากาศยังเป็นอยู่ ส่วนอาการเวียนหัวเวลาได้ยินเสียงจากวิทยุยังมีอยู่เหมือนเดิม ผมว่าหูผมมีปัญหามานานแล้วล่ะ มันแพ้ความถี่เสียงหลายประเภทมากๆ
Filed under: Journal | Comment (0)